บทที่ 1
ตำหนักแห่งบิชชัพ , เชสเตอร์, อังกฤษธันวาคม 1192“ท่านคิดไหมว่าป่านนี้พระเจ้าแผ่นดินอาจสวรรคตแล้ว? ”ออเบรย์ เดอ ควินซี่ย์ ถึงกับสะดุ้ง และให้รู้สึกโมโหตัวเองยิ่งนักที่มัวแต่เพลิดเพลินเจริญใจ อันที่จริงเขาควรจะต้องตระหนักว่ามันจะต้องได้รับฟังการตั้งคำถามแบบนี้อยู่แล้ว ทั้งนี้เพราะตลอดเวลาที่ร่วมรับประทานอาหารอยู่นั้น หัวข้อในการสนทนาดูจะมีอยู่เพียงเรื่องเดียว คือเรื่องการหายตัวอย่างลึกลับของพระเจ้าริชาร์ดคริสต์มาสปีนี้ ทั่วทั้งประเทศอังกฤษ หรือที่ถูกทั่วอาณาจักรคริสเตียน แทบจะไม่ได้พูดถึงกันเรื่องอื่นเลย เพราะเป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้ว ที่ไลอ้อนฮาร์ท หรือริชาร์ด ใจสิงห์ทรงแล่นเรือออกจากท่าที่เมืองเอเดอร์, เมื่อถึงเดือนธันวาคมบรรดาอัศวินทั้งหลายที่ออกร่วมรบในสงครามครูเสด ต่างเดินทางกลับมาสู่ประเทศอังกฤษ แต่ทว่าไม่มีผู้ใดได้รับข่าวคราวของพระเจ้าแผ่นดินเลยถ้าผู้ที่ตั้งคำถามประโยคนี้ขึ้นเป็นบุคคลสามัญเช่นแขกที่ได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงอาหารค่ำคืนวันนี้ ออเบรย์อาจจะถือได้ ว่ามันเป็นการแสดงออกถึงความสงสัยใคร่รู้ทั่วไป แต่เมื่อมันเป็นคำถามที่หลุดออกมาจากปากของฮิวจ์ เดอ โนแนนท์ ย่อมไมใช่คำถามธรรมดาแน่ บิชชัพผู้ทรงอิทธิพลแห่งโคเวนทรี่ ดูจะมีเพื่อนน้อยมาก เมื่อถึงคราวปะทะคารม ทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้น มักจะแฝงนัยแห่งความลับบางอย่างไว้เสมอ ซึ่งกว่าที่ฝ่ายตรงข้ามจะทันรู้ตัว ทุกสิ่งก็ดูจะสายเกินแก้ไขไปแล้วขณะเดียวกัน ออเบรย์ก็ไม่ประสงค์ที่จะเห็นตนเองตกลงในกับดักของบิชชัพแห่งโคเวนทรี่ ขณะถ่วงเวลาเพื่อหาคำตอบอยู่นั้นเขาก็ทำมือเป็นสัญญาณให้มหาดเล็กนำไวน์เข้ามาเติม ปกติ เขาจะภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารค่ำเสมอ ภาคภูมิใจกับคำสรรเสริญของแขกเหรื่อที่ว่า ไม่มีอาหารในงานเลี้ยงมื้อใดอีกแล้วที่จะเลอเลิศยิ่งกว่า งานเลี้ยงที่มีบิชชัพแห่งเชสเตอร์เป็นเจ้าภาพและขณะนี้ มหาดเล็กก็กำลังทำอาหารคอร์สต่อไปเข้ามาเสิร์ฟ ไก่ฟ้าตัวงามลอยล่องอยู่กลางทะเลเกรวี่ ถูกถอดกระดูกออกหมดทั้งตัว และยังคงรักษาสภาพภายนอกไว้ด้วยหนังที่เกรียมกรอบ เนื้อที่เนียนนุ่ม ภาพอาหารในจานเปลเงินนั้นเรียกเสียงฮือฮาจากแขกที่ร่วมโต๊ะทันที พ่อครัวในตำหนักแห่งนี้ต้องใช้เวลานานนับชั่วโมง กว่าที่จะจัดแต่งและปรุงอาหารจานพิเศษนี้ขึ้นมาได้ แต่ขณะนี้เขากลับมองมันด้วยสายตาที่มิได้บ่งบอกถึงความรู้สึกยินดียินร้าย ทั้งนี้เพราะเงาแห่งการทรยศกำลังครอบคลุมอยู่เหนือโต๊ะอาหารแล้ว...“พระเจ้าริชาร์ดสวรรคตแล้วใช่หรือไม่...? ” มีบุคคลเป็นจำนวนมากที่คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น แม้ตามร้านขายเหล้าในเมืองชนบทก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ ว่าเรือรบหลวงลำนั้นจมลงใต้ท้องทะเลเพราะคลื่นลม หรือเป็นเพราะถูกโจมตีจากพวกโจรสลัด อันเป็นฝูงปีศาจร้ายแห่งท้องทะเลแต่เมื่อเวลาผ่านไป สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างลึกลับก็ถูกเบี่ยงไปในประเด็นที่ว่าสวรรคตแล้ว...และเพิ่มน้ำหนักตามมาด้วยถ้อยคำว่า...จะต้องสวรรคตแล้วอย่างแน่นอน และไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่จะชื่นชมกับข่าวทำนองนี้เท่ากับผู้ที่ฮิวจ์ เดอ โนแนนท์ อยู่ใต้บังคับบัญชาสงครามครูเสดประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แม้แต่กษัตริย์นักรบเยี่ยงริชาร์ดก็ยังไม่สามารถยึดนครเยรูซาเล็มมาจากพวกนอกศาสนาได้ แต่สำหรับออเบรย์แล้ว ความล้มเหลวอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าริชาร์ด ใจสิงห์นั้น อยู่ตรงที่ว่า พระองค์ไม่มีรัชทายาท จึงทรงสถาปนาเจ้าชายอาเธอร์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าหลานยาเธอขึ้นเป็นองค์รัชทายาทแทน แต่เจ้าชายก็ยังเยาว์พระชันษาและประทับอยู่กับพระมารดาในบริตตานี่ขณะเดียวกันก็ยังทรงมีคู่แข่งที่พร้อมจะช่วงชิงราชบัลลังก์อีกองค์หนึ่ง คือเจ้าชายจอห์น เคานท์ ออฟ มอร์เทน ซึ่งมิใช่ใครอื่นแต่เป็นพระอนุชาของริชาร์ดนั่นเองไม่มีผู้ใดสงสัยเลย ว่าถึงอย่างไรเจ้าชายจอห์น ก็จะต้องทรงทำทุกวิถีทางที่จะป้องกันไม่ให้เจ้าชายอาเธอร์ขึ้นครองบัลลังก์เพียงแต่ว่า ยังมีสิ่งที่สร้างความไม่แน่ใจให้เกิดขึ้นอยู่ นั่นก็คือไม่มีผู้ใดรู้ว่าควีน เอลิเนอร์ ผู้ทรงเป็นพระมารดาของเจ้าชายทั้งสองพระองค์ จะทรงมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้เท่านั้นทุกคนต่างรู้กันอยู่แก่ใจ ว่าควีน เอลิเนอร์กับเจ้าชายจอห์นนั้น ทรงระหองระแหงกันอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างไรเจ้าชายก็ทรงเป็นพระโอรสอีกองค์หนึ่งของพระนางด้วย เพราะฉะนั้นถ้ามีปัญหารุนแรงเกิดขึ้น พระนางจะทรงเข้าข้างฝ่ายใด...?ออเบรย์เคยครุ่นคิดด้วยความสงสัยอยู่ ว่าจอห์นจะทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีได้หรือไม่...ถ้าจะเปรียบ เจ้าชายพระองค์นี้ก็มิได้ต่างไปกว่าอสรพิษ ที่มีทั้งความลี้ลับและเป็นที่หวาดหวั่นต่อฝ่ายตรงข้ามทั้งหลายอยู่ไม่น้อย และเจ้าชายจอห์น ไม่เคยทรงหวั่นไหวที่จะประกอบกรรมอันชั่วร้ายเลยด้วย และเขาไม่เคยคิดสงสัยเลยในแง่ที่ว่า จอห์นทรงทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันอาเธอร์ไว้ไม่ให้ขึ้นครองบัลลังก์ดังนั้น เขาจึงได้สรุปไว้แล้วในใจ ว่าถ้าเมื่อใดก็ตามที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจำเป็นที่จะต้องเลือก เขาก็คงจะต้องทำในสิ่งที่สมควรจะต้องทำ นั่นก็คืออยู่ฝ่ายเจ้าชายจอห์นนั่นเอง...แต่ทว่า มันค่อนข้างอันตรายอยู่มาก คำถามที่แฝงนัยของบิชชัพแห่งโคเวนทรี่ราวจะตอกย้ำสิ่งที่เป็นความหวาดหวั่นอย่างที่สุดของออเบรย์ เพราะมันหมายถึงว่า จอห์นไม่เต็มใจจะรอการยืนยันเรื่องการสวรรคตของริชาร์ด จอห์นไม่ใช่บุรุษที่ใจเย็นและอดทนต่อการรอคอยอยู่แล้วแต่ถ้าริชาร์ดมิได้เสด็จสวรรคตเล่า...? ถ้าเสด็จกลับมาทวงบัลลังก์คืนอะไรจะเกิดขึ้น...? ถ้าอาเธอร์ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เหมาะสมของจอห์น...จอห์นเองก็มิได้มีฝีมือที่จะเทียมเทียบริชาร์ดได้เช่นกัน และถ้าเรื่องกลับกลายเป็นเช่นนี้ ความพิโรธโกรธเกรี้ยวนั้นเหลือจะประมาณได้และถึงแม้จะประทานอภัยให้แก่จอห์นผู้ทรงเป็นพระอนุชา ริชาร์ด ย่อมไม่ทรงประทานอภัยให้แก่ผู้ที่สนับสนุนให้เจ้าชายจอห์นโค่นบัลลังก์ของพระองค์ในครั้งนี้อย่างแน่นอน...แต่ออเบรย์รู้ดี ว่าถ้าเขาให้การสนับสนุนเจ้าชายจอห์นและถ้าพระเจ้าริชาร์ดสวรรคตจริง นั่นย่อมหมายถึง ว่าเขาจะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่อย่างไม่ต้องสงสัยเลย ทั้งนี้เพราะเจ้าชายจอห์นนั้นทรงมีพระทัยที่เด็ดเดี่ยว ไม่เคยลืมผู้ที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมผู้ที่ไม่คิดจะถวายการสนับสนุนด้วย...“ว่ายังไงล่ะ? ” บิชชัพแห่งโคเวนทรี่ถามย้ำ รอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้า ราวกับเรื่องที่กำลังสนทนากันอยู่ขณะนี้เป็นเรื่องที่นำความสำราญใจมาสู่อย่างมาก “ท่านมีความคิดเห็นว่ายังไง คิดว่าจะสวรรคตจริงหรือเปล่า? ”รอยยิ้มบนใบหน้าของออเบรย์ยามนี้ ซื่อและบริสุทธิ์ราวน้ำนม“ใต้เท้ากรุณา ถ้ากระผมรู้ในคำตอบอย่างแท้จริง กระผมก็คงควบม้านำความขึ้นกราบบังคมทูลให้พระราชินีทรงทราบแล้วละขอรับ”“กระผมน่ะกลัวว่ามันจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น” ฮิวจ์เผยความรู้สึก เพียงแต่น้ำเสียงของเขามิได้บอกว่าจะกลัวในสิ่งนั้นอย่างแท้จริงเลย “ถ้าไม่มีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้นกับพระองค์ป่านนี้เราก็คงจะได้รับข่าวคราวกันบ้างแล้วว่าประทับอยู่ที่ใด”“ถึงอย่างไรกระผมก็ยังไม่พร้อมที่จะสกัดกั้นความหวังหรอกนะขอรับ” ออเบรย์กล่าว “และพระราชินีเองก็คงจะไม่ทรงสิ้นหวังด้วยเช่นกันนะขอรับ”“มันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ว่าสตรีผู้เป็นแม่นั้นย่อมจะต้องยึดเหนี่ยวอยู่กับความหวังไม่ว่ามันจะมีอยู่เพียงน้อยนิดเท่าไรก็ตามแต่พวกเราสิที่ไม่มีโอกาสทำเช่นนั้นได้ง่ายนัก เราไม่มีความหวังจะให้เอาไว้ใช้กันได้อย่างฟุ่มเฟือย เราจะต้องคิดเลยไปถึงว่าประเทศอังกฤษจะต้องขาดพระเจ้าแผ่นดินไปอีกนานสักเท่าไรด้วย” น้ำเสียงของฮิวจ์รื่นหู อ่อนโยน น่าประทับใจอย่างยิ่งคล้ายอยากจะแบ่งปันความลับที่ซ่อนอยู่ในใจตนให้อีกฝ่ายหนึ่งฟัง เพราะมีเพียงออเบรย์เท่านั้นที่จะได้ยินสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่ในขณะนี้ก่อนที่ออเบรย์จะทันตอบอะไรออกไป ก็พอดีกับที่มหาดเล็กเข้ามารายงาน“ใต้เท้ากรุณา...กระผมขอเวลาใต้เท้าสักครู่เถอะขอรับ”“มีเรื่องสำคัญอะไรหรือ มาร์ติน? ”“เอ้อ...ก็เรื่องจัสตินนั่นแหละขอรับใต้เท้า เขาเพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่เมื่อครู่นี้เองขอรับ และยืนยันว่าจะต้องเข้าพบใต้เท้าให้ได้น่ะสิขอรับ”“จัสติน...? ” สีหน้าของออเบรย์บอกทั้งความตกใจและไม่พอใจระคนกัน “ไปบอกเขา ว่าฉันจะให้เขาเข้าพบได้ก็ต่อเมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดและแขกเหรื่อกลับกันไปหมดแล้วเท่านั้นบอกพ่อครัวว่าให้จัดหาอาหารให้เขากินเสียด้วย” แต่แล้วออเบรย์ก็ออกจะแปลกใจ ที่ถึงแม้จะออกคำสั่งเช่นนั้นแล้ว แต่มหาดเล็กคนสนิท ก็ยังไม่มีทีท่าว่ารีบไปปฏิบัติตามคำสั่ง “ไปสิ” เขาสำทับมาร์ตินขยับตัวอย่างอึดอัด“เอ้อ...คือ...กระผมคิดว่า...จัสตินมีท่าทางเหมือนคนที่คุมสติไม่อยู่ขอรับ กระผมเองก็ไม่เคยเห็นเขาเป็นเช่นนี้มาก่อนเลยขอรับคิดว่าเขาคงไม่อาจทนรอถึงเวลานั้นได้...”ออเบรย์พยายามระงับอารมณ์ไว้อย่างดีที่สุด เขามักจะเหยียดหยามบุคคลที่ไม่รู้จักการสงบระงับอารมณ์ของตนเอง“เห็นจะอนุญาตไม่ได้หรอกนะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงชาเย็น “ช่วยจัดการให้ด้วยก็แล้วกัน”