ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 168 : นครหมื่นกระบี่

    จารึกที่ 168 : นครหมื่นกระบี่ : คมดาบที่ซ่อนในรอยยิ้ม


    ลมหนาวแห่งทิศอุดรกรรโชกแรง พัดพาเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนปลิวว่อนไปทั่วท้องนภา


    เบื้องล่างของนาวากระบี่ตระกูลเฟิง คือภาพความยิ่งใหญ่ที่ทำให้อาเจียต้องอ้าปากค้าง (จนแมลงวันเกือบจะบินเข้าไปวางไข่ ถ้าไม่ติดว่าอากาศหนาวจนแมลงแข็งตายไปหมดแล้ว)


    ภูเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้านับสิบลูก ตั้งเรียงรายกันดุจคมดาบที่แทงทะลุพื้นดินขึ้นมา โดยมีภูเขาลูกใหญ่ที่สุดตรงกลางที่มีรูปร่างเหมือน "กระบี่ขนาดยักษ์" ปักลงมาจากสวรรค์ รอบๆ ภูเขามีกระบี่บินนับหมื่นเล่มบินวนเวียนดุจฝูงปลา เป็นด่านป้องกันตามธรรมชาติที่น่าเกรงขาม


    "ยินดีต้อนรับสู่ 'นครหมื่นกระบี่' (Wan Jian City)"


    ฉินมู่หลาง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความโหยหาและความขมขื่นลึกๆ "และนั่น... ยอดเขาเสียดฟ้าตรงกลาง คือที่ตั้งของ สำนักกระบี่นิรันดร์ บ้านของข้า"


    "โห..." อาเจียกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ (ที่แอบขโมยมาจากห้องเก็บของเฟิงอี้หราน) ให้แน่นขึ้น "บ้านเจ้าดู... แหลมคมดีนะ น่าจะอันตรายถ้านอนละเมอตกเตียง"


    "พี่ชายอาเจียดูนั่นสิ!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ ชี้มือไม้สั่น "เมืองข้างล่าง! หลังคาทุกบ้านมุงด้วยโลหะหมดเลย! สะท้อนแสงวิบวับสวยจัง!"


    นาวาท่องเมฆาค่อยๆ ลดระดับลงจอดที่ลานกว้างหน้าประตูเมือง ซึ่งเต็มไปด้วยเรือเหาะจากสำนักต่างๆ ที่ทยอยเดินทางมาร่วมงานประลอง

    บรรยากาศในเมืองคึกคักและดุเดือดกว่าเมืองทั่วไป ผู้คนที่เดินขวักไขว่ส่วนใหญ่พกอาวุธ แม้แต่พ่อค้าแม่ขายก็ยังมีรังสีอำมหิตแผ่ออกมา

    ทันทีที่เท้าแตะพื้น อาเจียก็สัมผัสได้ถึง "แรงกดดัน" บางอย่าง


    ไม่ใช่แรงกดดันจากคน แต่มาจาก "เจตจำนงแห่งกระบี่" ที่ตกค้างอยู่ในทุกอณูอากาศของเมืองนี้


    "ที่นี่ใช้ 'ความแข็งแกร่ง' เป็นสกุลเงิน..." ฉินมู่หลางเตือนสหาย "อย่าทำตัวเด่น และอย่าไปมองหน้าใครนานๆ โดยเฉพาะพวกที่ใส่ชุดสีทอง... นั่นคือศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก"


    "รับทราบ!" อาเจียพยักหน้า "ข้าจะทำตัวลีบที่สุด... เหมือนไม่มีตัวตนเลย"


    แต่ดูเหมือนคำว่า 'ลีบ' ของอาเจีย จะใช้ไม่ได้ผลเมื่อมากับคณะนี้...


    เฟิงอี้หราน (พ่อค้าเศรษฐีที่แต่งตัวหรูหรา), เฟิงหลิงเอ๋อร์ (สาวน้อยน่ารักที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว), หลินชิงเสวี่ย (เทพธิดาน้ำแข็งที่งามล่มเมือง) และ เจ้าสัวทมิฬ (หุ่นยักษ์สีดำทะมึน)


    การรวมตัวของกลุ่มคนประหลาดนี้ ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างทันทีตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าโรงเตี๊ยม


    ณ โรงเตี๊ยม "จอกกระบี่เมามาย"


    "ห้องเต็มหมดแล้ว!"


    เถากุ่ย (หลงจู๊) ตะโกนบอกโดยไม่เงยหน้ามอง "ช่วงงานประลอง ห้องพักเต็มล่วงหน้ามาสามเดือนแล้ว! ไปหาที่อื่นซะ!"


    "เดี๋ยวสิพี่ชาย..." เฟิงอี้หรานวางก้อนทองคำลงบนโต๊ะ "ข้าคือเฟิงอี้หราน จากสำนักพู่กันเพลิง... พอจะเจรจากันได้ไหม?"


