" โอสถจักรพรรดิสามเม็ดที่ได้มาอย่างง่ายดายนี้ จะส่งให้ตระกูลของเราเติบใหญ่ไร้ที่เปรียบ "
" ข้าหวั่นเกรงยิ่งนัก หากปรมาจารย์โอสถผู้นั้นล่วงรู้ว่าเป็นฝีมือของพวกเรา "
" อย่ากังวล เมื่อถึงคราที่ปรมาจารย์โอสถผู้นั้นมาทวงคืน เราก็เพียงเสนอสิ่งที่เขาต้องการ "
" เจ้าอย่าลืม ปรมาจารย์โอสถโดยมากแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือพลังวิญญาณ "
" ยิ่งมีพลังวิญญาณมากเพียงใด การหลอมโอสถที่ยากเย็นก็จะเป็นเรื่องง่าย "
" แลเมื่อปรมาจารย์โอสถมา ข้าก็จะมอบไข่มุกวิญญาณพันปีให้กับปรมาจารย์โอสถผู้นั้น "
" หวังว่าจะเป็นอย่างที่ท่านพูด "
สองชายชราที่มาจากที่แสนไกลพูดคุยกัน พวกเขาทั้งสองที่กำลังออกสำรวจแดนดินอยู่ พลันพบเจอกับทัณฑ์สวรรค์โอสถ
พวกเขาทั้งสองจึงเร่งเดินทางมายังจุดที่ทัณฑ์สวรรค์โอสถปรากฎ เขาทั้งสองกลับได้พบกับยอดโอสถที่ใฝ่ฝัน
เมื่อโอสถจักรพรรดิผ่านทัณฑ์สวรรค์แล้วเสร็จ พวกเขาทั้งสองจึงเร่งลงมือช่วงชิงอย่างรวดเร็ว
พวกเขาก็แปลกใจอยู่ เพราะทุกคราที่โอสถผ่านทัณฑ์สวรรค์นั้น ผู้หลอมโอสถมักจะอยู่เคียงข้าง เพื่อป้องกันเหตุคาดมิถึงเช่นพวกเขา
แต่การผ่านทัณฑ์สวรรค์ของโอสถจักรพรรดิสามเม็ดนั้น กลับมิมีผู้ใดเฝ้าเลยแม้นคนเดียว
หานลี่เดินสำรวจทั่วบ้าน ก็มิพบพานร่องรอยของการงัดแงะ เขาได้แต่งุนงงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
" มันหายไปได้เช่นใด " หานลี่พึมพำ
" ต้องหลอมใหม่อีกแล้วรึ " หานลี่พึมพำ
" แต่ครานี้ควรใช้วัชพืช จะได้มิเสียดายหากโอสถหายอีกครา " หานลี่พึมพำ
เขาเร่งหลอมโอสถทองออกมาอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน โอสถสีทองถูกหลอมออกมาได้มากถึงพันเม็ด
ชายหนุ่มนั่งมองยังกล่องใส่โอสถหลายสิบใบที่วางเรียงรายอยู่ต่อหน้า
" คราที่อยู่เมืองม่อเสียนข้าใช้เตาโอสถที่มีขายเกลื่อน จึงหลอมโอสถออกมาได้มิดี ทั่งคุณภาพยังต่ำ " หานลี่พึมพำ
" แต่ครานี้ข้าใช้เตาสามขาหลอมโอสถ ได้ทั้งคุณภาพแลปริมาณ " หานลี่พยักหน้าช้าๆ พลางมองยังเตาสามขา
" จริงสิ ต้องหยดโลหิตเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของกับสมบัติล้ำค่าต่างๆ " หานลี่เอ่ยออกมา
" ฟิ้ง " มีดสั้นพลันปรากฎในมือ ชายหนุ่มกรีดปลายนิ้วของตน
" ครืนนน " พลันห้วงนภาแปรเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง ลมวายุพัดพาโหมกระหน่ำเหนือเมืองหลวง
" เปรี้ยงงง " สายอัสนีฟาดผ่าทั่วนภาหน่วงหนัก แสงม่วงแลบแปลบปลาบสว่างไสว
" แหมะ " หยดโลหิตห้าสีหยดลงบนเตาสามขา
" ครืนน " เตาสามขาพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
" วิ้ง " แสงห้าสีพร่างพรายออกทั่ว แสงห้าสีอาบย้อมทั่วแดนดิน
