ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 390 : สาส์นเลือดจากวิมาน

จารึกที่ 390 : สาส์นเลือดจากวิมาน : เบิกม่านสงครามสามภพ


เถ้าธุลีของกบฏบรรพกาลหมางเซียว ปลิวหายไปกับสายลมแห่งหุบเขาศิลาจารึก ปราศจากผู้ใดไว้อาลัย ปราศจากผู้ใดจดจำ มันคือจุดจบที่สมควรได้รับสำหรับผู้ที่ทรยศต่อรากฐานและสัจธรรมเพื่อแลกกับลมหายใจที่ถูกล่ามโซ่


บนลานประธานหน้าหอคัมภีร์หมื่นอักขระ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่เสียงถอนหายใจยาวของมู่เฉินจะทำลายความตึงเครียด บรรพชนเฒ่าลอยตัวลงมาแตะพื้นศิลา ใบหน้าที่เคยแบกรับความอัปยศของสำนักมานับหมื่นปี บัดนี้ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด


"เจ็ดหมื่นปีแห่งความอัปยศ... บัดนี้ได้รับการชำระล้างแล้ว อาเจีย" มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เจ้ามิเพียงแต่ปกป้องปัจจุบัน ทว่าเจ้ายังกอบกู้เกียรติยศของอดีตคืนมา"


อาเจียหันมาประสานมือคารวะอาจารย์อย่างนอบน้อม "วิถีแห่งหมื่นอักขระย่อมต้องไร้ซึ่งรอยด่างพร้อยขอรับ ท่านอาจารย์... หมางเซียวเป็นเพียงเศษซากที่สวรรค์ขุดขึ้นมาเพื่อทดสอบศรัทธาของเรา และศิษย์ของข้าก็ได้เห็นแล้วว่า อำนาจจอมปลอมนั้นเปราะบางเพียงใด"


ชายหนุ่มปรายตามองหลินตงและศิษย์รุ่นแรกอีกสี่คน ที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหลัง แววตาของพวกเขาไม่มีความหวาดกลัวต่อความตายอันน่าสยดสยองของหมางเซียว ทว่ากลับทอประกายแห่งความกระหายที่จะศึกษา 'อักขระบัญญัติสูญตา' ที่อาเจียเพิ่งแสดงให้เห็น


"ลุกขึ้นและกลับไปทบทวนเส้นสายที่ข้าได้มอบให้เถิด" อาเจียสะบัดแขนเสื้อเบาๆ "จำไว้ว่า อักขระที่ทรงพลานุภาพที่สุด มิใช่อักขระที่ทำลายล้างขุนเขา ทว่าคืออักขระที่สามารถลบล้างความผิดเพี้ยนของกฎเกณฑ์ได้ จงมุ่งมั่นขัดเกลาเจตจำนงของพวกเจ้าต่อไป"


"ข้าน้อยรับบัญชา!" ศิษย์ทั้งห้าประสานเสียง ก่อนจะล่าถอยกลับเข้าสู่ชั้นที่หนึ่งของหอคัมภีร์


เมื่อศิษย์คล้อยหลังไป เฟิงอี้หรานก็ก้าวเข้ามาตบไหล่อาเจียดังป้าบ "เอาล่ะ ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ กบฏก็กลายเป็นปุ๋ยไปแล้ว... ทีนี้ ปรสิตที่เจ้าส่งขึ้นไปเที่ยวเล่นบนสวรรค์ ส่งข่าวอันใดกลับมาบ้างเล่า? มหาราชันย์เซียนคงไม่กระอักเลือดตายไปแล้วหรอกนะ?"


อาเจียไม่ได้ตอบในทันที ชายหนุ่มหลับตาลง นิ่งงันไปครู่ใหญ่


ทันใดนั้น คิ้วของเขาพลันขมวดเข้าหากัน รอยยิ้มที่เคยมุมปากเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจนสหายทั้งห้าสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงอากาศธาตุ


"สวรรค์มิได้กระอักเลือด อี้หราน..." อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาสีเทาเงินยวงทอประกายอันตรายอย่างถึงขีดสุด "ทว่าพวกมันกำลังเตรียมหลั่งเลือดของผู้คนทั้งสามภพ เพื่อแลกกับการลบชื่อสำนักหมื่นอักขระให้สิ้นซาก"


ฉินมู่หลางกำด้ามกระบี่แน่น "พวกมันมีแผนการใด!"


"หมางเซียวเป็นเพียงหินโยนถามทาง... เมื่อสวรรค์รับรู้ว่าหมางเซียวดับสูญ และวิถีอักขระของข้าสามารถต่อกรกับมิติปิดตายได้ มหาราชันย์เซียนได้ออก 'ประกาศิตโลหิตเทวะ' ไปยังทุกขุมกำลังหลักในมหาทวีปโลกเซียน"


อาเจียกางมือซ้ายออก ปราณจากหยาดหมึกหยดแรกก่อตัวเป็นภาพสะท้อนบางเบากลางอากาศธาตุ เผยให้เห็นม้วนราชโองการสีทองคำที่กำลังแผ่ขยายเหนือทะเลเมฆของวิหารเทพอนันตกาล


"สวรรค์ตราหน้าพวกเราว่าเป็น 'ภัยพิบัติกลืนโลก' ที่จะทำให้ปราณฟ้าดินเหือดแห้ง และประกาศว่า... สำนักใด ขุมกำลังใด หรือตระกูลใด ที่สามารถนำหัวของข้าและพวกเจ้าไปถวายที่วิหารเทพได้... จะได้รับการประทาน 'ที่นั่งแห่งมหาปราชญ์' และสิทธิ์ในการครอบครองสายแร่ศิลาวิญญาณระดับจุติของสามภพ!"


คำประกาศของอาเจียทำให้บรรยากาศในลานประธานเงียบงันไปชั่วขณะ


"ที่นั่งแห่งมหาปราชญ์... และศิลาวิญญาณระดับจุติ!" หลินชิงเสวี่ยเบิกตากว้าง หายใจสะดุด "นั่นมัน... มากพอที่จะทำให้สำนักระดับบรรพกาลที่ซ่อนตัวเร้นกายมานับหมื่นปี ต้องยอมฉีกหน้ากากผู้ทรงศีล ออกมาเข่นฆ่าแย่งชิงกันเลยทีเดียว!"


"สวรรค์ต้องการยืมดาบฆ่าคน" เย่ปิงอวิ๋นกัดริมฝีปาก "พวกมันรู้ว่าการส่งกองทัพสวรรค์ลงมาโดยตรง อาจถูกค่ายกลทวนกระแสของเราย้อนศร จึงใช้รางวัลที่ยั่วยวนที่สุด เพื่อให้คนทั้งโลกเซียนกลายเป็นศัตรูกับเรา... หากเป็นเช่นนี้ แม้ค่ายกลคลุมนภาจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานคลื่นมนุษย์นับล้านที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อความเป็นอมตะได้ตลอดไป"


"พวกหน้าไหว้หลังหลอก!" เฟิงอี้หรานสบถอย่างหัวเสีย "ถ้าพวกมันแห่กันมา ข้าก็จะเผาพวกมันให้เกรียมทั้งหมดนั่นแหละ!"


"การเผาคนนับล้าน มิใช่วิถีที่ยั่งยืน อี้หราน" ฉินมู่หลางเตือนสติสหาย "ปราณของเจ้ามีขีดจำกัด และชีพจรหมื่นอักขระก็มิใช่ว่าจะดึงพลังมาใช้ในการสังหารหมู่ได้โดยไม่เกิดผลกระทบต่อผืนดิน"


อาเจียยกมือขึ้นห้ามการโต้เถียง ชายหนุ่มเดินไปที่ระเบียงตำหนัก ทอดสายตามองลงไปยังชุมชนผู้ลี้ภัยที่ตีนเขา


"พี่มู่หลางกล่าวถูกต้อง... การต้านทานการปิดล้อมจากคนทั้งโลกเซียนภายในหุบเขาแห่งนี้ ย่อมเป็นการรอวันตายอย่างช้าๆ" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่น "สวรรค์คิดจะปิดประตูตีแมว และโยนเหยื่อล่อให้สุนัขบ้าเข้ามารุมทึ้ง ทว่าพวกมันลืมไปว่า... แมวที่พวกมันคิดจะปิดประตูตีนั้น ได้สยายปีกกลายเป็นวิหคแล้ว"


"เจ้ามีแผนการใด อาเจีย?" เฟิงหลิงเอ๋อร์กระโดดลงมายืนข้างๆ เอียงคอถามด้วยความอยากรู้


อาเจียหันกลับมา แววตาของสถาปนิกจอมเจ้าเล่ห์ทอประกายอีกครั้ง


"หากโลกเซียนคิดว่าเราเป็นมารร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในรู... เราก็จะ 'เดินออกไป' ให้พวกมันเห็นหน้า" อาเจียกางพัดจีบกระดูกหยกออก "สวรรค์ใช้รางวัลล่อลวงผู้คน... ข้าก็จะใช้ 'ตรรกะแห่งความจริง' ไปกระชากหน้ากากสวรรค์ให้ผู้คนเหล่านั้นได้เห็น... เราจะไม่ได้ตั้งรับเพียงอย่างเดียว ทว่าเราจะออกไป 'หักล้าง' พันธมิตรของสวรรค์ทีละขั้วอำนาจ!"


"เจ้าจะออกจากหุบเขาศิลาจารึกหรือ?" มู่เฉินขมวดคิ้ว "ทว่า... หากเจ้าออกไป ใครจะค้ำยันค่ายกลคลุมนภาเล่า?"


"ค่ายกลคลุมนภาได้รับการผสานกับชีพจรดินอย่างสมบูรณ์แล้วขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียอธิบาย "ศิษย์รุ่นแรกของเรา โดยเฉพาะหลินตง สามารถใช้เขตกั้นมวลธาตุเพื่อดูแลและซ่อมแซมรอยต่อของค่ายกลได้ และข้าจะมอบหมายให้ ชิงเสวี่ย และ ปิงอวิ๋น อยู่ประจำการที่นี่ ร่วมกับกองทัพพยนต์ศิลาห้าพันตัว เพื่อปกป้องหอคัมภีร์และชุมชน"


"ให้พวกข้าอยู่ที่นี่หรือ?" หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นมองหน้ากัน แม้จะอยากติดตามไปต่อสู้ ทว่าพวกนางก็รู้ดีว่ารากฐานของหุบเขาสำคัญเพียงใด "พวกข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะกางมิติพับซ้อนและพฤกษาพิทักษ์ ปกป้องแผ่นดินนี้ด้วยชีวิต"


"ส่วนข้า พี่มู่หลาง และอี้หราน..." อาเจียหันไปหาขุนพลทั้งสอง "เราสามคน จะเดินทางทะลวงม่านผนึกวัฏจักรออกไปสู่มหาทวีปโลกเซียนเบื้องนอก... พร้อมกับหลิงเอ๋อร์ ผู้เป็นดวงตาแห่งการสอดแนมของเรา"


"ฮ่าๆๆ! ในที่สุดก็จะได้ออกไปยืดเส้นยืดสายเสียที!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่า แส้เพลิงในมือตวัดกวัดแกว่ง


"พวกเราจะไปที่ใดเป็นแห่งแรก อาเจีย?" ฉินมู่หลางเอ่ยถาม สายตาคมกริบดุจกระบี่


อาเจียหุบพัดจีบ ชี้ปลายพัดไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมหาทวีป "ปรสิตสูญตาของข้า ได้ยินมหาปราชญ์เทียนหยวนกล่าวถึง 'หุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ' ซึ่งเป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งในแดนบูรพา พวกมันมีกำลังพลมหาศาลและมีศัสตราวุธที่สามารถตัดม่านผนึกได้... สวรรค์หวังจะใช้พวกมันเป็นกองทัพแรกในการทะลวงค่ายกลของเรา"


ชายหนุ่มแย้มยิ้มลึกล้ำ


"เราจะไปที่นั่น... ไปเยือนหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ ก่อนที่พวกมันจะได้จัดทัพเสร็จ... ข้าอยากจะรู้ยิ่งนัก ว่าคมกระบี่ที่พวกมันภาคภูมิใจ จะสามารถทนทานต่อ 'เหตุผล' ของผู้บัญญัติความจริงได้หรือไม่!"


การตัดสินใจของราชาแห่งหมื่นอักขระ ได้พลิกกระดานหมากของสวรรค์ไปอีกทิศทางหนึ่ง สงครามมิได้ถูกจำกัดอยู่เพียงการตั้งรับในหุบเขาปิดตายอีกต่อไป ทว่ามันคือการเคลื่อนทัพเข้าสู่ใจกลางมหาทวีป การผจญภัยครั้งใหม่ของอาเจียและสหายร่วมรบ เพื่อหักล้างพันธมิตรของสวรรค์และกอบกู้ศรัทธาที่แท้จริง ได้เปิดม่านขึ้นแล้วอย่างสง่างาม!