ตามบันทึกโบราณกล่าวไว้ว่า เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรล้านนาโบราณ ก็ต้องนึกถึงอาณาจักรที่มีสภาพแวดล้อมเป็นภูเขาและดอยสูง ผู้คนส่วนมากยังคงเชื่อในผีสาง บูชาผีบรรพบุรุษประหนึ่งเทพผู้ปกครอง ตามหลักฐานที่ขุดพบเจอและบันทึกที่ตกทอดมาได้ระบุเอาไว้ว่า อาณาจักรล้านนาแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใดสักแห่งบนทวีปใต้ และก็ไม่อาจทราบได้ว่ายังหลงเหลือชนรุ่นหลังไว้สืบทอดหรือไม่ พวกเขามีตัวอักษรภาษาเป็นของตนเอง มีจารีตประเพณี รวมไปจนถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และข้อมูลของอาณาจักรแห่งนี้ก็กำลังถูกรวบรวมอย่างเต็มกำลัง ตามคำสั่งของผู้นำแห่งซัลวาโตเร ผู้บงการหอกแห่งความลับให้ทิ่มแทงเก็บเกี่ยวซึ่งสิ่งอันเป็นเบาะแสที่จะเชื่อมไปถึงบุคคลปริศนา
หลังจากชายหนุ่มกลับมายังเขตใต้ได้ไม่นาน เอ็มม่าก็ได้ส่งคนมาเชิญให้บุตรเขยของตนรีบกลับไปยังที่มั่นของกลุ่มนูเอล แน่นอนว่าคำเชิญนี้ได้รับการตอบรับแทบจะทันที ไม่ต้องรอถึงเช้า เพียงคาดเดาดูชายหนุ่มก็พอจะรับรู้ได้แล้วว่ากำลังจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ความขลาดกลัวจนเกินพอดีหาใช่สิ่งที่มีในกายของผู้กล้า ความบ้าแลท้าทายต่างหากเล่าที่ปรากฏขึ้นในร่างจนเห็นชัด มิเนอร์วาเดินทางโดยรถม้าสี่ล้อที่ไม่ได้นั่งมาแล้ว เมื่อมองออกไปจากหน้าต่างก็พบกับภาพภูมิทัศน์อันสวยงามจากธรรมชาติยามค่ำคืน
บรรยากาศภายในรถม้าค่อนข้างกดดันอยู่สักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่เอ่ยปากร้องขอในสิ่งใด สมาชิกจากกลุ่มนูเอลผู้นี้ก็ได้แต่นั่งนิ่ง ลอบมองชายหนุ่มที่เหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างเป็นระยะ มิเนอร์วาเองก็กำลังใช้ความคิดไปกับสิ่งต่างๆ ความรู้สึกอันมากหลายก็หวนคิดไปถึงบิดามารดาที่เคยอุ้มตนนั่งในรถม้า เกิดเป็นกลิ่นอายโศกาลอยออกมากับสายลม จนกระทั่งรถม้าคันนี้ได้หยุดจอดลง มิเนอร์วาที่ได้สติกลิ่นอายรอบกายจึงเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง เขาจับจ้องมองสำรวจไปรอบด้านด้วยความระมัดระวัง
เป็นเวลาเดียวกันที่ประตูรถม้าได้เปิดออก ชายหนุ่มยืดหลังตรงเดินลงจากรถม้า ติดตามคนนำทางที่เอ็มม่าส่งมาต้อนรับ แล้วเดินหายเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ ตลอดทางที่เดินเข้าไปชายหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ผู้คนจากกลุ่มเอ็มม่าดูเหมือนจะมีทีท่าระแวดระวังตัวมากเกินไปจนผิดสังเกต ความวิตกกังวลที่มากเกินพอดีย่อมเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความหวาดระแวง แต่ไม่ว่าจะมีอะไรรออยู่ชายหนุ่มก็หาได้หวาดกลัวไม่ ยังคงสาวเท้าก้าวตามไปอย่างติดๆ จนกระทั่งเดินมาจนสุดทางเดินก็พบเข้ากับสวนแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยบุปผาหลากสีสัน
เอ็มม่ากำลังนั่งสนทนากับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่น่าจะมีอายุประมาณ 40 ปี เขาสวมชุดคลุมสีดำทั้งตัวประหนึ่งนักบวชผู้เคร่งครัดในความเชื่อ แน่นอนว่าทั้งคู่เองก็สัมผัสได้ถึงการมาเยือนของชายหนุ่ม จึงพากันหันหน้ามองมายังทางเดินเท้าที่อยู่ไม่ไกล ชายผู้นี้ไว้หนวดเคราดูไปแล้วก็คล้ายกับโจรป่า ในบางครั้งจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ หากจะมีใครสักคนเอ่ยทักในเรื่องนี้ แต่คนผู้หนึ่งถึงจะมีลักษณ์อาการเป็นอย่างไร มนุษย์ก็ย่อมเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่มีคนข้างบนที่แบ่งแยกคนด้วยกันไว้ข้างล่าง ดังนั้นมิเนอร์วาจึงปั้นหน้ายิ้มเดินเข้าไปหาอย่างสงบ ชายแปลกหน้าผู้นี้ลอบสังเกตท่าทีแล้วจึงเอ่ยขึ้นแสร้งยินดี
"โอ้!… เป็นนายน้อยแห่งวังมรณะสาบสูญผู้เลื่องชื่อนี่เอง ในที่สุดก็ได้พบกับท่านเสียที ตัวข้าชื่อบันทายเป็นทูตมาจากคัมเบีย รับคำสั่งจากองค์เหนือหัวมาแจ้งให้ท่านทราบ บัดนี้กองกำลังแห่งคัมเบียได้จัดกองทัพเสร็จสรรพแล้วก็มีทหารกล้ามากกว่าหนึ่งล้านนาย พวกเขาทั้งหลายกำลังตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่เขตชายแดน รอทำศึกชิงดินแดนอุดรทิศจะรบพุ่งกับอาณาจักรเลวา ด้วยเสบียงอาหารที่เตรียมมาอย่างจำกัด และเพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการเดินทาง ตัวข้า วรมันที่ 2 แห่งคัมเบียจึงต้องการยกไพร่พลเดินทางเพื่อไปทำสงครามผ่านดินแดนของท่าน ข้าให้สัตย์สาบานว่าสันติจะมีขึ้นไปตลอดเส้นทางที่คัมเบียนั้นเดินผ่าน"
"อีกทั้งสัตว์เลี้ยงที่ท่านกำลังตามหาทั้งสามตัวได้หนีภัยร้อนมาพึ่งบารมีเย็นของข้า ตัวข้าเป็นกษัตริย์ย่อมมีเมตตาเป็นพื้นฐาน ดำเนินชีวิตตามหลักการที่บรรพบุรุษได้สอนไว้ อีกทั้งข้ายังแยกแยะถูกผิดได้เป็นอย่างดี หากท่านยอมร่วมมือกับข้า ยอมเกลี้ยกล่อมให้บิดาบุญธรรมผู้เป็นประมุขวังมรณะนั้นถอยหลังสักสามก้าว แน่นอนว่าข้าย่อมส่งมอบสัตว์เลี้ยงของท่านคืนกลับไปให้ครบทั้ง 3 ตัว ข้า…"
บันทายกล่าวยังไม่ทันจบคำก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน มิเนอร์วานั้นยกมือขึ้นมาห้ามเขาเอาไว้ไม่ให้พูดต่อ ทูตแห่งคัมเบียเช่นมันล้วนใช้วาจาเป็นอาวุธ การถูกหยุดขัดจังหวะจึงเป็นสิ่งที่มันคุ้นชินอยู่มากนัก ตัวมันเองก็ค่อนข้างมั่นใจว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้ไม่ธรรมดา หากเรื่องราวนั้นง่ายดายดังตาเห็นราชาวรมันที่ 2 ก็คงยกทัพปราบให้ราบดังเช่นอาณาจักรน้อยใหญ่ที่ผ่านมา ไม่เสียเวลามาเจรจากับเด็กน้อยผู้หนึ่งเป็นแน่ มันเลือกที่จะเงียบเอาไว้สงวนคำพูดใช้เอ่ยออกเท่าที่จำเป็นเท่านั้น มิเนอร์วาที่เห็นอีกฝ่ายหยุดพูดแล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่าย ไร้ซึ่งวี่แววเดือดเนื้อร้อนใจใดให้สัมผัสถึง
"ข้าคงต้องฝากคำพูดไปบอกราชาของท่านด้วย ข้อแรกอาณาจักรแห่งนี้ไม่ได้เป็นของข้า หากท่านต้องการยกทัพเพื่อเดินทางผ่าน เช่นนั้นก็ลองไปถามเอากับทางวังมรณะสาบสูญเอง ที่ดินที่ข้าครอบครองนั้นมีจำกัด คงไม่อาจช่วยพวกท่านได้ในเรื่องนี้ ข้อที่สองสิ่งของข้า ย่อมต้องเป็นของข้า หากพวกเจ้ากล้าขโมยสัตว์เลี้ยงของข้า เช่นนั้นก็มารอดูกันเถิด ว่าซัลวาโตเรของข้านั้นทำอะไรได้บ้าง… ในอดีตศัตรูมากมายของข้านั้นล้วนเดินทางได้ไม่ไกล อย่าไปพูดถึงอาณาจักรเลวาที่อยู่ทางเหนืออันไกลโพ้นเลย แม้แต่ขอบประตูเมืองหลวงพวกมันก็ไม่อาจก้าวข้ามไป บ้างก็ตายอย่างนั้น บ้างก็พิการอย่างนี้ เจ้าเองก็ลองจินตนาการดูสิ ว่ามีกี่ครั้งกันที่ศัตรูเอ่ยขู่ข้า ใช่ต้องนับรวมเจ้าด้วยหรือไม่? ... "
มิเนอร์วาพูดไปก็ทำไม้ทำมือบอก ไม่ได้หวาดกลัวในจำนวนทหารรี้พลมากนับล้านนาย หากมาดีก็แล้วไปเถิด ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความยโสโอหังที่คิดว่าตนนั้นเหนือกว่าอย่างชัดเจน มีเพียงลาโง่เท่านั้นที่กล้าหมิ่นแคลนในตัวพยัคฆ์ ไม่รู้จักตัวเองคิดว่าตนนั้นเป็นยอดอาชาไนย หลงใหลไปกับสิ่งจอมปลอมอันไม่ได้เป็นพลังแห่งตน ทันทีที่มันได้รับรู้คำตอบเช่นนี้ก็สังเกตเห็นได้อย่างแน่ชัด ในท่าทีไม่พอใจดวงตาก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวแลดุดัน
“ชื่อเสียงของนายน้อยมิเนอร์วาแห่งวังมรณะสาบสูญนั้นกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง รอบด้านล้วนรู้จัก มักจะเอ่ยขานกันถึงความกล้า ความฉลาดเจ้าแผนการ อาศัยตัวเพียงลำพังก็สามารถปลุกไฟที่เคยมอดไปแล้วของผู้คนให้จุดติด พลิกกระดานหมากสงครามจนมีชัยเหนือแทนลายัส แต่เมื่อได้มาพบเห็นเจอกับตัวจึงรู้ว่าไม่ใช่ คนที่ข้าตามหาไม่ใช่ท่านผู้นำแห่งซัลวาโตเร น่าเสียดายที่ไม่ได้พบเจอนายน้อยแห่งวังมรณะ ช่างเสียเวลาเล่นกับเด็กโดยแท้ ต้องมาพูดคุยกับเด็กอันธพาลไม่รู้จักโตเช่นเจ้า…”
“มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก ข้าจะเป็นนายน้อยแห่งวังมรณะสาบสูญก็ช่าง ผู้นำแห่งซัลวาโตเรก็ช่าง หากผู้นำแห่งโคซานอสตราเช่นข้ายอมให้พวกเจ้าได้ง่ายๆ หากครอบครัวอื่นมารู้เข้าคงขายหน้าแล้ว หากพวกเจ้าอยากไปเที่ยวอาณาจักรเลวาก็จ่ายค่าผ่านทางมา แล้วก็พากันไสหัวไปเสียที! อย่าได้คิดว่าข้าไม่รู้ ข้านั้นรู้ดี ว่าใต้รอยยิ้มนั้นของเจ้ามีมีดแหลมจ่อคอรอแทงข้าอยู่… หึ! เสียเวลาชะมัด นึกว่าจะได้พูดกับอสรพิษผู้ฉลาด ที่ไหนได้ก็แค่ทาสของงูดินเฝ้าปราสาท…”
อีกฝ่ายคิ้วกระตุกสะดุ้งจนร่างเด้ง มันโมโหโกรธจนหนวดเคราสั่น ศีรษะโยกขึ้นลงอย่างอดไม่อยู่ เสมือนของสูงที่ตนนั้นเคารพถูกดึงลงมาสู่ที่ต่ำ ความลับนี้มีเพียงระดับสูงของอาณาจักรเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้รับรู้ ด้วยอำนาจแห่งเงินตราหอกแห่งความลับที่เป็นสายสืบข่าว จึงได้รับข่าวสารนี้มาโดยแลกกับของวิเศษอันมีค่า พญาอสรพิษเก้าเศียรที่สถิตอยู่บนยอดของปราสาทนั้น ได้ถูกนับถือบูชาโดยผู้คนเหล่านี้มาอย่างช้านาน แม้แต่กษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรก็ต้องเชื่อฟังอย่างเคารพ ต้องยอมปรนเปรอให้ท่านตามเท่าที่อีกฝ่ายต้องการ
บันทายเองก็พอจะเดาได้ ว่าคนใกล้ตัวองค์ราชานั้นปากโป้ง ถึงข้อมูลนี้จะเป็นความลับ แต่ก็ไม่ลับมากพอหาเงินทองถึง ต่อให้รู้แล้วจะทำอย่างไรได้ มันจึงยืนตัวสั่นยกนิ้วขึ้นสั่นชี้ไปหามิเนอร์วา ปากก็กัดฟันพูดอย่างโกรธแค้น สบถด่าชายหนุ่มอย่างลืมตัว มันผรุสวาทด่าทอไปมากมาย เมื่อหยุดพักหายใจก็กำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณอันน่าสยดสยองนั้น ก็ทำให้มันรีบหุบปากได้สติ ยืนตัวสั่นเก็บความโกรธกลืนลงคอ
“ขีดจำกัดของข้านั้นช่างต่ำนัก ในฐานะเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร ข้าขอเตือนเจ้าไว้สักหนึ่งอย่างก็แล้วกัน อย่าได้เอามือมาแหย่รังแตนเล่น โดยที่เจ้าไม่สามารถรับมือกับแตนคลั่งเหล่านั้นได้ เจ้าเหนื่อยหรือไม่ที่ต้องแสร้งกดพลังวิญญาณลงให้เป็นแค่เหนือมนุษย์ แต่ข้าสามารถบอกได้เลยว่าต่อให้เจ้าเป็นครึ่งเทพ ซัลวาโตเรก็ไม่เคยมอบความหวาดกลัวให้เป็นเครื่องบรรณาการต่อศัตรู…”
มิเนอร์วาจ้องมองบันทายอย่างเคร่งขรึมไม่แยแสในท่าทีของอีกฝ่าย วาจาสิทธิ์อันชอบธรรมของผู้พิทักษ์โชคชะตาแห่งทิศตุลย์กำลังโคจรกระเพื่อมไหวอยู่ภายในกายของชายหนุ่ม เกิดเป็นการเข้ารหัสทางพลังวิญญาณที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก เมื่อปรับแต่งพลังวิญญาณที่ใช้สำหรับกระตุ้นวาจาสิทธิ์อันชอบธรรมเสร็จเรียบร้อย มิเนอร์วาก็จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายหมายจะสะกดด้วยท่าที และเป็นที่แน่นอนว่าการถูกจับจ้องด้วยดวงเนตรมรกตคู่นี้ได้สร้างแรงกดดันให้แก่ตัวมันเองเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มยิ้มเย็นแล้วเอ่ยเสียงเรียบปราศจากท่าทางคุกคาม แต่ก็แฝงเอาไว้ด้วยความเย้ยหยันอยู่ 2 ส่วน
"เจ้าชื่อบันทายสินะ? ให้ข้าเดาพวกเจ้าคงไปพบกับบิดาข้ามาแล้วและถูกปฏิเสธกลับมา ก็เลยหาทางติดต่อเจรจากับข้าผู้เป็นบุตรแทน แต่ก็อย่างที่บอกไปซัลวาโตเรนั้นไม่ใช่อาณาจักร พื้นที่ปกครองของข้าเองก็มีขอบเขตที่จำกัด และนี่ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นเพียงคำเตือน หากยังคิดจะดื้อดึงไม่เชื่อในคำข้า เช่นนั้นคืนนี้เจ้าก็นอนพักเสียที่นี่สักหนึ่งคืนก็แล้วกัน จะได้มีเวลาจดจำในคำเตือนของข้า จงฟังทุกคำเตือนที่ดังขึ้นข้างหูเจ้าในคืนนี้ไว้ให้ขึ้นใจ เพราะถ้าเจ้าฝ่าฝืนคำเตือนนี้เมื่อไหร่ ในอนาคตข้าจะทำให้บนยอดปราสาทสูงแห่งคัมเบีย เต็มไปด้วยเสียงที่ดังกังวานเช่นที่เจ้าจะได้ยินได้สัมผัสในค่ำคืนนี้… เชิญ!"
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้เอ่ยในสิ่งใด มิเนอร์วาผายมือไล่บันทายอย่างไร้อารยะ รู้สึกรำคาญหูรำคาญตาเสียเหลือเกิน คร้านจะเอ่ยพูดด้วยให้เปลืองน้ำลาย ทูตแห่งคัมเบียที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้กำลังเก็บอารมณ์อย่างสุดความสามารถ มันโกรธเสียเหลือเกิน โกรธมากจนหนวดเครานั้นตั้งชี้ บันทายฟึดฟัดหายใจแรงสะบัดหน้าเดินหนีจากไปโดยไม่เอ่ยคำใดอีก
เป็นที่แน่นอนว่าตัวมันไม่เคยเกรงกลัวในตัวเหนือมนุษย์ผู้หนึ่ง โดยเฉพาะคำข่มขู่อันยโสกวนประสาทนั้น ตัวมันเองก็อยากจะรู้เสียเหลือเกิน ว่าในคืนนี้นายน้อยแห่งวังมรณะสาบสูญจะส่งคำเตือนแบบใดมาให้ ทุกอาณาจักรล้วนมีอารยะธรรมเนียมปฏิบัติที่คล้ายกัน นั่นคือการไม่ทำร้ายทูตที่เดินทางเข้ามาเจรจา บันทายแค่นเสียงหึเหยียดหยันอยู่ในใจ อยากจะให้ถึงยามเช้าเสียจนแทบจะทนไม่ไหว มันในฐานะทูตก็มีของวิเศษที่สามารถส่งสัญญาณกลับอาณาจักรคัมเบียได้โดยตรง สามารถแจ้งข่าวกลับไปหาผู้เป็นนายได้อย่างทันที
ชายแดนอาณาจักรคัมเบีย บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันตกซึ่งอยู่ติดกับอดีตอาณาจักรแทนลายัส ภายใต้กระโจมหลวงอันเป็นที่ประทับพักผ่อนของราชาวรมันที่ 2 แห่งราชวงศ์คัมเบีย สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานของเหล่าสตรี ที่ปะปนคลอเคล้ากับเสียงดนตรี ราชาวรมันที่ 2 กำลังยกจอกสุราขึ้นมาจิบ ละเมียดละไมความเลอรสแห่งสุราหมัก จู่ๆ มันก็ขมวดคิ้วมุ่นหายใจเข้าลึก ก่อนที่ใบหน้าจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเหมือนเดิมเพียงเสี้ยววินาที
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าราชาวรมันที่ 2 ผู้นี้เป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง ช่างแตกต่างกับมิเนอร์วาที่ชอบทำตามแต่ใจตัวเองเป็นอย่างมาก เมื่อตัดสินใจได้ราชาแห่งคัมเบียก็ยกจอกสุราชูขึ้นสูง เหล่าขุนนางแลขุนศึกต่างก็ก้มหน้ารับคำสั่งอย่างตั้งใจ เสียงดนตรีได้หยุดลง ในจังหวะเดียวกันกับเสียงหัวเราะที่จางหายไปพร้อมกัน ทุกคนต่างก็ก้มหน้าทำตัวนิ่งรอรับคำสั่ง หลังจากเรียบเรียงคำพูดกับตัวเองอยู่ไม่กี่อึดใจ ก็เอ่ยออกไปเสียงดังฟังชัด
“เจ้าพวกพันทางเพื่อนบ้านของเราสงสัยจะเป็นสุนัขโง่ ตัวข้าวรมันที่ 2 แห่งคัมเบีย เป็นดั่งโอรสฟ้าแลลูกรักของเทพีสวรรค์ ข้ามอบชิ้นเนื้อไร้กระดูกให้พวกมัน แต่กลับไม่ยอมกิน จ้องแต่จะแทะเอากระดูกไว้เก็บกินอย่างคนเขลา เมื่อยามฟ้าสางทอแสงแรกของวัน พวกเจ้าจงตั้งทัพจัดกระบวนรอไว้ให้ดี ข้าอยากจะเห็นเสียเหลือเกิน ว่ามันจะเอาอะไรมาขู่ข้า น่าเสียดายที่การส่งสัญญาณนี้ส่งได้เพียงข้อความสั้นๆ ข้าจึงไม่รู้รายละเอียดมากนัก…”
“หากมันกล้าทำอะไรรุนแรงกับทูตแห่งคัมเบีย เช่นนั้นพวกเจ้าก็จงโถมทุกสิ่งที่มีแล้วบุกตะลุยยึดไปให้ถึงปราสาทอันเป็นใจกลาง หากเจ้าเด็กโง่นั่นอยากเห็นเลือด เช่นนั้นข้าก็จะสาดสงครามละเลงเลือดให้ทั่วแผ่นดินของพวกมัน หลังบันทายกลับมาแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาในรูปแบบใด ช้าเร็วพวกเราก็จะตีรุกคืบเข้าไปอยู่ดี ประวัติศาสตร์จะจารึก บันทึกว่าคัมเบียภายใต้การปกครองของข้า จะกลายเป็นอาณาจักรมหาอำนาจในกาลนี้… อาณาจักรบัดซบตรงหน้านี้เอง ก็ถูกขีดเขียนเอาไว้ ว่าโดนคัมเบียปราบทำลายลงเป็นที่แรก นี่คือประกาศิตแห่งข้าผู้เป็นราชา!”
“น้อมรับประกาศิตฟ้า!”
เกิดเป็นเสียงตอบรับพร้อมกันจนดังลั่น เต็มเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมมีพลัง วรมันที่ 2 กระดกสุราลงคำเดียวจนหมดจอก ท่าทีอันเคร่งขรึมเมื่อก่อนหน้า มันกลับสามารถเปลี่ยนเป็นหัวเราะร่าพึงพอใจได้แทบจะทันที แม้เหล่าเสนาขุนนางทั้งหลายจะไม่ได้จากไปไหน แต่ไพร่พลแห่งคัมเบียก็ได้รับข่าวสารแล้วผ่านสัญญาณของเหล่าแม่ทัพ ภายในกระโจมหลวงงานรื่นเริงได้จบลงแล้ว โต๊ะแผนที่ตัวยาวพร้อมหมากตัวแทนได้ถูกนำมาวางไว้กลางกระโจม เกิดเป็นการประชุมวางแผนการรบกันอย่างเร่งด่วน
ค่ำคืนนี้บรรยากาศช่างเย็นสบาย แม้จะดึกมากแล้วแต่ก็มองเห็นแสงจันทร์ส่องได้ชัด ถึงแม้จะเอ่ยปากออกไปเช่นนั้น แต่มิเนอร์วาก็มีแผนเตรียมรับมือเอาไว้แล้ว ต่อให้อีกฝ่ายบุกเข้ามาจากชายแดน ด้วยความเร็วโดยปกติของครึ่งเทพอย่างมากก็ต้องใช้เวลาเกือบสัปดาห์ ย่อมมีเวลาให้ชายได้ใช้ได้อย่างเหลือเฟือ เฟรเกียเองก็ได้รับข่าวสารแล้วในเรื่องนี้ เอ็มม่าตั้งแต่ต้นจนจบมันเลือกที่จะเงียบรอชมดูอย่างเงียบๆ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะ ตัวมันก็ถือว่ารอดแล้วครึ่งตัว
แน่นอนว่าแอสคลีเพียสผู้มากประสบการณ์ ย่อมมองแผนของพวกมันทั้งสองคนออก แต่ก็ไม่ได้บอกออกไปให้ศิษย์รู้ อยากจะเห็นลูกงูดินเติบโตไปเป็นพญามังกรที่เท่าทันในเรื่องของใจคน มิเนอร์วามีหรือจะไม่รู้ว่าเอ็มม่านั้นคิดสิ่งใดอยู่ สิ่งที่เจ้าบันทายนั่นจะกระทำก็เดาออกได้ง่ายแสนง่าย เวลา 7 วัน ย่อมพอแล้วที่จะรับมือกับพวกมัน ชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจเป็นอย่างมากในเรื่องนี้ หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด พวกมันจะได้ลิ้มรสการสูญเสียที่ไม่รู้จักอย่างน่าหวาดกลัว
ในขณะที่บันทายกำลังยืนชมแสงจันทร์อยู่ภายในห้องพักที่ทางกลุ่มนูเอลนั้นจัดให้ จู่ๆ ก็ปรากฏเสียงแปลกแปร่งลอยมากับสายลมอย่างบางเบา เป็นเสียงที่ฟังแล้วไม่ได้ศัพท์แต่ก็ทำให้เส้นขนนั้นลุกซู่ หัวใจของมันเต้นตุบตับอย่างตื่นตัว นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้านี้ ก็รับรู้ได้แล้วว่าคำเตือนที่มิเนอร์วาได้เอ่ยถึงกำลังจะมาเยือนแล้ว มันกำลังลุ้นอย่างระทึกว่าจะมีสิ่งใดมาตักเตือนมัน มันอยากจะฟังเสียงเตือนนี้เสียเหลือเกิน
มันไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวในตัวเหนือมนุษย์ผู้นี้เลย แต่มันก็จำเป็นที่จะต้องตื่นตัวไม่ประมาทอยู่ตลอดเวลา เป็นเพราะความไม่ประมาทนี้เองจึงทำให้มันมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ แต่แล้วเสียงบางเบานี้กลับหายเงียบไป เกิดเป็นเสียงตึกตักดังขึ้นที่อีกด้านของผนังห้อง ราวกับมีผู้คนกำลังวิ่งวนส่งเสียงดัง ก่อนที่จะมีเสียงพูดคุยบางเบาของสตรีลอยเข้ามา บันทายหันขวับหรี่ตามองอย่างตั้งใจ แต่แล้วมันก็ต้องเบิกตาโตลืมตาขึ้นอย่างประหลาดใจ…