ตอนที่ 12: ความเงียบสงบที่แท้จริงและแสงดาว
ราตรีสวัสดิ์มาเยือนหุบเขาวิถีเมฆา ท้องฟ้าที่เคยเป็สีส้มอมม่วงถูกแทนที่ด้วยผืนผ้าใบสีรัตติกาลที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวนับล้านดวง สายลมกลางคืนหอบเอาความเย็นเยียบและกลิ่นไอดินลอยมากระทบผิว
หลินอันทอดกายลุกขึ้นจากม้านั่งในศาลาริมสระบัวอย่างเชื่องช้า ค่ายกลผนึกกายายังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ไร้ซึ่งรอยเท้าที่ลึกเกินพอดีบนพื้นดิน ชายหนุ่มเดินทอดน่องกลับมายังเรือนพักศิษย์สายนอกที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบริเวณตีนเขา
เมื่อผลักบานประตูไม้ไผ่เข้าไป ภายในห้องนั้นเรียบง่ายและว่างเปล่า มีเพียงเตียงไม้กระดานแข็งๆ โต๊ะเตี้ยหนึ่งตัว และตะเกียงน้ำมันเก่าๆ หลินอันจุดตะเกียงขึ้น แสงสีเหลืองนวลสว่างวาบ ขับไล่ความมืดมิดและทอด เงา ของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นน้อยให้พาดผ่านกำแพงห้อง บังเกิดเป็บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็ส่วนตัว
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมพร้อมที่จะรับฟังเสียงสะท้อนจากจิติญญาาที่มักจะดังขึ้นเพื่อประเมินผลพลังงานในแต่ละวัน
ทว่า... ทุกอย่างกลับเงียบสนิท
ไม่มีเสียงกระดิ่งใสในหัว ไม่มีคลื่นความรู้สึกใดๆ ส่งผ่านมา คล้ายกับว่าตัวตนที่คอยผนึกกายาของเขาได้สลายหายไปในอากาศ หลินอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เขาหลับตาลงและสำรวจเส้นลมปราณของตนเองอย่างละเอียด
ค่ายกลผนึกกายายังคงทำงานอยู่อย่างสมบูรณ์แบบ น้ำหนักมหาศาลไม่ได้ทะลักทลายออกมาทำลายสิ่งใด เพียงแต่จิติญญาานั้นได้เข้าสู่สภาวะจำศีลอย่างลึกล้ำ มันจางหายไปชั่วคราวเพื่อหลอมรวมปราณพฤกษาบริสุทธิ์ที่ได้รับมาจากข้อไผ่ปริศนาและยาต้มเมื่อ่กลางวัน
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากของหลินอัน นี่คือความเงียบสงบที่แท้จริง... ความเงียบที่ปราศจากเสียงกระซิบหรือการแจ้งเตือนใดๆ
ชายหนุ่มไม่ได้ตื่นตระหนกกับการหายไปของมัน เขากลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด หลินอันลืมตาขึ้น เอื้อมมือไปหยิบขลุ่ยไม้ไผ่ธรรมดาที่เขาเคยเหลาเก็บไว้เมื่อหลายวันก่อนขึ้นมาพิจารณา แม้จะเป่าเพลงไม่เก่งนัก แต่เขาก็ชอบััของเนื้อไม้ที่เรียบลื่น
เขานั่งขัดเช็ดขลุ่ยไม้ไผ่ในมืออย่างทะนุถนอม ปล่อยให้ความคิดล่องลอยออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตามองดูแสงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับ ค่ำคืนนี้ไม่มีภารกิจ ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ มีเพียงชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ได้นั่งพักผ่อนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันอันแสนงดงามของโลกใบนี้