ตอนที่ 14 อาณาจักรคาเลออน
เช้าวันต่อมา แสงแดดสาดส่องเข้ามาในโรงเตี๊ยม กลิ่นหอมของอาหารจากด้านล่างลอยขึ้นมาจนชวนให้รู้สึกหิวทันที เรนเดินไปเคาะประตูห้องข้าง ๆ
“ลูคัส ๆ”
ไม่นานก็มีเสียงกุกกักดังมาจากในห้อง
“อือ...”
ลูคัสเดินออกมาด้วยสีหน้าง่วงงุน เห็นได้ชัดว่าเขากำลังนอนอย่างสบายอารมณ์ก่อนจะถูกปลุกั้แ่เช้า
“ออกไปกินอาหารกัน” เรนพูด ก่อนจะเดินนำลงไปที่ห้องโถงด้านล่างซึ่งมีโต๊ะอาหารและผู้คนมากมาย
เรและทุกคนต่างนั่งกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
แซมหันมาเห็นเรนกับลูคัสพอดี
“อ้าว คุณเรน คุณลูคัส เชิญมาทานอาหารด้วยกันสิครับ”
เรนพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งกับทุกคน
ลูคัสเดินไปอีกมุมหนึ่งก่อนจะหายออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง แล้วจึงกลับเข้ามาอีกครั้ง
“นายไปไหนมาลูคัส” เรนถามระหว่างกินอาหาร
“ชั้นไปล้างหน้ามาน่ะ ยังง่วงอยู่” ลูคัสตอบก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เพื่อนของเขา
ทุกคนกินอาหารจนเสร็จแล้วก็นั่งคุยกันไปมา เพราะวันนี้ไม่มีงานอะไรต้องทำ
หลังจากนั้นไม่นาน เรนก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปข้างนอก
ลูคัสเห็นจึงถาม
“นายจะไปไหน เรน”
เรนหันมาตอบ
“ว่าจะไปเดินดูเมืองสักหน่อย ไม่ได้มานานแล้วน่ะ”
ลูคัสลุกขึ้นแล้วเดินตามไปทันที
ทั้งสองเดินไปตามถนนของเมืองคาเลออน ผู้คนมากมายเดินผ่านไปมา แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็เผ่าภูติ แต่พวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์มากนัก เพียงแค่มีหูแหลม และบางคนก็มีลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์
หลายคนมองมาที่เรนกับลูคัสด้วยสายตาสงสัย แต่ก็ไม่มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยว
ตราบใดที่ไม่มีใครไปยุ่งกับพวกเขา พวกเขาก็ไม่ทำอะไร ต่างคนต่างอยู่
เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยอาคารสูงและต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก ดูเหมือนชาวภูติจะชอบอยู่ร่วมกับธรรมชาติเป็อย่างมาก
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินชมเมือง พวกเขาก็เจอกับแซมและกลุ่มของเขาที่เดินมาอีกทางหนึ่ง
“อ้าว คุณเรน คุณลูคัส จะไปไหนกันหรอครับ” แซมถาม
“พวกชั้นว่าจะเดินเที่ยวดูเมืองน่ะ” เรนตอบ
แต่ทันใดนั้น ทหารของอาณาจักรคาเลออนก็เดินเข้ามาหาพวกเขา
“เชิญพวกคุณทั้งหมดไปพบผู้นำของพวกเราด้วย”
ทหารคนนั้นพูด ก่อนจะเดินนำทุกคนไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่กลางเมือง
ที่นั่นมีต้นไม้ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ มันใหญ่เสียจนเหมือนูเาต้นหนึ่ง กิ่งก้านแผ่ขยายปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่
สถานที่แห่งนี้คือศูนย์กลางของเมือง
ชื่อของมันคือ
“ต้นไม้โลก”
ทุกคนเดินตามเข้าไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเข้าใกล้ลำต้น พวกเขาก็เห็นประตูบานใหญ่ที่ฝังอยู่กับเนื้อไม้
แต่ทันทีที่เดินเข้าไปใกล้ ประตูบานนั้นก็เปิดออกเองอย่างช้า ๆ
ด้านในเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ที่หรูหรา เต็มไปด้วยดอกไม้และสมุนไพรหายากมากมาย ตรงกลางมีโต๊ะยาวขนาดใหญ่ตั้งอยู่
ขณะนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ชั้นหนังสือ เมื่อเห็นแขกเข้ามา เธอก็เดินเข้ามาหาทุกคนอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะทุกท่าน”
เธอโค้งตัวเล็กน้อย
“ต้องขออภัยที่รบกวนเวลาเที่ยวของพวกคุณ แต่ดิฉันขอเวลาของพวกคุณสักครู่ได้ไหมคะ”
หญิงสาวมองทุกคนก่อนจะพูดต่อ
“ชั้นคือผู้นำของเหล่าภูติในเมืองนี้ค่ะ”
“ชื่อของชั้นคือ เซเทียร์”
เธอเชิญทุกคนให้นั่งลงที่โต๊ะ ก่อนจะพูดต่อ
“ชั้นคงรบกวนเวลาของพวกท่านไม่นานหรอกค่ะ แค่อยากถามเกี่ยวกับพวก มอนสเตอร์ประหลาด ที่พวกคุณพบระหว่างทางมาที่นี่”
ทุกคนเงียบลงทันที
เซเทียร์พูดต่อ
“่หลังมานี้ เมืองแห่งนี้ก็เกิดเหตุการณ์คล้ายกัน นักผจญภัยบางกลุ่มหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”
“บางกลุ่มกลับมาได้…แต่ก็เหลือเพียงหนึ่งถึงสามคนเท่านั้น”
หลายคนในกลุ่มคุ้มกันเริ่มมีสีหน้าตึงเครียด
“ผู้ที่รอดกลับมา ต่างพูดเหมือนกัน”
“ว่ามีมอนสเตอร์ประหลาดอยู่ทั่วป่าแห่งภูติ คอยดักจับพ่อค้าและนักผจญภัย เหมือนกำลังตามหาหรือปล้นอะไรบางอย่าง”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
ก่อนที่เรนจะเป็คนพูดขึ้น
“ดูท่าพวกมันน่าจะเป็ผลจากการทดลองของเผ่ามาร”
ทุกคนหันไปมองเขา
เรนพูดต่ออย่างเรียบเฉย
“น่าจะเกิดจากการนำร่างของเผ่ามารมาผสมกับมอนสเตอร์ดุร้าย เพื่อเพิ่มพลัง”
ลูคัสพยักหน้าเบา ๆ
เรนพูดต่อ
“แต่สิ่งที่ผิดปกติจริง ๆ คือพลังที่อยู่ในตัวพวกมัน”
“ชั้นััได้ถึงพลังบางอย่าง…พลังจาก อาวุธยุคโบราณ”
เซเทียร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อาวุธยุคโบราณงั้นหรือคะ”
เรนพยักหน้า
“และเป้าหมายของพวกมันน่าจะเป็ มณีแห่งิญญา”
คำพูดนั้นทำให้เซเทียร์มีสีหน้าจริงจังขึ้นทันที
เรนพูดต่อ
“ถ้าพวกมันได้มันไป”
“พวกมันอาจใช้มันเพื่อ คืนชีพอสูรจากยุคโบราณ”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา
ห้องโถงภายในต้นไม้โลกเงียบลงหลังจากที่เรนพูดจบ
เซเทียร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองหน้าทุกคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ
“เื่ที่คุณพูดมา…ค่อนข้างร้ายแรงเลยนะคะ”
เรนยักไหล่เล็กน้อย
“มันก็เป็แค่การคาดเดา”
ลูคัสหัวเราะเบา ๆ
“แต่มันก็เป็การคาดเดาที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดล่ะนะ”
แซมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามดูเหมือนจะเริ่มกังวล
“เดี๋ยวนะครับ…ถ้ามันเป็แบบนั้นจริง ๆ หมายความว่าพวกมอนสเตอร์ที่เราเจอระหว่างทาง…”
ลูคัสตอบแทนทันที
“ใช่ พวกมันอาจเป็แค่ตัวทดลอง”
“ตัวทดลองงั้นเหรอ…” ชายคนหนึ่งในกลุ่มพึมพำ
เซเทียร์พนมมือวางบนโต๊ะอย่างครุ่นคิด
“่หลายสัปดาห์มานี้ พวกเราก็พบร่องรอยการเคลื่อนไหวผิดปกติในป่ารอบเมืองค่ะ”
เธอหันไปมองแผนที่ที่วางอยู่บนโต๊ะ
“หน่วยลาดตระเวนของเราหลายกลุ่มรายงานว่ามีร่องรอยการต่อสู้…และพลังประหลาดหลงเหลืออยู่”
เรนลุกขึ้นเล็กน้อยแล้วมองแผนที่
“ตรงนี้สินะ”
เขาชี้ไปยังบริเวณหนึ่งของป่าทางทิศตะวันตก
เซเทียร์พยักหน้า
“ใช่ค่ะ ตรงนั้นคือบริเวณที่นักผจญภัยหายตัวไปมากที่สุด”
ลูคัสยกคางขึ้นเล็กน้อย
“แล้วพวกคุณยังส่งคนเข้าไปสำรวจอยู่ไหม”
เซเทียร์ส่ายหัว
“่หลังพวกเราหยุดส่งคนเข้าไปแล้วค่ะ”
ทุกคนมองเธอ
“เพราะคนที่เข้าไป…ไม่ค่อยมีใครกลับออกมา”
บรรยากาศบนโต๊ะเริ่มหนักขึ้น
แซมกลืนน้ำลาย
“งั้นพวกเราก็โชคดีมากเลยสิที่ยังรอดมาได้…”
ลูคัสยิ้มมุมปาก
“หรือไม่ก็พวกมันยังไม่ได้จริงจังกับพวกเราเท่าไหร่”
เรนเหลือบมองเขาเล็กน้อย
“อย่าประมาท”
เซเทียร์หันมามองเรนอีกครั้ง
“คุณดูเหมือนจะรู้เื่พวกนี้มากพอสมควร”
เรนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“ก็แค่เคยเจออะไรคล้าย ๆ กันมาก่อน”
“ที่ไหนคะ” เซเทียร์ถาม
ลูคัสยกมือขึ้นเหมือนจะหยุดคำถามนั้น
“เื่นั้นยาวน่ะ ไว้วันหลังดีกว่า”
เรนไม่ได้พูดอะไรต่อ
เซเทียร์จึงถอนหายใจเบา ๆ
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เธอเอนตัวพิงเก้าอี้เล็กน้อย
“แต่ถ้าเป้าหมายของพวกมันคือมณีแห่งิญญาจริง ๆ…”
เธอเงยหน้ามองทุกคน
“เมืองคาเลออนของเราก็อาจกำลังตกอยู่ในอันตราย”
แซมถามขึ้นทันที
“มณีแห่งิญญาอยู่ที่เมืองนี้งั้นเหรอครับ”
เซเทียร์เงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังชั่งใจ
ก่อนจะตอบ
“ใช่ค่ะ”
หลายคนในกลุ่มเริ่มมองหน้ากัน
เธอพูดต่อด้วยเสียงเรียบ
“มันถูกเก็บรักษาไว้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าภูติ”
ลูคัสหัวเราะเบา ๆ
“งั้นพวกมารก็คงกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่สินะ”
เรนพยักหน้าเล็กน้อย
“มีโอกาสสูง”
เซเทียร์มองไปยังหน้าต่างของห้องโถง
แสงแดดยามสายส่องผ่านกิ่งไม้ขนาดมหึมาของต้นไม้โลกเข้ามา
เธอกล่าวเบา ๆ
“ดูเหมือนว่า…ความสงบของเมืองนี้คงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว”
เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนที่เซเทียร์จะกล่าวออกมา
“ขอโทษที่รบกวนเวลาของพวกท่านค่ะ”
ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นยืนและกล่าวส่งแขก
ทุกคนจึงทยอยออกจากต้นไม้โลกทีละคน
เซเทียร์ยืนมองพวกเขาเดินจากไป ก่อนจะหันกลับเข้าไปในห้องโถงอีกครั้ง
เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า