ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 271 : สุราเซ่นวิญญาณ

จารึกที่ 271 : สุราเซ่นวิญญาณ : ปรัชญาหน้าเงิน และผลกระทบแห่งการฉีกฟ้า


แสงแห่งดวงตะวันที่เคยสาดส่องเจิดจ้าเหนือทวีปผู้แสวงมรรค ค่อยๆ ถูกกลืนกินด้วยเงาของยามสนธยา ท้องฟ้าทิศประจิมถูกย้อมด้วยสีส้มอมแดงประหนึ่งถูกสาดกระเซ็นด้วยโลหิตของเทพเจ้า บรรยากาศเหนือน่านฟ้าของ 'ยอดเขาอัสนีสวรรค์' ที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความโอหังของสำนักอัสนีบาต บัดนี้กลับถูกความตายและความเงียบสงัดเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์


ซากปรักหักพังของตำหนักใหญ่ที่ถูกบดขยี้ด้วยมหาราชรถแห่งสูญตา ทับถมกันเป็นภูเขาเลากา กลิ่นอายของปราณสายฟ้าที่เคยดุดัน บัดนี้แตกซ่านและถูกชำระล้างด้วยรังสีสังหารที่เย็นเยียบและเก่าแก่ยิ่งกว่า


ท่ามกลางลานประหารที่ชุ่มโชกไปด้วยสายเลือดของอดีตประมุขและศิษย์สำนักอัสนีบาตนับ 10000 ชีวิต อาเจีย ชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีดำที่ขาดวิ่น ยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้าแท่นศิลาที่เขาสร้างขึ้นชั่วคราว บนแท่นนั้นประดิษฐานโกศเถ้ากระดูกและป้ายวิญญาณของ 'ปู่หลิน' ที่ถูกปกป้องกลับคืนมา


สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านหุบเขา สะบัดชายเสื้อคลุมและเส้นผมสีดำขลับของเขาให้พลิ้วไหว นัยน์ตาสีเงินยวงที่เคยมืดมิดและบ้าคลั่งในยามสังหารศัตรู บัดนี้กลับทอประกายลึกล้ำ ว่างเปล่า และแฝงไปด้วยความร้าวรานที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด


ชายหนุ่มค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในแหวนมิติ สัมผัสวิญญาณของเขาดึงเอา 'ไหสุราหยกขาว' ที่สลักลวดลายเมฆาออกมา มันคือสุราวิญญาณ 100 ปีชั้นยอดที่แพงหูฉี่ที่สุดในคลังสมบัติส่วนตัวของเขา สุราที่แม้แต่เศรษฐีแห่งหอสุวรรณดารายังต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะเปิดดื่ม ทว่าสำหรับคนหน้าเงินที่เห็นศิลาปราณเป็นชีวิตจิตใจอย่างอาเจีย บัดนี้เขากลับเปิดจุกหยกออกโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย


กลิ่นหอมบริสุทธิ์ของสุราเซียนที่บ่มเพาะด้วยปราณฟ้าดินนับศตวรรษ ลอยฟุ้งขึ้นมาปะทะนาสิกประสาท อาเจียไม่ได้ยกมันขึ้นดื่ม ชายหนุ่มเพียงแค่เอียงไหหยก ปล่อยให้หยาดน้ำใสแจ๋วที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปราณวิญญาณ ไหลรินลงเบื้องหน้าป้ายวิญญาณที่เปื้อนฝุ่นอย่างช้าๆ


หยาดสุรากระทบกับแผ่นศิลา ดังกังวานเป็นจังหวะที่โศกเศร้า


"ปู่หลิน... ผู้เฒ่าไป๋..."


น้ำเสียงของอาเจียแหบพร่าและแผ่วเบาประหนึ่งเสียงกระซิบของใบไม้ร่วง ทว่ามันกลับสั่นสะท้านไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณผู้ที่ได้สดับรับฟัง "เวลา 5 ปีที่สวรรค์ขโมยไป... 5 ปีที่ข้าต้องจมดิ่งอยู่ในขุมนรกที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน 5 ปีที่ข้าไม่อาจมาทำหน้าที่หลานชายและศิษย์ที่ดี เพื่อรินสุราเซ่นไหว้หน้าสุสานของพวกท่าน..."


ภาพความทรงจำในอดีตไหลย้อนกลับมาดุจเกลียวคลื่น ภาพของชายชราผู้อบอุ่นที่ระเบิดแก่นวิญญาณตนเองเพื่อปกป้องเขากลางสายฝนกระหน่ำ และภาพของเฒ่าใบ้ผู้เงียบงันที่ยอมสละพลังชีวิตและวิญญาณเฮือกสุดท้าย เพื่อเปิดประตูกลไกส่งเขาให้รอดพ้นเงื้อมมือมาร... ทุกการเสียสละยังคงสลักลึกอยู่ในก้อนเนื้ออกซ้ายของเขา ไม่เคยถูกกาลเวลาลบเลือน


"ลิขิตฟ้าตราหน้าว่าข้าคือตัวอัปมงคล เป็นเด็กขยะที่ถูกสวรรค์ชิงชัง... สวรรค์ต้องการให้ข้าตาย จึงบีบบังคับให้พวกท่านต้องตายแทนข้า... และแม้แต่เถ้ากระดูกของท่าน สวรรค์ก็ยังส่งพวกสุนัขมารังแก"


อาเจียรินสุราหยดสุดท้ายลงบนพื้นหิน นัยน์ตาสีเงินยวงค่อยๆ หรี่ลง รังสีความอหังการและปรัชญาแห่งการฝืนลิขิตฟ้าที่หนักอึ้ง แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังที่ตั้งตระหง่าน "แต่หนี้เลือดและหนี้แค้นนี้... ข้าชำระให้พวกท่านแล้ว สำนักอัสนีบาตที่เป็นเพียงเครื่องมือของลิขิตฟ้า ถูกลบล้างจนสูญสิ้นแล้ว... นับแต่นี้ไป ข้าจะไม่ให้สวรรค์หรือสัจธรรมใดมากำหนดชะตากรรมของข้าและคนของข้าอีก หากลิขิตฟ้ายังดื้อรั้นคิดจะพรากสิ่งสำคัญ หรือขุดคุ้ยสุสานของคนของข้า... ข้าก็จะใช้ความว่างเปล่านี้ ลบล้างสวรรค์ให้สิ้นซาก!"


ความเงียบงันที่แฝงด้วยความเคารพ เข้าปกคลุมมิตรสหายที่ยืนมองอยู่เบื้องหลัง


หลินชิงเสวี่ย และ เฟิงหลิงเอ๋อร์ สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งแกร่งและกักขฬะของเขา สตรีทั้ง 2 ก้าวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง หลินชิงเสวี่ยผู้มีใบหน้าเย็นชาและหยิ่งทะนงดุจน้ำแข็ง 1000 ปี ค่อยๆ วางมือเรียวบางที่อ่อนนุ่มลงบนไหล่ซ้ายของชายหนุ่ม ในขณะที่เฟิงหลิงเอ๋อร์กุมมือขวาที่สลักอักขระมารอันหยาบกระด้างของเขาไว้อย่างอ่อนโยน


"ศิษย์พี่อาเจีย..." เฟิงหลิงเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เนตรดาราของนางมีหยาดน้ำตาใสคลอเบ้า "ท่านไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้วนะ ความแค้นและเกียรติยศของบรรพชนได้รับการชำระแล้ว ปู่หลินและท่านผู้อาวุโสไป๋ หากรับรู้ได้จากปรโลก พวกท่านย่อมภูมิใจในตัวท่านที่เติบโตขึ้นถึงเพียงนี้..."


"หลิงเอ๋อร์กล่าวถูกต้องแล้วอาเจีย..." หลินชิงเสวี่ยเสริม น้ำเสียงที่เคยก้าวร้าวและเย็นชาของนาง บัดนี้อ่อนโยนลงอย่างประหลาดประหนึ่งสายน้ำอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ "สวรรค์อาจโหดร้ายและไร้ความเมตตา แต่สัจธรรมและความแน่วแน่ของท่าน ได้ปกป้องพวกเราและปกป้องแม้แต่เกียรติของคนตายไว้ได้เสมอ ขอเพียงท่านก้าวเดินต่อไปในมรรคาของท่าน... ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมีขวากหนามหรือเทพอสูรขวางกั้น พวกเรา... จะยืนอยู่เคียงข้างท่านเสมอ"


อาเจียค่อยๆ หันกลับมามองสตรีทั้ง 2 ที่งดงามประหนึ่งเทพธิดาจำแลง นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาที่เคยมืดมิด บัดนี้สะท้อนภาพใบหน้าของพวกนางอย่างชัดเจน ความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตของคนหน้าเงิน แผ่ซ่านเข้ามาเยียวยาบาดแผลในจิตวิญญาณ


"ชิงเสวี่ย... หลิงเอ๋อร์..."


อาเจียสูดลมหายใจลึก น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความจริงจังที่หล่อเหลาจนแทบหยุดลมหายใจ "พวกเจ้ารู้หรือไม่... ข้ามันก็แค่เด็กกำพร้าไร้รากเหง้า ที่รักเงินทองและศิลาปราณยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง... แต่เมื่อผ่านความเป็นความตาย ลุยฝ่าขุมนรกมาด้วยกัน ข้าถึงได้ตระหนักรู้สัจธรรมข้อหนึ่ง..."


ชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพวกนางด้วยแววตาที่หนักแน่นประหนึ่งขุนเขาบรรพกาล "พวกเจ้า... รวมถึงพี่ใหญ่ฉิน ศิษย์พี่เฟิง และปิงอวิ๋น... พวกเจ้าทุกคนคือ 'ขุมทรัพย์' ที่ล้ำค่าที่สุด ที่ข้าหวงแหนยิ่งกว่าศิลาปราณทั้งมิติรวมกัน หากมีเศษขยะหน้าไหน หรือสวรรค์ชั้นใดกล้ามาแตะต้องพวกเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ... บิดาผู้นี้ จะตามไปฉีกกระชากวัฏจักรของพวกมันให้ดับสูญไปชั่วนิรันดร์!"


วาจาที่กล่าวออกมาจากสัญชาตญาณการหวงแหน(สิ่งของของตน)อย่างแท้จริง ไร้ซึ่งการปรุงแต่งหรือเจตนาเกี้ยวพาราสีใดๆ ทว่าความดิบเถื่อน ความจริงใจ และความอหังการในยามที่เขาประกาศกร้าวปกป้องพวกนางนั้น กลับแหลมคมยิ่งกว่าศัสตราสวรรค์ มันพุ่งทะลวงเข้าสู่กลางก้อนเนื้อในอกซ้ายของดรุณีทั้ง 2 อย่างจัง!


"ตึกตัก... ตึกตัก..."


หลินชิงเสวี่ยชะงักงัน ริ้วสีแดงระเรื่อพาดผ่านแก้มที่เคยขาวซีดดุจหิมะ นางรีบหลบสายตา กัดริมฝีปากล่างเบาๆ หัวใจเต้นแรงโครมครามจนแทบจะควบคุมปราณเหมันต์ในร่างไม่อยู่


เฟิงหลิงเอ๋อร์ยิ่งอาการหนักกว่า นางเบิกตากลมโต สองแก้มแดงปลั่งประหนึ่งผลท้อสุก ยืนบิดชายเสื้อด้วยความขัดเขินประหนึ่งดรุณีน้อยแรกแย้มที่เพิ่งถูกบุรุษสารภาพรักกลางแจ้ง "ศิษย์พี่อาเจีย... ทะ... ท่านกล่าววาจาที่ลึกซึ้งเช่นนี้... ข้า... พวกข้า..."


ความโรแมนติกที่หอมหวานและละมุนละไม กำลังผลิบานท่ามกลางลานประหารที่อาบเลือด บรรยากาศรอบตัวพวกเขากลายเป็นสีชมพูจางๆ ประหนึ่งกาลเวลาของโลกผู้แสวงมรรคได้หยุดหมุนไปชั่วขณะ


ทว่า... กฎเกณฑ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเอกภพ หาใช่เจตจำนงแห่งความรักไม่ แต่มันคือวิญญาณแห่ง 'ความหน้าเงิน' ที่ฝังลึกในกระดูกดำ!


"ฟืด..." อาเจียสูดน้ำมูก ใช้แขนเสื้อเช็ดหางตาที่แอบมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะหันขวับไปมองที่มุมหนึ่งของกำแพงศิลาที่พังทลาย!


พริบตานั้น บรรยากาศซาบซึ้งและละมุนละไมพลันพังทลายลงดังกัมปนาท! นัยน์ตาสีเงินยวงที่เพิ่งลึกซึ้งเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นประกายรูปเหรียญทองคำที่สาดแสงจ้าด้วยความหวงแหนทรัพย์สิน!


"อ๊ะ! ไอ้พวกเศษเหล็กบัดซบ! ข้าเห็นนะโว้ยว่าพวกเจ้ากำลังทำอะไร!"


อาเจียชี้หน้าด่าทอ เจ้าสัว และ เจ้าถุงเงิน ที่กำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ริมกำแพง "แง่ง! นายท่านตาฝาดแล้วขอรับ! ข้าน้อยแค่กำลัง... ตรวจสอบคุณภาพของผลึกอัสนีบริสุทธิ์เพื่อความปลอดภัยของท่านต่างหาก!" พยนต์ร่างยักษ์สะดุ้งโหยง รีบพ่นผลึกอัสนีระดับสูงที่แอบอมไว้ในปากออกมาอย่างลุกลี้ลุกลาน ในขณะที่เจ้าถุงเงินค่อยๆ หดขาแมงมุมกลับเข้าไปในเงามืดอย่างเนียนๆ


"หุบปากไปเลยไอ้พวกปลิงดูดเลือด! ของทุกชิ้นบนเขาลูกนี้คือหยาดเหงื่อแรงงานของข้า!"


อาเจียสะบัดมือ หยิบเอา 'ลูกคิดหยกวิญญาณ' สีเขียวมรกตออกมาจากแหวนมิติ นิ้วของเขารัวลูกคิดดังกริ๊กๆๆๆ ด้วยความเร็วที่สัจธรรมแห่งแสงยังตามไม่ทัน ก่อนจะเดินจ้ำอ้าวด้วยใบหน้าขึงขัง ตรงไปหา หลงจู๊หอสุวรรณดารา ที่กำลังนั่งโคจรปราณรักษาบาดแผลอยู่ข้างๆ ซากสิงโตศิลา

"หลงจู๊! ในเมื่อรอดตายและข้าทวงของคืนให้แล้ว ก็มานี่เลย มาคิดบัญชีกันให้ชัดเจนตามประสาคู่ค้าที่ดี!"


อาเจียยื่นลูกคิดไปจ่อตรงหน้าชายวัยกลางคน "ค่าสุราวิญญาณ 100 ปีที่ข้าเพิ่งเทเซ่นไหว้ไปตะกี้ 10000 ศิลาปราณระดับกลาง! ค่าธรรมเนียมในการที่ข้าขับราชรถแหวกมิติข้ามภพมาช่วยชีวิตเจ้าและลูกน้อง อีก 100,000 ก้อน! แล้วก็ค่าสึกหรอของเสื้อคลุมตัวเก่งของข้าที่ต้องมาเปื้อนเลือดพวกกบในกะลา... รวมเบ็ดเสร็จเป็น ศิลาปราณระดับสูง 50000 ก้อนถ้วน! ข้าคิดราคาคนกันเองสุดๆ แล้วนะ ห้ามต่อรองเด็ดขาด!"


หลงจู๊หอสุวรรณดาราอ้าปากค้าง กะพริบตาปริบๆ สมองที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมาหมาดๆ ไม่อาจประมวลผลตรรกะความหน้าเลือดที่พลิกผันอย่างกะทันหันนี้ได้ทัน "ทะ... ท่านอาเจีย... ท่าน... ท่านเพิ่งจะหลั่งน้ำตาซาบซึ้งและกล่าววาจาซึ้งกินใจอยู่เมื่อเสี้ยวลมหายใจที่แล้วมิใช่หรือ... ไฉนตอนนี้..."


"เรื่องปรัชญาความตายก็ส่วนความตาย! เรื่องหนี้สินเงินทองมันคนละกระเป๋ากันเว้ย! หากเจ้าไม่มีจ่ายสดตอนนี้ ก็จงเซ็นสัญญากู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือนประทับวิญญาณมาซะดีๆ!" อาเจียขู่ฟ่อพลางยัดพู่กันและแผ่นหยกกระดาษสัญญาที่เตรียมไว้อย่างดีใส่มือหลงจู๊


หลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่กำลังยืนหน้าแดงขวยเขิน ถึงกับค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ริ้วสีแดงบนใบหน้าจางหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ บนขมับและความรู้สึกอยากจะกระอักเลือดออกมาแทน!


"ข้า... ข้าไม่น่าหลงไปหลวมตัวซาบซึ้งกับบุรุษอย่างมันเลยจริงๆ..." หลินชิงเสวี่ยยกมือขึ้นกุมขมับ ถอนหายใจยาวประหนึ่งปราชญ์ที่บรรลุสัจธรรมแห่งความปลงตก


"ศิษย์พี่อาเจียก็ยังเป็นศิษย์พี่อาเจีย... บรรยากาศหอมหวานใดๆ ล้วนพังทลายด้วยเสียงดีดลูกคิดของท่านเสมอ..." เฟิงหลิงเอ๋อร์ส่ายหน้ายิ้มแหยๆ แม้จะแอบผิดหวังเล็กน้อย ทว่านางก็ชินชากับความซื่อบื้อที่มองความรักเป็นเรื่องรองจากบัญชีรายรับรายจ่ายเสียแล้ว


ฉินมู่หลาง และ เฟิงอี้หราน เดินเข้ามายืนดูฉากทวงหนี้สุดคลาสสิกด้วยความขบขัน "ปล่อยศิษย์น้องอาเจียไปเถอะแม่นางทั้ง 2 การได้ขูดรีดผู้คน คือสัจธรรมการเยียวยาจิตใจและรักษาแผลใจที่แท้จริงของเขา" ฉินมู่หลางกล่าวพลางลูบด้ามกระบี่นิรันดร์ด้วยรอยยิ้ม


ทว่า ในขณะที่อาเจียกำลังบังคับให้หลงจู๊ผู้โชคร้ายประทับรอยนิ้วมือลงบนสัญญาทาสอยู่นั้นเอง...


"วิ้งงงงง... ติ๊ด... ติ๊ด..."


จู่ๆ 'ป้ายหยกวิญญาณสืบทอด' ของสำนักหมึกวารี (ที่เขาพกติดตัวมาตั้งแต่ตอนเข้าสำนักแรกๆ) ซึ่งถูกซ่อนลึกอยู่ในแหวนมิติของอาเจีย พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! มันทะลุออกมาจากแหวนมิติ ลอยขึ้นกลางอากาศ และเปล่งประกายแสงสีแดงโลหิตที่กะพริบอย่างบ้าคลั่ง!


นี่มิใช่การส่งข้อความส่วนตัว... แต่มันคือ 'สาส์นเตือนภัยขั้นสูงสุด' ที่ผูกติดกับค่ายกลหลักของสำนัก! สัญญาณนี้จะทำงานอัตโนมัติเพื่อส่งหาสายเลือดของสำนักทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ทั่วโลกบำเพ็ญเพียร เมื่อค่ายกลแก่นแท้ของสำนักถูกบดขยี้!


อาเจียชะงักลูกคิดค้างในอากาศ รอยยิ้มหน้าเงินมลายหายไปสิ้น เขารีบคว้าป้ายหยกวิญญาณนั้นมาอัดปราณลงไปเพื่อเปิดฟัง


เสียงที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเจตจำนงสุดท้ายอันแหบพร่า หอบเหนื่อย และเจือไปด้วยความสิ้นหวังอย่างหาที่สุดไม่ได้ ของ 'ผู้อาวุโสเทียนหยวน' แห่งสำนักหมึกวารี ก็ดังก้องออกมา!


"ถึงศิษย์แห่งหมึกวารีที่ยังรอดชีวิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง... ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่ใด อย่าได้หวนกลับมายังสำนักโดยเด็ดขาด... เปลี่ยนชื่อแซ่ของพวกเจ้าเสีย และซ่อนตัวให้มิดชิด... สำนักหมึกวารีของเรากำลังจะแตกพ่าย... พวกมัน... 'ตำหนักเทพวิถีฟ้า' พวกมันตามรอยคลื่นพลังบรรพกาลมาเพื่อค้นหาต้นกำเนิดแห่งหมื่นอักขระ... พวกเราต้านทานมรดกวิถีฟ้าของมันไม่ไหวแล้ว... อ๊ากกกก!"


ตูมมม! เปรี้ยง!


เสียงระเบิดกัมปนาทของการพังทลายของหอคัมภีร์ และเสียงกระอักเลือดดังแทรกเข้ามาอย่างชัดเจน ก่อนที่ป้ายหยกวิญญาณสืบทอดจะเกิดรอยร้าวและแสงสีแดงดับวูบลง!


การเชื่อมต่อขาดสะบั้น สัญญาณแห่งความเป็นความตายของสำนักสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น!


ความเงียบสงัดที่เย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัว เข้าปกคลุมคณะวิปลาสอีกครั้ง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หนักอึ้ง


"สำนักหมึกวารี... ผู้อาวุโสเทียนหยวน..." อาเจียกำป้ายหยกวิญญาณที่แตกร้าวไว้แน่นจนเลือดซึมออกจากง่ามนิ้ว นัยน์ตาสีเงินยวงที่เพิ่งกลับมามีชีวิตชีวา พลันแปรเปลี่ยนเป็นบ่อหลอมอัคคีที่มืดมิดและอันตรายที่สุดอีกครั้ง


"ตำหนักเทพวิถีฟ้า? ขั้วอำนาจลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านกาลเวลามานับ 1000 ปีนั่นน่ะหรือ!" เฟิงอี้หรานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "พวกมันคือหนึ่งในขุมอำนาจระดับทวีป ที่มีฐานะทัดเทียมหรืออาจจะเหนือกว่าวิหารศัสตราสวรรค์เสียอีก! พวกมันเชี่ยวชาญศาสตร์แห่งค่ายกลและเครื่องกลโบราณ... เหตุใดจู่ๆ จึงยกกองทัพไปถล่มสำนักระดับกลางอย่างหมึกวารีได้!"


คำถามของเฟิงอี้หราน ทำให้สติปัญญาของอาเจียประมวลผลอย่างรวดเร็ว! ชายหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อตระหนักถึง 'ความจริง' ที่ซ่อนอยู่ในประโยคคำสั่งเสียของผู้อาวุโสเทียนหยวน... "พวกมันตามรอยคลื่นพลังบรรพกาลมาเพื่อค้นหาต้นกำเนิดแห่งหมื่นอักขระ..."


"เป็นความผิดของข้าเอง..."


อาเจียกัดฟันกรอด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคียดแค้นตนเอง "ตอนที่ข้าใช้ 'ผลึกมิติบรรพกาล' ผสานกับ 'พลังแห่งโลกใบเล็ก' และ 'เจตจำนงแห่งพู่กันสูญตา' เพื่อสร้างรอยแยกมิติหนีออกมาจากนรกภูมิ... การฝืนลิขิตฟ้าระดับนั้น ย่อมปลดปล่อยคลื่นพลังอักขระบรรพกาลที่รุนแรงจนสวรรค์สะเทือน! พวกตำหนักเทพวิถีฟ้าที่เชี่ยวชาญการตรวจจับคลื่นฟ้าดิน ย่อมจับสัมผัสความแปรปรวนนี้ได้!"


"และเนื่องจากอดีตของสำนักหมึกวารี คือ 'สำนักหมื่นอักขระ' ที่เคยยิ่งใหญ่... พวกมันจึงเข้าใจผิด คิดว่าคลื่นพลังที่ข้าสร้างขึ้น มีต้นกำเนิดมาจากสมบัติที่ซ่อนอยู่ในสำนักหมึกวารี! พวกมันจึงบุกไปที่นั่นเพื่อแย่งชิงมัน!" หลินชิงเสวี่ยวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างเฉียบขาด


"ถูกต้อง... ภัยพิบัติครั้งนี้ มิใช่ความบังเอิญ... แต่มันเป็นผลกระทบจากการกระทำของข้า! เป็นหนี้ที่ข้าเป็นคนก่อ!"


อาเจียตวาดกร้าว รังสีสังหารระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ระเบิดออกกวาดลานประหารจนฝุ่นตลบ! ชายหนุ่มนำโกศเถ้ากระดูกของปู่หลินส่งเข้าเก็บรักษาในโลกใบเล็กของพู่กันนิรันดร์อย่างปลอดภัยที่สุด


เขาตวัดมือพับเก็บลูกคิดและสัญญาทาสเข้าแหวนมิติอย่างไม่ไยดี ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่แท่นบัญชาการของ มหาราชรถแห่งสูญตา ที่ลอยตระหง่านท้าทายสวรรค์อยู่บนฟ้า!


"ไม่มีเวลามานั่งโศกเศร้าหรือหาคำตอบแล้ว! เจ้าสัว! เจ้าถุงเงิน! โยนศิลาปราณและผลึกอัสนีทุกก้อนที่พวกเจ้าปล้นมาได้ ใส่ลงไปในเตาหลอมให้หมด! จุดเตาหลอมให้ทะลุขีดจำกัด! มิตรสหายทุกคนขึ้นเรือเดี๋ยวนี้!"


เสียงของราชันหน้าเงินดังกึกก้องประหนึ่งราชโองการที่ไม่อาจขัดขืน!


"เพิ่งจะชำระหนี้แค้นเสร็จ ดันมีคนตาบอดหน้าไหนกล้าไปแตะต้องบ้านและคนของบิดาเพื่อแย่งชิงความลับของข้าอีก! ไม่ว่าพวกมันจะเป็นตำหนักเทพ หรือขั้วอำนาจระดับจักรวาล... หากกล้ามาทำลายสำนักหมึกวารี ข้าจะบดขยี้กระดูกของพวกมันทุกคน ให้แหลกละเอียดเป็นปุ๋ยปลูกหญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร!"


"ฮูมมมมมมมมมมมมม!!!"


มหานาวาแห่งสูญตาส่งเสียงคำรามก้องฟ้าประหนึ่งอสูรที่บ้าคลั่ง พลังงานมิติระเบิดออกฉีกกระชากกฎเกณฑ์ของยอดเขาอัสนีจนแผ่นดินแยก ราชรถสีดำทมิฬพุ่งทะยานแหวกอากาศธาตุด้วยความเร็วสูงสุดทวนกระแสลม มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก... มุ่งหน้าสู่สำนักหมึกวารี!


วิกฤตการณ์ใหม่ที่ยิ่งใหญ่และอันตรายยิ่งกว่าเดิม มหาสงครามที่เกิดจากผลกระทบของการฝืนลิขิตฟ้า... กำลังรอคอยการหวนคืนของอดีตศิษย์หอจารึกขยะผู้นี้อยู่!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน