มือเล็กลดคันธนูลงทันทีเมื่อเห็นหลินหยาถูกคุมตัวพร้อมกับกระบี่ที่คนของหรานจวิ้นยกจ่ออยู่ที่คอ ั์ตาคมของอ๋องร้ายจ้องมองนางราวกับศัตรู แต่คนตัวเล็กก็หาได้กลัวไม่ ยังคงนิ่งมองการกระทำของสามีราวกับมิได้ตื่นกลัวสิ่งใด ทำเอาหรานจวิ้นถึงกับขบกรามแน่น
“คิดว่าเ้าเป็ใครถึงกล้าบุกรุกเข้ามา”
“ก็ไม่เห็นมีป้ายเขียนมิให้เข้านี่” เสียงหวานเอ่ยยอกย้อนคนตัวโตพร้อมกับยิ้มส่งให้
“หึ! คิดว่าเก่งนักสินะ งั้นมาพนันกันว่าเ้าจะช่วยคนสนิทไปได้หรือไม่ เพราะอย่างไรเสียวันนี้ต้องมีคนสังเวยในความอวดเก่งของเ้า ข้าจะให้มันเป็ตราบาปติดตัวเ้าจนตาย จะได้มิกล้าอวดดีเช่นนี้กับข้าอีก” หรานจวิ้นเอ่ยก่อนจะสั่งให้คนของตนจับหลินหยาไปมัดโยงไว้กับต้นไม้
ทำเอาผู้ที่กำลังจะถูกลงโทษถึงกับตัวสั่นงันงก ซึ่งตัวต้นเหตุอย่างซูเยว่ก็หวั่นใจเช่นกัน เพราะมิรู้ว่าคนตัวโตคิดจะทำอะไรกันแน่ เมื่อเขายกคันธนูขึ้น ลูกศรถูกน้าวเพื่อจะยิงไปที่นางกำนัลตัวเล็กซึ่งหลับตาเพราะตื่นกลัวอยู่ และเขาไม่ลังเลที่จะสั่งสอนคนดื้อดึงต่อต้าน โดยปล่อยลูกศรพุ่งออกไปทันที เสียงกรีดร้องของเสี่ยวชิงและหลินหยาดังขึ้นด้วยความตื่นกลัว พร้อมกับเสียงปะทะกันของปลายลูกศร ดังขึ้นก่อนมันจะพุ่งตรงไปถึงร่างของหลินหยา
ซึ่งต่อมาเพียงชั่วอึดใจร่างนั้นก็ทรุดกองลงบนพื้น เพราะเชือกที่ผูกโยงอยู่นั้นขาดลงด้วยลูกศรอีกดอก ที่ซูเยว่ยิงออกไปเพื่อปลดปล่อยคนของตน หลังจากที่ดอกแรกใช้เพื่อสะกัดมิให้มันปะทะร่างหลินหยา ทำเอาหรานจวิ้นและคนสนิทถึงกับหันมามองนางในทันที เพราะมิอาจเชื่อได้ว่าจะมีคนที่ทำเช่นนี้ได้ มือเล็กผ่อนคันธนูลงพร้อมกับเอ่ยขึ้น
“เสี่ยวชิงพาหลินหยากลับเรือน” เสียงหวานที่เคยดังให้ได้ยิน ยามนี้มันนิ่งและเยือกเย็นอย่างมิเคยเป็มาก่อน ทำเอาคนสนิทของหรานจวิ้นถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ เพราะมิคิดว่าสตรีที่งดงามเพียงนี้จะมีด้านมืดซึ่งดูเยือกเย็นจนน่าขนลุก อ๋องหนุ่มจ้องมองชายาตัวน้อยของตนที่ยังยืนนิ่ง
“คิดว่าจะจากไปได้ง่ายๆ หรือ”
“แล้วอย่างไรล่ะอ๋องหรานจวิ้น ท่านจะเล็งธนูใส่ข้าหรือ” เสียงเรียบเอ่ยถามพร้อมกับเงยมองอีกฝ่ายมิตื่นกลัว ทำเอาคนตัวโตถึงกับชะงักไปกับั์ตาสวยตรงหน้า ซึ่งมันสะกดเขาได้ดีเหลือเกิน จนกระทั่งชายาตัวน้อยเดินจากไปแล้วเขาก็ยังยืนอยู่ที่เดิม
“ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ไยพระชายาถึงเก่งกาจเพียงนี้ นางมิเคยจับต้องอาวุธเลยสักครา เหตุใดสามารถยิงธนูได้แม่นเพียงนี้ ทั้งที่อยู่ระยะไกลเพียงนั้น” ไห่เฉิงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นฝีมือของคนที่เคยถูกเรียกว่าสำออย
และร่างกายอ่อนแอแม้แต่ลมแดดก็โดนมิได้ แต่ยามนี้ราวกับเป็คนละคนเสียอย่างนั้น แต่คำถามนี้มันกลับมิมีคำตอบใดกลับมา เพราะหรานจวิ้นเองก็นึกไม่ถึงเช่นกัน โดยเฉพาะแววตาที่นางจ้องมองเขา มันไม่เหมือนองค์หญิงซูเยว่คนเดิมเลยสักนิด
“ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่านางเรียนรู้เื่พวกนี้ได้เช่นไร”
“กระหม่อมจะให้คนของเราคอยจับตาดูพะย่ะค่ะ” ลี่หยางเอ่ยขึ้นเพราะเขาเองก็อยากรู้เช่นกัน ทั้งสามเดินกลับเข้าจวนพร้อมกับมองไปยังเรือนของพระชายา
“ท่านอ๋องพูดคุยกับพระชายาแล้วหรือเพคะ” คุณหนูมินจูเอ่ยถามท่านอ๋อง เมื่อเห็นเขาเดินกลับมายังเรือนพัก ซึ่งตัวนางเองมิยอมจะกลับอย่างที่ควรจะเป็ เมื่อได้เห็นว่าซูเยว่ยังสบายดี และมีหน้าตาสดใสมากกว่าแต่ก่อน และงดงามขึ้นกว่าเดิมมาก จนนางเกรงว่าอ๋องหนุ่มจะหันไปใส่ใจพระชายาแทนที่ตน
“ข้าคิดว่าเ้ากลับไปแล้วเสียอีก” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัยเท่านั้น เพราะปกตินางมิเคยอยู่นาน เพราะเกรงว่าคนของจวนเสนาขวาและสกุลฟานจะรับรู้เื่นี้
“ไยท่านอ๋องเอ่ยเช่นนี้เพคะ หรือว่ามิอยากให้หม่อมฉันอยู่ที่นี่ คงเกรงว่าหม่อมฉันจะไปขัดขวางบางสิ่งกระมัง”
“ไยเ้าถึงเอ่ยเช่นนี้มินจู ถ้าข้าให้ค้างที่นี่เ้าจะยอมหรือไม่ล่ะ เ้าก็มีแต่ปฎิเสธทุกครา”
เขาเอ่ยตัดพ้อไม่จริงจังนัก ทำเอาร่างเล็กของคุณหนูจางต้องรีบเข้ามาโอบกอดคนตัวโตเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยเสียงหวานออดอ้อนเขาเพื่อให้อารมณ์ดี
“ใช่ว่าหม่อมฉันจะไม่อยากทำเช่นนั้นนะเพคะ หากมิใช่เพราะมีการหมั้นหมายกับสกุลฟานไว้ก่อน ยามนี้มินจูคงได้นอนกอดท่านอ๋องทุกคืนไปแล้ว” หรานจวิ้นยกยิ้มให้กับคำพูดของคนตัวเล็กที่กอดเอวเขาอยู่ ก่อนนี้เกือบจะมิได้นางมาครองแล้ว
แต่มิรู้เหตุใดนางถึงได้เปลี่ยนใจมาหาตนได้ ทั้งที่ก่อนนี้ก็ดูจะเฉยชาใส่อยู่มิน้อย แต่อย่างไรล่ะในเมื่อเขาได้นางแล้ว ต้องหาเหตุผลอันใดอีก
“เื่นั้นอีกมินานหรอก เ้ากับแม่ทัพฟานต้องพ้นพันธะกันในเร็ววันนี้แน่ ถึงยามนั้นข้าจะยกตำแหน่งพระชายาให้เ้าแต่เพียงผู้เดียวมินจู”
“ท่านอ๋องอย่าได้เอ่ยให้ความหวังกับหม่อมฉันเลยนะเพคะ พระชายาทรงงดงามถึงเพียงนั้น มีหรือพระองค์จะทรงทอดทิ้งมาใส่ใจหม่อมฉันได้ อีกอย่างพระองค์ก็มิมีสิทธิ์จะปลดนางนอกจากนางจะมิมีชีวิตอยู่แล้วเท่านั้น”
เสียงหวานเอ่ยตัดพ้ออีกฝ่าย เพราะวันนี้ได้เห็นสตรีที่เคยอ่อนแอผู้นั้นกลับมาร่าเริงสดใสต่างจากทุกทีที่เคยเจอ มันทำนางอดคิดมิได้ว่าสักวันท่านอ๋องต้องใจอ่อนเป็แน่
“เ้าอย่ากังวลเลยนะ เ้าจะได้เป็ชายาของข้าอย่างแน่นอน สตรีเช่นนั้นมิอยู่ในสายตาข้าแม้เพียงนิด” หรานจวิ้นเอ่ยให้สตรีตัวน้อยในอ้อมกอดมั่นใจ ในขณะนั้นก็มองไปเห็นร่างเล็กของชายา กำลังเดินออกจากจวน เขาส่งสายตาให้คนสนิทเป็สัญาณให้ตาม
“หม่อมฉันมานานแล้วเพคะ คงต้องกลับเสียที”
“เช่นนั้นข้าจะไปส่งที่รถม้าแล้วกัน” ร่างสูงเดินจูงมือสตรีตัวเล็กที่เขาพึงใจ เดินออกจากจวนโดยมิใส่ใจสายตาผู้ใดแม้แต่น้อย
“รอข้าหน่อยนะมินจู อีกมินานหรอกที่เ้าจะได้มาอยู่ที่นี่ในฐานะชายาของข้า” เขาเอ่ยบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะส่งนางขึ้นรถม้าไป
“พระชายาอยู่ที่หอเครื่องประดับพะย่ะค่ะ” ลี่หยางรายงานทันที เมื่อเห็นว่ารถม้าของจวนเสนาเคลื่อนออกไปแล้ว หรานจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ฟังเช่นนั้น
“นางไปทำสิ่งใดที่นั่น” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนจะพาคนของตนตามไปแอบซุ่มดูอยู่ห่างๆ
ซึ่งซูเยว่ก็มิได้ทำสิ่งใดแปลกประหลาด เพราะนางตั้งใจจะมาดูของสวยๆ งามๆ เพื่อทำให้หายหงุดหงิดเท่านั้น เพราะกลัวว่าถ้าอยู่ในจวนแล้วเห็นหน้าสามี อาจจะเกิดปากเสียงจนคนสนิทเดือดร้อนอีกก็เป็ได้
“นี่เ้ายังกลัวอยู่หรือหลินหยา” เสี่ยวชิงเอ่ยถามสหาย เมื่อเห็นว่านางยังคงมือไม้สั่น
“เ้ามิลองไปยืนอยู่ตรงนั้นดูบ้างล่ะ ข้านี่แทบจะฉี่ราดเลยรู้หรือไม่ ขายังสั่นมิหายเลย”
“หากเป็ข้าก็คงมิต่างกันหรอก มิคิดเลยว่าท่านอ๋องจะเืเย็นถึงเพียงนี้ หากพระชายามิมีฝีมือ ข้าคงเสียสหายดีดีเช่นเ้าไปแล้วหลินหยา”
เสี่ยวชิงเอ่ยก่อนจะกอดอีกฝ่ายอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งคู่ก็ทำไปแล้ว ซีซียืนมองสองสาวนิ่งอดนึกถึง่เวลานั้นไม่ได้เช่นกัน มิคิดว่าท่านอ๋องจะโหดร้ายไร้ปราณีถึงเพียงนี้ หากเธอไม่มีทักษะการกีฬามาก่อน
รับรองว่าได้เห็นคนที่ดูแลเธอั้แ่มาอยู่ที่นี่ตายไปต่อหน้าต่อตาแน่นอน เธอยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเลือกดูข้าวของต่อ ซึ่งมันทำให้ได้พบกับใครบางคนที่เข้ามาทัก
“มิคิดว่าจะมาเจอพระชายาที่นี่ โชคดีเหลือเกินพะย่ะค่ะ กระหม่อมยังคิดอยู่ว่าจะให้ผู้ใดช่วยเลือกปิ่นให้มารดาดี เพราะเื่เช่นนี้มิถนัดเอาเสียเลย”
“ได้สิ ข้ายินดีที่จะช่วยนะ” เสียงหวานเอ่ยบอกบุรุษหนุ่มที่ตนชอบ ก่อนจะเดินไปยังมุมเครื่องประดับ พร้อมกับหยิบปิ่นหยกสีขาวงดงามขึ้นมาพร้อมกับส่งให้คนตัวโตที่ยืนยิ้มอบอุ่นมอบให้นาง ซึ่งซีซีที่อยู่ในร่างของซูเยว่เองก็เก็บความรู้สึกมิอยู่ เพราะคนตรงหน้าคือพระเอกที่เธออยากเจอมากที่สุด มีหรือจะไม่ตื่นเต้นเวลาที่ได้พบกัน
“หึ! ไร้ยางอายเสียจริง” เสียงตำหนิดังขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของชายาตน ซึ่งยามนี้หัวร่อต่อกระซิกกับแม่ทัพหนุ่มจนน่าหมั่นไส้ในความคิดเขา
“จะให้กระหม่อมเรียกตัวมาตักเตือนหรือไม่พะย่ะค่ะ”
“เ้านี่ช่างมิรู้ใจท่านอ๋องเลยนะไห่เฉิง พระองค์ทรงอยากให้พระชายาและแม่ทัพมีใจต่อกัน จะได้มิขัดขวางเื่ที่จะรับคุณหนูจางเข้าจวน เ้ายังคิดจะเข้าไปขัดอีก”
“จริงด้วย ข้าก็ลืมไป” ไห่เฉิงเอ่ยตอบสหายตน ซึ่งมิได้หันกลับมาหาผู้เป็นายที่ยืนมองนิ่งมิเอ่ยสิ่งใด เขาเอาแต่จ้องภาพของหนุ่มสาวเบื้องหน้าที่ดูพูดคุยกันถูกคอเสียเหลือเกิน จนรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างประหลาด แต่ก็นั่นแหละ เขาควรจะปล่อยให้เป็เช่นนี้ เพื่อที่ทุกอย่างมันจะได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยก็มิต้องลงมือเอง
เพราะยังมีอย่างอื่นที่เขาต้องทำ จึงต้องละทิ้งเื่นี้ไปเสียก่อน ร่างสูงเดินออกจากหอเครื่องประดับไปเงียบๆ และมันไม่ได้รอดพ้นสายตาของแม่ทัพหนุ่ม ที่สังเกตเห็นนานแล้วเลยสักนิด เขาแค่มิอยากให้คนตัวเล็กตรงหน้าอึดอัดที่สามีมายืนสอดแนมอยู่