(จบ)เทพมังกรน้อยแสนซน

    บทที่ 37 เจ้าอย่าร้องไห้เลย สงสารยาพี่เถอะ

    บทที่ 37 เจ้าอย่าร้องไห้เลย สงสารยาพี่เถอะ


    เซียวจ้งหลางสะบัดโคลนในมือออก เขารู้ว่าชายคนนี้เป็นหมอคนใหม่ในหมู่บ้าน ทว่าไม่เข้าใจทำไมชายชราถึงถามหาคนปรุงยา


    สมุนไพรเหล่านี้เป็นเขาที่เจอมันอยู่บนภูเขา และเรียนรู้วิธีปรุงยาเอง เมื่อมีคนถาม เด็กชายก็รู้สึกเขินเล็กน้อยและไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร


    “ยาพวกนั้นเป็นของพี่ยอง ท่านอยากซื้อหรือ” เจ้าก้อนแป้งบีบโคลนในมือแล้วหัวเราะเสียงดัง “คิก ๆ”


    ฟางเยี่ยนซูมาถึงอย่างเร่งรีบ และเขาไม่ได้ถามเจี่ยงอี๋โม่เกี่ยวกับสถานการณ์ของคนสกุลเซียว


    เมื่อคิดว่าครอบครัวนี้เป็นเพียงชาวนาธรรมดา ในใจจึงค่อนข้างวางตัวห่างเหิน


    ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินหน่วนเป่า ฟางเยี่ยนซูก็คิดว่านางคงคิดว่าเขาจะซื้อสมุนไพรพวกนี้


    “ผู้ใหญ่บ้านเจ้าล่ะ” ถ้าเขาไม่เห็นว่ายาเหล่านี้คุณภาพดีเพียงใด เขาคงไม่อยากเสียเวลากับเด็กสองคนจริง ๆ


    หน่วนเป่าเอียงหัวเล็กน้อยอย่างไม่พอใจที่ชายชราไม่เชื่อสิ่งที่นางพูด


    ฉีสือเยี่ยนเดินออกจากบ้าน เขาเห็นใบหน้ากลมของหน่วนเป่าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ พลางคิดไปด้วยว่า …น่ารักมาก


    ขณะนั้น เซียวจ้งหลางก็กำลังพยายามปลอบอย่างเต็มที่


    “หน่วนเป่า ใครมากวนโมโหเจ้า” เขาเดินเข้ามาและอุ้มเจ้าก้อนแป้งไว้ในอ้อมแขน โดยไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ามือของนางเต็มไปด้วยดินโคลน


    เจ้าก้อนแป้งมุ่ยหน้าชี้นิ้วไปทางฟางเยี่ยนซู “เขาไม่เชื่อหน่วนเป่า ยาพวกนั้นเป็นพี่ยองทำจริง ๆ” 


    หน่วนเป่าโกรธมากจนน้ำตาไหล


    ฟางเยี่ยนซูรีบเอ่ยปากอธิบาย แต่เมื่อคิดว่าตัวเองต้องไปทะเลาะกับเด็ก เขาจะลดตัวลงไปทำได้เช่นไร?


    เขาทำได้เพียงยิ้ม ในใจก็คิดว่าตนเองไม่มีทางไปทะเลาะกับคนมีความรู้น้อยกว่าหรอก


    ฉีสือเยี่ยนที่เห็นหน่วนเป่าจะร้องไห้ เขาจึงมองชายชราด้วยสายตาที่บอกว่า ‘ท่านเป็นคนไม่ดี’ 


    “อย่าร้องไห้เลย เจ้าดูสิพอท้องฟ้าเห็นหน่วนเป่าของพวกเราร้องไห้ก็ไม่มีความสุข ท้องฟ้ามืดแล้วเห็นหรือไม่” ฉีสือเยี่ยนปลอบหน่วนเป่าโดยชี้ขึ้นไปที่กลุ่มเมฆสีเข้ม 


    คำพูดเหล่านี้ทำให้เซียวจ้งหลางขนลุกไปทั้งตัว “หน่วนเป่า อย่าร้องไห้เลย”


    หากฝนตก ยาที่เขาหามาได้ก็จะสูญเปล่า


    “ยาของพี่จะโดนน้ำไม่ได้” เขากระซิบข้างหูน้องสาว


    เจ้าก้อนแป้งกะพริบตาปริบ ๆ หลังจากฟังคำพูดของพี่ชายแล้ว น้ำตาของนางก็หยุดไหลทันทีราวกับสั่งได้


    เมฆดำทะมึนทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้มเมื่อครู่ถูกลมพัดทำให้เมฆสลายตัวไปในที่สุด


    เซียวจ้งหลางแอบชมหน่วนเป่าในใจ ‘ทำได้ดีมากที่ช่วยรักษายาของพี่ชายไว้’


    ฉีสือเยี่ยนเห็นว่าหน่วนเป่าหยุดร้องไห้แล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นและหันไปพูดกับฟางเยี่ยนซู “ยาพวกนั้นเป็นของพี่จ้งหลางจริง ๆ เขาไปบนภูเขาเพื่อเก็บมันด้วยตัวเอง และทั้งหมดนี้ก็เป็นฝีมือของเขา” 

    แน่นอนว่าฟางเยี่ยนซูไม่ได้สงสัยในคำพูดของผู้เป็นนาย เขาจ้องมองลึก ๆ ไปที่เซียวจ้งหลาง ในสายตาอดไม่ได้ที่จะฉายแววชื่นชม “แม้ว่าฝีมือจะยังอ่อนหัดไปบ้าง แต่เขาก็สามารถควบคุมความร้อนได้ดี”


    เซียวจ้งหลางกลับหันหน้าหนี ข้าไม่สนใจหรอกไม่ต้องมาชมข้า


    ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงเด็กอายุสิบขวบ เมื่อครู่ถูกคนมองข้าม ตอนนี้เขาจึงยังโกรธอยู่บ้าง


    ฟางเยี่ยนซูหัวเราะเบา ๆ ไม่พูดอะไรและเดินเอามือไพล่หลังออกไปจากสวนสกุลเซียว


    เมื่อเซียวจ้งหลางเห็นชายชราจากไป เขาก็ก้มถามหน่วนเป่าเบา ๆ “สรุปแล้วฝนจะตกหรือไม่ …นี่ข้าควรเก็บมันคืนนี้ดีหรือไม่นะ?”


    ยาเหล่านี้คือสิ่งที่เขาวางแผนจะขายให้กับจี้ซื่อถัง หากมีเกิดปัญหา เขาคงสูญเสียเงินหลายสิบตำลึง


    หากฟางเยี่ยนซูรู้ว่าสมุนไพรที่ปรุงโดยเซียวจ้งหลางนั้นถูกขายไปเพียงไม่กี่สิบตำลึง เขาจะต้องร้องไห้จนน้ำตาท่วมไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าแน่นอน 


    สูญเปล่าจริง ๆ!


    หน่วนเป่ายกคางกลมขึ้นแล้วพูดอย่างภาคภูมิ “หน่วนเป่าอยู่ที่นี่ ไม่ต้องห่วง หน่วนเป่าสามารถสั่งให้ฝนตกจนน้ำท่วมฟ้าได้เลย”


    โหดขนาดนั้นเชียว


    เซียวจ้งหลางโบกมืออย่างรวดเร็ว “ไม่ต้องท่วมหรอก แค่ไม่เอาฝนก็พอ”


    เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะพูดเรื่องเช่นนี้กับน้องสาวไปทำไม ราวกับหน่วนเป่าสามารถทำมันได้จริง ๆ งั้นแหละ?


    ฉีสือเยี่ยนยังคงอุ้มหน่วนเป่า และเมินสิ่งที่สองพี่น้องพูด คล้ายไม่ได้ยินบทสนทนาที่น่าตกใจนี้เลย


    “หน่วนเป่าจะไปหาพี่ฉาม” นางไม่อยากเล่นโคลนแล้ว นางอยากไปดูว่าต้นกล้าพวกนั้นเชื่อฟังหรือไม่  


    “เอาล่ะ ไปหาพี่สามกัน” เซียวจ้งหลางแบกตะกร้าไว้บนหลัง แล้วรับหน่วนเป่าจากอ้อมแขนของฉีสือเยี่ยน และพาเด็กทั้งสองคนไปที่แปลงผัก


    “ทำไมวันนี้หมู่บ้านเงียบจัง”


    ไม่มีใครอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เคยมีคนเฒ่าคนแก่มาคุยกัน กลับมีเพียงสุนัขสีน้ำตาลแดงสองสามตัวที่กัดหางหมุนตัวไปมาด้วยความเบื่อหน่าย


    เมื่อมองดูรอบ ๆ ทั้งสองคนต่างไม่ได้สังเกตเห็นว่าเจ้าก้อนแป้งกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นมือตัวเอง ราวกับหลบเลี่ยงบางอย่าง


    “ทำไมคนถึงเยอะจัง ท่านพ่อยังอยู่ดีหรือไม่” เซียวจ้งหลางเห็นว่าที่ดินของพวกเขาถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมายจึงรีบวิ่งไปดู


    เจ้าก้อนแป้งคิดกับตัวเองว่า ท่านพ่อสบายดี ที่ผิดปกติคือที่ดินของเราต่างหาก


    เมื่อเซียวจ้งหลางเบียดฝูงชนเข้าไปโดยมีหน่วนเป่าอยู่ในอ้อมแขน เขาก็เห็นบิดาถูกรายล้อมไปด้วยผู้คน


    “พี่ยอง ดูสิ! นี่คือแผ่นดินที่หน่วนเป่าทำให้!”


    หน่วนเป่าพูดและทำท่าทางด้วยแขนสั้น ๆ ของตน


    ไม่มีความองอาจใด ๆ มีเพียงความน่ารัก


    ตามคำพูดของหน่วนเป่า เซียวจ้งหลางและฉีสือเยี่ยนก็มองไปที่ที่ดินเบื้องหน้าและทั้งสองก็สูดหายใจเข้าลึก ดวงตาเบิกกว้าง


    “นี่… ข้าวออกรวงหมดแล้วหรือ”


    ยังไม่ถึงเดือนแปดเลย และยังมีเวลาอีกตั้งสองเดือนก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว แต่ข้าวของพวกเขากลับออกรวงในชั่วข้ามคืน


    เซียวจ้งหลางกลับมามีสติอีกครั้ง กอดหน่วนเป่าแน่นและถอยห่างจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีใครสังเกตเห็นพวกเขา


    คนเดียวที่สังเกตเห็นเด็กทั้งสามคนคือหลี่เจิ้ง หนังตาของเขากระตุกสองสามครั้งและแสร้งทำเป็นไม่เห็น


    เมื่อคืนเขาฝันว่าบรรพบุรุษมาบอกว่าซ่างเสินมาเยี่ยม เช้าวันนี้ เขาไปที่ห้องบรรพบุรุษก็เห็นแต่กระดูกไก่จึงเก็บกวาดออกไปเงียบ ๆ


    บรรพบุรุษไม่ได้หลอกเขาและความมหัศจรรย์ของเด็กคนนี้ยังไม่ถูกเปิดเผย


    หากเด็กน้อยเช่นนี้ถูกเอาเปรียบโดยคนชั่ว...


    แต่ตอนนี้ควรจะทำอย่างไรกับข้าวที่ออกรวงเต็มที่ตรงหน้าดีล่ะ


    แน่นอนว่าเขามีความสุข รวงข้าวพวกนี้มองแวบแรกดูแปลกตา ก้านรวงแน่นเต็มจนก้านแทบหัก


    เซียวหย่งฝูรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นข้าวเต็มรวงเป็นครั้งแรก ตอนนี้เขาแค่อยากจะออกไปจากที่นี่เร็ว ๆ


    ทุกคนมาถามเขาว่าทำไมต้นข้าวถึงโตได้ในชั่วข้ามคืน และทำไมรวงข้าวถึงงอกงามขนาดนี้


    เขาจะบอกได้หรือว่าเป็นลูกสาวของเขาที่คุยกับต้นกล้า จนทำให้มันมีสภาพเป็นเช่นนี้


    หลังจากที่หลี่เจิ้งครุ่นคิด เจ้าตัวก็ยกมือขึ้นแล้วกระแอมไอ “ทุกคน เงียบก่อน พวกเจ้ามาถามเขาเช่นนี้จะไปได้อะไร ให้ข้าคุยกับเซียวหย่งฝูก่อนเถิด”


    เขามีสิทธิ์เด็ดขาดในหมู่บ้าน พอพูดออกไปคำเดียว ทุกคนก็อยู่ในความสงบทันที


    “หย่งฝู ครั้งสุดท้ายที่เจ้าไปกราบไหว้บรรพบุรุษ เจ้ายังจำคำสัญญาที่ให้ไว้กับบรรพบุรุษของเจ้าได้หรือไม่”


    สายตาหลายคู่จ้องมองมาเป็นตาเดียว เขาทำได้เพียงเตือนสติ แต่ไม่สามารถอธิบายให้ชัดเจนได้


    ดวงตาของเซียวหย่งฝูเบิกกว้าง และทันใดนั้นเขาก็คุกเข่าลง “บรรพบุรุษให้พรแล้ว บรรพบุรุษอวยพรแล้ว” 


    เซียวหย่งฝูแสดงละคร ‘ลูกรักบรรพบุรุษ’ ฉากใหญ่ทันที  “ครั้งสุดท้ายที่ข้าไปขอให้บรรพบุรุษอวยพรให้รวงข้าวพวกนี้เติบโตได้ดี แล้วข้าจะมอบพันธุ์ข้าวครึ่งหนึ่งแจกจ่ายให้ทั้งหมู่บ้าน”


    ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ชาวบ้านก็ตื่นเต้น ข้าวเมล็ดพันธุ์ดีและยังแจกจ่ายเสบียงให้อีก นี่คงจะเป็นการเก็บเกี่ยวที่ดีมากจริง ๆ


    เจ้าก้อนแป้งทำหน้าบูดบึ้ง “ผลประโยชน์ล้วนมอบให้ผู้อื่นแล้ว เป็นของหน่วนเป่าแท้ ๆ...” 


    ก่อนที่นางจะพูดจบ ฉีสือเยี่ยนก็ปิดปากนางไว้ เขามองไปรอบ ๆ ด้วยความกังวล “อย่าพูดเรื่องไร้สาระอีกเลย ท่านบรรพบุรุษ”

    คล้ายกับเรื่อง(จบ)เทพมังกรน้อยแสนซน ที่คุณอ่าน