    เถากุ่ยเหลือบมองทองคำ แววตาอ่อนลงเล็กน้อย "สำนักพู่กันเพลิงรึ? ...อืม พอดีมีห้องชุดพิเศษเหลืออยู่ห้องหนึ่งที่เพิ่งมีคนยกเลิก แต่ราคา..."


    "ห้องนั้นข้าจองแล้ว!"


    เสียงตะโกนห้าวเป้งดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง


    กลุ่มชายฉกรรจ์ 5-6 คนเดินเข้ามาในชุดศิษย์สีเหลืองทอง ปักลาย "อัสนีบาต" ที่หน้าอก


    นำทีมโดยชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าดุดัน มีรอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้ว


    "หลงจู๊! ...ห้องชุดนั่น ข้า 'เหลยเป้า' (เสือดาวอัสนี) ศิษย์เอกแห่ง สำนักอัสนีบาต ต้องการ! ...ใครกล้าแย่ง?"


    เถากุ่ยหน้าซีดเผือด "คะ... คุณชายเหลย... แต่ทางนี้เขามาก่อน..."


    "มาก่อนแล้วไง?" เหลยเป้าเดินกระแทกไหล่เฟิงอี้หรานจนเซ แล้วหันมามองกลุ่มของอาเจียด้วยสายตาดูถูก


    "พวกสวะจากแดนใต้? ...พ่อค้าหน้าเลือด กับ... เอ๊ะ?"


    สายตาของเหลยเป้าหยุดอยู่ที่ ฉินมู่หลาง


    "โอ้โฮ... นึกว่าใคร ที่แท้ก็ 'อดีต' อัจฉริยะแห่ง สำนักกระบี่นิรันดร์... ฉินมู่หลาง!"


    เหลยเป้าหัวเราะลั่นร้าน "ได้ข่าวว่าถูกถีบหัวส่งไปอยู่สำนักบ้านนอกอย่างหมึกวารีไม่ใช่รึ? ...กลับมาทำไม? มาให้เขาหัวเราะเยาะหรือไง?"


    ฉินมู่หลางกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปน แต่พยายามข่มอารมณ์


    "ข้ามาตามคำเชิญของอาจารย์... หลีกไป เหลยเป้า ข้าไม่อยากมีเรื่อง"


    "ไม่อยากมีเรื่อง หรือ 'ไม่กล้า' มีเรื่องกันแน่?" เหลยเป้าก้าวเข้ามาประชิด แผ่กลิ่นอายสายฟ้าเปรี๊ยะๆ ออกมากดดัน


    "ได้ข่าวว่าเพลงกระบี่ของเจ้าถดถอยจนแพ้ศิษย์สายนอกกระจอกๆ คนหนึ่งไม่ใช่รึ? ...น่าสมเพชจริงๆ"


    คำพูดนั้นพาดพิงถึงอาเจียโดยตรง


    อาเจียที่ยืนแอบอยู่หลังเจ้าสัว ค่อยๆ โผล่หน้าออกมา


    "เอ่อ... พี่ชายสายฟ้า... ศิษย์สายนอกกระจอกๆ ที่ท่านพูดถึงเนี่ย... หมายถึงข้าหรือเปล่า?"


    เหลยเป้าหันมามองอาเจีย หัวเราะเยาะ


    "เจ้าเนี่ยนะ? ...สภาพดูเหมือนคนใช้มากกว่าศิษย์! ...ดูเสื้อผ้าสิ ขนสัตว์เกรดต่ำ! พู่กันไม้ดำๆ นั่นเอาไว้ขัดส้วมรึไง?"


    ปึด!


    เส้นความอดทน (เรื่องดูถูกของมีค่า) ของอาเจียขาดผึง


    "พู่กันขัดส้วม?" อาเจียทวนคำเสียงเย็น "เจ้ากล้าด่าลูกรักข้าว่าพู่กันขัดส้วม?"


    "ทำไม? จะทำอะไรข้า?" เหลยเป้าแสยะยิ้ม ชักดาบสายฟ้าออกมาครึ่งฝัก "อยากลองชิมสายฟ้าหน่อยไหมไอ้หนู?"


    บรรยากาศในร้านตึงเครียดจนแทบระเบิด เฟิงหลิงเอ๋อร์ทำท่าจะควักยันต์ออกมาปาใส่ แต่ถูกเฟิงอี้หรานห้ามไว้


    ทันใดนั้น...


    กึก!


    เสียงแก้วชาใบน้อยที่วางอยู่บนโต๊ะไกลๆ แตกละเอียด


    ไม่ใช่แตกเพราะตกพื้น... แต่แตกเพราะ "คลื่นเสียง" ที่แหลมคมระดับไมโครเวฟ!


    "หนวกหู..."


    น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นยะเยือกดังขึ้น


    หลินชิงเสวี่ย ก้าวออกมาจากมุมมืด รัศมีสีขาวจางๆ แผ่ออกรอบตัวนาง ทำให้อากาศที่หนาวอยู่แล้วเย็นลงจนกลายเป็นน้ำแข็งเกาะตามโต๊ะ


    "ข้าเดินทางมาเหนื่อยๆ... อยากพักผ่อน... ถ้าพวกเจ้ายังเห่าหอนไม่เลิก ข้าจะ 'ปิดปาก' ให้เอง"


    เหลยเป้าชะงัก สัมผัสได้ถึงอันตรายจากหญิงสาวผู้นี้


    "เจ้าเป็นใคร?"


    "นางคือคนที่จะทำให้เจ้าหูหนวกตลอดชีวิตถ้ายังไม่หุบปาก" อาเจียรีบเสริม (เกาะกระโปรงผู้หญิงกินทันที)


    "และข้าขอแนะนำให้เจ้าเก็บดาบซะ... เพราะเพื่อนตัวใหญ่ของข้า เขาไม่ชอบแสงวูบวาบ"


    อาเจียดีดนิ้ว


    ครืนนน!


    เจ้าสัวทมิฬก้าวออกมาขวางหน้าอาเจีย ดวงตาสีม่วงดาราสว่างวาบขึ้น จ้องเขม็งไปที่ดาบของเหลยเป้า


    [ ตรวจพบภัยคุกคามระดับต่ำ... วิเคราะห์โครงสร้างอาวุธ... พบรอยร้าวที่แกนกลาง 2 จุด... โอกาสหัก 85% ]


    เสียงสังเคราะห์ของเจ้าสัวดังลั่นร้าน ทำเอาทุกคนเงียบกริบ


    "ดาบของเจ้า..." อาเจียแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ "ตีขึ้นจากเหล็กไหลอัสนีระดับต่ำ ผสมทองแดง... ขึ้นรูปด้วยไฟที่ไม่ร้อนพอ ทำให้เกิดฟองอากาศภายใน... ถ้าเจ้าฟันลงมา ดาบนั่นจะระเบิดคามือเจ้าเอง"


    "เจ้า... เจ้ารู้ได้ยังไง!?" เหลยเป้าหน้าเสีย เพราะนั่นคือความลับที่เขาเพิ่งรู้จากช่างตีดาบเมื่อวาน


    "ข้าเป็นใคร?" อาเจียยืดอก "ข้าคือศิษย์สายตรงแห่งสำนักหมึกวารี ผู้เชี่ยวชาญด้านศัสตราวุธ (มั่วนิ่ม) ...ถ้าไม่อยากขายหน้ากลางร้าน ก็ไสหัวไปซะ!"


    เหลยเป้ากัดฟันกรอด มองดูเจ้าสัวทมิฬที่แผ่ไอมืดมิด และหลินชิงเสวี่ยที่พร้อมจะระเบิดแก้วหูเขา


    "ฝากไว้ก่อนเถอะ! ...ในงานประลอง ข้าจะบดขยี้พวกเจ้าให้เละ!"


    กลุ่มสำนักอัสนีบาตเดินกระแทกเท้าจากไปท่ามกลางเสียงซุบซิบของไทยมุง


    "เฮ้อ... รอดไปที" อาเจียถอนหายใจ หันไปยักคิ้วให้เถากุ่ย


    "เอาล่ะหลงจู๊... ห้องชุดนั่นเป็นของพวกข้าแล้วใช่ไหม? ...อ้อ แล้วข้าขอส่วนลดด้วยนะ ในฐานะที่ช่วยไล่ธาตุไฟแทรกให้แขกของท่าน"


    ฉินมู่หลางมองดูอาเจียที่กำลังต่อรองราคาห้องพักอย่างหน้าด้านๆ


    รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของยอดกระบี่หนุ่ม


    "ขอบคุณนะ อาเจีย..."


    "ขอบคุณอะไร?" อาเจียหันมาหน้ามุ่ย "ค่าห้องเจ้าต้องจ่ายส่วนของเจ้าเองนะ! ข้าไม่เลี้ยง!"


    "หึ..." ฉินมู่หลางส่ายหัว


    การกลับมาบ้านเก่าครั้งนี้... ดูเหมือนจะไม่เหงาอย่างที่คิดเสียแล้ว


    แต่ทว่า... ในมุมมืดชั้นสองของโรงเตี๊ยม


    สายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่


    เป็นสายตาของหญิงสาวในชุดคลุมสีแดงเพลิง ริมฝีปากเคลือบชาดสีสดแสยะยิ้ม


    "เจ้าหุ่นนั่น... น่าสนใจ... และเจ้าเด็กปากดีนั่น... มีกลิ่นอายของ 'ความว่างเปล่า' ที่ท่านจอมมารตามหา..."


    นางจิบชาช้าๆ ก่อนจะวางเบี้ยแก้สีดำลงบนกระดานหมากล้อม


    "เหยื่อมาติดกับแล้ว"

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน