หนึ่งรัตติกาล

    หนึ่งรัตติกาล ตอนที่ 42 : หลอมแก่นวิญญาณอสูร

    " โอสถจักรพรรดิสามเม็ดที่ได้มาอย่างง่ายดายนี้ จะส่งให้ตระกูลของเราเติบใหญ่ไร้ที่เปรียบ " 


    " ข้าหวั่นเกรงยิ่งนัก หากปรมาจารย์โอสถผู้นั้นล่วงรู้ว่าเป็นฝีมือของพวกเรา "


    " อย่ากังวล เมื่อถึงคราที่ปรมาจารย์โอสถผู้นั้นมาทวงคืน เราก็เพียงเสนอสิ่งที่เขาต้องการ " 


    " เจ้าอย่าลืม ปรมาจารย์โอสถโดยมากแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือพลังวิญญาณ " 


    " ยิ่งมีพลังวิญญาณมากเพียงใด การหลอมโอสถที่ยากเย็นก็จะเป็นเรื่องง่าย " 


    " แลเมื่อปรมาจารย์โอสถมา ข้าก็จะมอบไข่มุกวิญญาณพันปีให้กับปรมาจารย์โอสถผู้นั้น "


    " หวังว่าจะเป็นอย่างที่ท่านพูด " 


    สองชายชราที่มาจากที่แสนไกลพูดคุยกัน พวกเขาทั้งสองที่กำลังออกสำรวจแดนดินอยู่ พลันพบเจอกับทัณฑ์สวรรค์โอสถ 


    พวกเขาทั้งสองจึงเร่งเดินทางมายังจุดที่ทัณฑ์สวรรค์โอสถปรากฎ เขาทั้งสองกลับได้พบกับยอดโอสถที่ใฝ่ฝัน 


    เมื่อโอสถจักรพรรดิผ่านทัณฑ์สวรรค์แล้วเสร็จ พวกเขาทั้งสองจึงเร่งลงมือช่วงชิงอย่างรวดเร็ว 


    พวกเขาก็แปลกใจอยู่ เพราะทุกคราที่โอสถผ่านทัณฑ์สวรรค์นั้น ผู้หลอมโอสถมักจะอยู่เคียงข้าง เพื่อป้องกันเหตุคาดมิถึงเช่นพวกเขา


    แต่การผ่านทัณฑ์สวรรค์ของโอสถจักรพรรดิสามเม็ดนั้น กลับมิมีผู้ใดเฝ้าเลยแม้นคนเดียว 


    หานลี่เดินสำรวจทั่วบ้าน ก็มิพบพานร่องรอยของการงัดแงะ เขาได้แต่งุนงงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง 


    " มันหายไปได้เช่นใด " หานลี่พึมพำ 


    " ต้องหลอมใหม่อีกแล้วรึ " หานลี่พึมพำ 


    " แต่ครานี้ควรใช้วัชพืช จะได้มิเสียดายหากโอสถหายอีกครา " หานลี่พึมพำ


    เขาเร่งหลอมโอสถทองออกมาอย่างรวดเร็ว


    ผ่านไปอีกหนึ่งวัน โอสถสีทองถูกหลอมออกมาได้มากถึงพันเม็ด 


    ชายหนุ่มนั่งมองยังกล่องใส่โอสถหลายสิบใบที่วางเรียงรายอยู่ต่อหน้า 


    " คราที่อยู่เมืองม่อเสียนข้าใช้เตาโอสถที่มีขายเกลื่อน จึงหลอมโอสถออกมาได้มิดี ทั่งคุณภาพยังต่ำ " หานลี่พึมพำ


    " แต่ครานี้ข้าใช้เตาสามขาหลอมโอสถ ได้ทั้งคุณภาพแลปริมาณ " หานลี่พยักหน้าช้าๆ พลางมองยังเตาสามขา


    " จริงสิ ต้องหยดโลหิตเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของกับสมบัติล้ำค่าต่างๆ " หานลี่เอ่ยออกมา


    " ฟิ้ง " มีดสั้นพลันปรากฎในมือ ชายหนุ่มกรีดปลายนิ้วของตน


    " ครืนนน " พลันห้วงนภาแปรเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง ลมวายุพัดพาโหมกระหน่ำเหนือเมืองหลวง


    " เปรี้ยงงง " สายอัสนีฟาดผ่าทั่วนภาหน่วงหนัก แสงม่วงแลบแปลบปลาบสว่างไสว


    " แหมะ " หยดโลหิตห้าสีหยดลงบนเตาสามขา 


    " ครืนน " เตาสามขาพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง 


    " วิ้ง " แสงห้าสีพร่างพรายออกทั่ว แสงห้าสีอาบย้อมทั่วแดนดิน


    " นี่มันเกิดอะไรขึ้น " 