" นี่มันเกิดอะไรขึ้น "
ฝูงชนมากมายต่างแหงนมองยังห้วงนภา ทั่วร่างของพวกเขาสั่นเทา เหงื่อกาฬรินไหลอาบย้อมทั่วร่าง
ในหัวสมองของเหล่าผู้ชราทั่วเมืองต่างครุ่นคิดอย่างหนักว่า สิ่งนี้เคยปรากฎขึ้นในคราอดีตรึไม่
ภายนอกนั้นกำลังวุ่นวายสับสน แต่ตัวต้นเหตุกลับนั่งมองเตาสามขาอย่างโง่งม
" เอ ตั้งแต่ที่ข้าทะลวงขั้นหลอมรวมวิญญาณได้ ก็ยังมิเคยกลั่นแก่นวิญญาณอสูรเลยสักครา " หานลี่พึมพำ
" ทั้งหากมีพลังวิญญาณมาก ก็สามารภหลอมโอสถได้ดียิ่งด้วย " หานลี่พยักหน้าช้าๆ
ขั้นหลอมรวมวิญญาณก็เหมือนกับชื่อ เพราะผู้ฝึกยุทธทั้งหลายต้องใช้แก่นวิญญาณอสูร ในการหลอมเพิ่มพลังวิญญาณของตนให้แข็งแกร่ง
ยิ่งได้แก่นวิญญาณอสูรระดับสูง พลังวิญญาณที่ได้รับก็จะยิ่งแข็งแกร่งตาม
การฝึกตนนั้นจะแบ่งออกเป็นสามอย่าง อย่างแรกฝึกกาย อย่างสองฝึกวิญญาณ อย่างสามฝึกจิต
หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป ผู้ฝึกตนผู้นั้นก็มิอาจไปได้ต่อ หรืออ่อนสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปก็จะทำให้อ่อนด้อย
เช่นนั้นแล้ว เหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายจึงเริ่มฝึกกายก่อนเป็นสำคัญเพราะกายนั้นเป็นรากฐาน เมื่อรากฐานเริ่มมั่นคงก็คือการพร้อมที่จะทะลวงพลังข้ามช้้น
เมื่อข้ามมาชั้นใหม่ต้องฝึกทั้งวิญญาณแลกาย แต่ให้เน้นวิญญาณมาก่อนในชั้นใหม่
ส่วนฝึกจิตสามารถฝึกฝนได้ตลอดเวลา เพราะการฝึกจิตมิมีสิ้นสุด
เมื่อจิตที่ฝึกมาถึงระดับหนึ่ง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเจตจำนงอันกล้าแกร่ง
ยิ่งมีเจตจำนงกล้าแกร่งมากเท่าใด การต่อสู้หรือความอดทนก็จะมากตาม ทั้งยังมิอาจถูกหลอกลวงด้วยมายามอมเมาได้
หานลี่พยักหน้าช้าๆ
" ฝึกวิญญาณ " หานลี่เอ่ยออกมา
" เคร้ง " แก่นวิญญาณอสูรถูกนำออกมาจากแหวนมิติกองใหญ่
" ควรเริ่มจากแก่นวิญญาณอสูรระดับต่ำก่อน แลค่อยเพิ่มระดับ " หานลี่พึมพำ
" มา " หานลี่เพ่งมองไปยังแก่นวิญญาณอสูรระดับแรก
" วิ้ง " แก่นวิญญาณอสูรพลันล่องลอยอยู่ต่อหน้า
" วู๊มม " มวลอากาศรายรอบพลันเบี้ยวบิด เมื่อหมอกควันสีขาวพุ่งพวยออกจากแก่นวิญญาณอสูร
" อืม หานลี่ร้องครางออกมา เมื่อพลังวิญญาณบริสุทธิ์หลั่งเข้ายังกลางหน้าผากของตน
" วู๊มม " มวลอากาศรอบร่างพลันกระเพื่อมไหว เมื่อพลังวิญญาณเปิดสัมผัสทั่วร่าง
" รับรู้ได้ไกลขึ้น " หานลี่พยักหน้าช้าๆ
" ต่อ " หานลี่เอ่ยออกมา พลางเพ่งมองไปยังแก่นวิญญาณอสูรแก่นที่สอง
เนิ่นนานผ่านไปอีกนับวัน
" อืม " ร่างสูงเปิดเปลือกตาขึ่น พลางกวาดสัมผัสออกไป
" สามารถรับรู้ได้ไกลราวร้อยจ้าง " หานลี่พยักหน้าช้าๆ
" แก่นวิญญาณอสูรระดับแรกหมดสิ้นแล้ว ควรพักสักหน่อย " หานลี่พึมพำ ชายหนุ่มเก็บข้าวของแลเดินออกจากห้อง
หานลี่เร่งเข้าไปยังครัว แลทำการก่อไฟเพื่อหุงหาอาหาร แม้นว่าผู้ฝึกตนจะมิต้องกินดื่มสิ่งใด แต่กับชายหนุ่มกลับมิใช่
เพราะเขาเองนั้นชื่นชอบในรสสุราแลกลิ่นเนื้ออสูรย่างที่หอมกรุ่น
หานลี่นำสุราหมักเองออกมา แลนำเนื้อหมีขาวย่างมาวางที่โต๊ะ แลเริ่มดื่มกินในทันใด
หลังจากดื่มกินไปได้พักใหญ่ ชายหนุ่มเริ่มเมามายในรสสุรา อารมณ์ครื้มพลันบังเกิด
หานลี่ปลดผนึกกายพลางจรดสองนิ้วไปยังห้วงนภา แลสะบัดสองนิ้วราวพู่กัน
" วิ้ง " พลันปรากฎตัวอักษรห้าสีท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิด
" เมามายรสสุราชูจอก กู่ร้องถามไถ่จันทราเจ้า "
" ทิพย์วิมานสถานอยู่หนใด ใยจิตใจจึงได้ลุ่มหลง "
" หากอยู่ภูสูงอันหนาวเหน็บ ก็เกรงจะปีนป่ายมิไหว "
" ข้าใคร่โดยสารลมวายุ ก็คล้ายมิพ้นต้องปีนป่าย "
บทกวีล่องลอยกลางเวหา แถวเรียงรายขึ้นลงอ่อนช้อยงดงาม ทุกอักษรทรงพลังดุดันแต่กลับอ่อนโยน
อักษรห้าสีเปล่งแสงอาบย้อมทั่วเมืองหลวงแคว้นฟู่ เมืองหลงแคว้นฟู่ท่ามกลางความมืดมิดพลันสว่างด้วยแสงห้าสี
หมู่ชนมากมายต่างออกมาจากบ้านแลยืนอาบแสงห้าสี แสงห้าสีอาบไล้ทั่วร่างราวกับอาบแสงจันทรา
หานลี่กางกระดาษเซวียนจื่อ แลใช้สองนิ้วลากบทกวีลงมายังกระดาษเซวียนจื่อ
" แสงเซียนหายไปแล้ว "
" อีกก้าวเดียวข้าก็จะทะลวงขั้นพลังได้แล้ว เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ "
" ขอเพียงอีกหนึ่งเค่อ ข้าก็จะหยั่งรู้สำเร็จแล้ว "
ฝูงชนทั่วเมืองหลวงแคว้นฟู่ต่างร้องตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะโชควาสนาที่อยู่ต่อหน้าหลุดลอยหายไปอย่างไร้ร่องรอย
" อืม " หานลี่มองยังผลงานของตน พลางพยักหน้าช้าๆ
" อึก " สุราในจอกไหลลื่นลงคออย่างแช่มชื่น
" เหตุใดผู้คนจึงสัมผัสถึงความวิเศษของมันได้ " หานลี่พึมพำ
" กายของข้าที่เป็นในยามนี้ กลับมิได้มีความรู้สึกเลย " หานลี่พึมพำ
เขาวาดอักษรลงยังกลางฝ่ามือ พลางตบลงที่อกของตน
" วิ้ง " สองตาของหานลี่เปล่งประกายแสงห้าสีวาววับ
" อา " หานลี่ร้องครางออกมา
นี่เป็นคราแรกที่หานลี่สัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ ที่แฝงอยู่ในบทกวี
" บทกวีนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ที่มิอาจเอื้อมถึง ทั้งยังเต็มไปด้วยอะไรสักอย่างที่รู้สึกคุ้นเคย แต่ก็เหมือนกับเลือนลาง " หานลี่พึมพำ
" แกร่ก " เสียงหนึ่งดังขึ้นที่นอกบ้าน
หานลี่เร่งเก็บบทกวีอย่างรวดเร็ว ทำเพียงดื่มกินร้องรำตามประสาคนเมา
" สามคน วรยุทธขั้นหลอมรวมฟ้าดินระดับสี่แลห้า " หานลี่พึมพำ
" จะสู้เช่นใดดี " หานลี่พึมพำ