    ฝูงชนมากมายต่างแหงนมองยังห้วงนภา ทั่วร่างของพวกเขาสั่นเทา เหงื่อกาฬรินไหลอาบย้อมทั่วร่าง 


    ในหัวสมองของเหล่าผู้ชราทั่วเมืองต่างครุ่นคิดอย่างหนักว่า สิ่งนี้เคยปรากฎขึ้นในคราอดีตรึไม่


    ภายนอกนั้นกำลังวุ่นวายสับสน แต่ตัวต้นเหตุกลับนั่งมองเตาสามขาอย่างโง่งม


    " เอ ตั้งแต่ที่ข้าทะลวงขั้นหลอมรวมวิญญาณได้ ก็ยังมิเคยกลั่นแก่นวิญญาณอสูรเลยสักครา " หานลี่พึมพำ


    " ทั้งหากมีพลังวิญญาณมาก ก็สามารภหลอมโอสถได้ดียิ่งด้วย " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    ขั้นหลอมรวมวิญญาณก็เหมือนกับชื่อ เพราะผู้ฝึกยุทธทั้งหลายต้องใช้แก่นวิญญาณอสูร ในการหลอมเพิ่มพลังวิญญาณของตนให้แข็งแกร่ง


    ยิ่งได้แก่นวิญญาณอสูรระดับสูง พลังวิญญาณที่ได้รับก็จะยิ่งแข็งแกร่งตาม


    การฝึกตนนั้นจะแบ่งออกเป็นสามอย่าง อย่างแรกฝึกกาย อย่างสองฝึกวิญญาณ อย่างสามฝึกจิต


    หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป ผู้ฝึกตนผู้นั้นก็มิอาจไปได้ต่อ หรืออ่อนสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปก็จะทำให้อ่อนด้อย


    เช่นนั้นแล้ว เหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายจึงเริ่มฝึกกายก่อนเป็นสำคัญเพราะกายนั้นเป็นรากฐาน เมื่อรากฐานเริ่มมั่นคงก็คือการพร้อมที่จะทะลวงพลังข้ามช้้น


    เมื่อข้ามมาชั้นใหม่ต้องฝึกทั้งวิญญาณแลกาย แต่ให้เน้นวิญญาณมาก่อนในชั้นใหม่ 


    ส่วนฝึกจิตสามารถฝึกฝนได้ตลอดเวลา เพราะการฝึกจิตมิมีสิ้นสุด


    เมื่อจิตที่ฝึกมาถึงระดับหนึ่ง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเจตจำนงอันกล้าแกร่ง 


    ยิ่งมีเจตจำนงกล้าแกร่งมากเท่าใด การต่อสู้หรือความอดทนก็จะมากตาม ทั้งยังมิอาจถูกหลอกลวงด้วยมายามอมเมาได้ 


    หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    " ฝึกวิญญาณ " หานลี่เอ่ยออกมา


    " เคร้ง " แก่นวิญญาณอสูรถูกนำออกมาจากแหวนมิติกองใหญ่


    " ควรเริ่มจากแก่นวิญญาณอสูรระดับต่ำก่อน แลค่อยเพิ่มระดับ " หานลี่พึมพำ


    " มา " หานลี่เพ่งมองไปยังแก่นวิญญาณอสูรระดับแรก 


    " วิ้ง " แก่นวิญญาณอสูรพลันล่องลอยอยู่ต่อหน้า 


    " วู๊มม " มวลอากาศรายรอบพลันเบี้ยวบิด เมื่อหมอกควันสีขาวพุ่งพวยออกจากแก่นวิญญาณอสูร


    " อืม  หานลี่ร้องครางออกมา เมื่อพลังวิญญาณบริสุทธิ์หลั่งเข้ายังกลางหน้าผากของตน


    " วู๊มม " มวลอากาศรอบร่างพลันกระเพื่อมไหว เมื่อพลังวิญญาณเปิดสัมผัสทั่วร่าง


    " รับรู้ได้ไกลขึ้น " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    " ต่อ " หานลี่เอ่ยออกมา พลางเพ่งมองไปยังแก่นวิญญาณอสูรแก่นที่สอง 


    เนิ่นนานผ่านไปอีกนับวัน 


    " อืม " ร่างสูงเปิดเปลือกตาขึ่น พลางกวาดสัมผัสออกไป 


    " สามารถรับรู้ได้ไกลราวร้อยจ้าง " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    " แก่นวิญญาณอสูรระดับแรกหมดสิ้นแล้ว ควรพักสักหน่อย " หานลี่พึมพำ ชายหนุ่มเก็บข้าวของแลเดินออกจากห้อง


    หานลี่เร่งเข้าไปยังครัว แลทำการก่อไฟเพื่อหุงหาอาหาร แม้นว่าผู้ฝึกตนจะมิต้องกินดื่มสิ่งใด แต่กับชายหนุ่มกลับมิใช่ 


    เพราะเขาเองนั้นชื่นชอบในรสสุราแลกลิ่นเนื้ออสูรย่างที่หอมกรุ่น 


    หานลี่นำสุราหมักเองออกมา แลนำเนื้อหมีขาวย่างมาวางที่โต๊ะ แลเริ่มดื่มกินในทันใด


    หลังจากดื่มกินไปได้พักใหญ่ ชายหนุ่มเริ่มเมามายในรสสุรา อารมณ์ครื้มพลันบังเกิด


    หานลี่ปลดผนึกกายพลางจรดสองนิ้วไปยังห้วงนภา แลสะบัดสองนิ้วราวพู่กัน


    " วิ้ง " พลันปรากฎตัวอักษรห้าสีท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิด 


    " เมามายรสสุราชูจอก กู่ร้องถามไถ่จันทราเจ้า " 


    " ทิพย์วิมานสถานอยู่หนใด ใยจิตใจจึงได้ลุ่มหลง " 


    " หากอยู่ภูสูงอันหนาวเหน็บ ก็เกรงจะปีนป่ายมิไหว "


    " ข้าใคร่โดยสารลมวายุ ก็คล้ายมิพ้นต้องปีนป่าย "


    บทกวีล่องลอยกลางเวหา แถวเรียงรายขึ้นลงอ่อนช้อยงดงาม ทุกอักษรทรงพลังดุดันแต่กลับอ่อนโยน


    อักษรห้าสีเปล่งแสงอาบย้อมทั่วเมืองหลวงแคว้นฟู่ เมืองหลงแคว้นฟู่ท่ามกลางความมืดมิดพลันสว่างด้วยแสงห้าสี


    หมู่ชนมากมายต่างออกมาจากบ้านแลยืนอาบแสงห้าสี แสงห้าสีอาบไล้ทั่วร่างราวกับอาบแสงจันทรา


    หานลี่กางกระดาษเซวียนจื่อ แลใช้สองนิ้วลากบทกวีลงมายังกระดาษเซวียนจื่อ


    " แสงเซียนหายไปแล้ว " 


    " อีกก้าวเดียวข้าก็จะทะลวงขั้นพลังได้แล้ว เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ " 


    " ขอเพียงอีกหนึ่งเค่อ ข้าก็จะหยั่งรู้สำเร็จแล้ว " 


    ฝูงชนทั่วเมืองหลวงแคว้นฟู่ต่างร้องตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะโชควาสนาที่อยู่ต่อหน้าหลุดลอยหายไปอย่างไร้ร่องรอย 


    " อืม " หานลี่มองยังผลงานของตน พลางพยักหน้าช้าๆ


    " อึก " สุราในจอกไหลลื่นลงคออย่างแช่มชื่น 


    " เหตุใดผู้คนจึงสัมผัสถึงความวิเศษของมันได้ " หานลี่พึมพำ


    " กายของข้าที่เป็นในยามนี้ กลับมิได้มีความรู้สึกเลย " หานลี่พึมพำ


    เขาวาดอักษรลงยังกลางฝ่ามือ พลางตบลงที่อกของตน


    " วิ้ง " สองตาของหานลี่เปล่งประกายแสงห้าสีวาววับ 


    " อา " หานลี่ร้องครางออกมา 


    นี่เป็นคราแรกที่หานลี่สัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ ที่แฝงอยู่ในบทกวี 


    " บทกวีนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ที่มิอาจเอื้อมถึง ทั้งยังเต็มไปด้วยอะไรสักอย่างที่รู้สึกคุ้นเคย แต่ก็เหมือนกับเลือนลาง " หานลี่พึมพำ


    " แกร่ก " เสียงหนึ่งดังขึ้นที่นอกบ้าน 


    หานลี่เร่งเก็บบทกวีอย่างรวดเร็ว ทำเพียงดื่มกินร้องรำตามประสาคนเมา 


    " สามคน วรยุทธขั้นหลอมรวมฟ้าดินระดับสี่แลห้า " หานลี่พึมพำ 


    " จะสู้เช่นใดดี " หานลี่พึมพำ 


    คล้ายกับเรื่องหนึ่งรัตติกาล ที่คุณอ่าน