ตอนที่ 47 ฆ่าให้หมด
หลังจากที่เจมส์วิชออกคำสั่งไปแล้วทหารทั้งหมดในหน่วยของเขาก็พากันยิ้มออกมาอย่างชอบใจและหิวกระหายที่จะฆ่าอย่างรุนแรงเพราะหลายวัยแล้วที่พวกเขาต้องมารอให้พวกบ้านี่ จนในที่สุดพวกมันก็โผล่หัวออกมาให้เห็น......
ซึ่งแผนการของเจมส์วิชก็ไม่ได้ดีอะไรมากเพียงแค่ย่องเข้าไปและเชือดทหารตามจุดต่างๆที่อีกฝ่ายได้จัดวางกำลังเอาไว้เท่านั้น และหากให้เปรียบเทียบกำลังกันแล้วละก็หน่วยของเจมส์วิชก็ต้องมือกับอีกฝ่าย 1-3 เลยทีเดียวแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของพวกเขาหรอกเพราะทุกคนได้รับการฝึกทักษะการฆ่ามาเป็นอย่างดี ถึงแม้จะยังไม่เคยใช้จริงๆแต่ก็ไม่ได้ยากที่จะทำไม่ได้.......
แซก!! แซก!! แซก!!
“นั้นใคร?”
ทหารหมู่แรกของกองทัพเมืองฮาฟดี่ราวๆสามร้อยคนที่กำลังแอบซุ่มอยู่ห่างจากหมู่อื่นๆ และมัวแต่จดจ้องอยู่แต่กำลังการมาของคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นจู่ๆ ก็มีทหารนายหนึ่งได้ยินเสียงแหวกหญ้าและเสียงแปลกๆ จากด้านหลังของตนทหารนายนั้นจะได้ตะโกนออกมาเบาๆ พร้อมกับอาวุธของตนไปทางเสียงที่เกิดขึ้นมา.......
ฟิ้ววววว!!
ฉึบ!!
อั๊ก!!
แต่ยังไม่ทันที่ทหารนายนี้จะได้รับคำตอบใดๆเสียงแหวกผ่านอากาศก็ดังขึ้นเบาๆพร้อมกับวัตถุบางอย่างที่พุ่งออกมาจากพุ่มไม้เบื้องหน้าของทหารนายที่หันมาก่อนที่มันจะพุ่งผ่านลำคอของทหารนายนี้ไปอย่างไม่ปรานีซึ่งทำให้ที่คอของทหารนายนี้มีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมากก่อนที่ร่างของทหารจะล้มลงและตายคาที่........
ตุบ!!
“เห้ยเกิดอะไรขะ........ขึ้น!” ทหารคนอื่นๆที่หันหลังอยู่ เมื่อได้ยินเสียงแปลกๆ ของเพื่อนพวกมันก็พากันหันกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนของมันได้ตายไปแล้วแต่ก่อนที่ทหารเหล่านี้จะได้พูดหรือส่งเสียงอะไรไปมากกว่านั้น วัตถุที่สังหารทหารคนแรกก็ได้พุ่งตามออกมาเป็นจำนวนมาก......
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!!
ฉึบ ฉึบ ฉึบ!!
อั๊ก!! อ้า!!
ทหารฝ่ายเมืองฮาฟดี่ทั้งสามร้อยนายที่ประจำการอยู่ ณ ที่นี้ตายก็ถูกลูกธนูขนาดเล็กสังหารไปจนหมดไม่เหลือสักคนเดียวและไม่ทันได้ส่งสัญญาณใดๆ บอกพวกของพวกมันด้วย.......
ซึ่งการโจมตีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ซุ่มตรงนี้ที่เดียวแต่ยังมีที่ซุ่มอื่นๆ อีกสี่ที่ด้วยกันที่ถูกโจมตีในลักษณะนี้โดยทั้งห้าพื้นที่ซุ่มนี้มีกำลังทหารของฝ่ายเมืองฮาฟดี่อยู่ทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อยนายทีเดียวถือได้ว่าเป็นการลดจำนวนของอีกฝ่ายได้ถึงครึ่งหนึ่งเลย......
ภายในเวลาแค่ไม่ถึงห้านาทีกองกำลังสามพันก็เหลือเพียงครึ่งแล้วและยังคงลดลงเรื่อยๆ ด้วยโดยที่นายกองแหละเหล่าหัวหมู่ทั้งหลายที่อยู่ภายในกระโจมไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเลยแต่หลังจากที่สังหารทหารไปมากกว่าสองพันสองร้อยนายแล้ว จู่ๆสัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้น.......
ปูนนนนน!!
มีผู้บุกรุก!!
มีผู้บุกรุก!!
เสียงร้องตะโกนลั่นของเหล่าทหารที่อยู่ในพื้นที่ซุ่มอื่นๆที่ยังไม่ถูกโจมตีดังขึ้น ทำให้เหล่าทหารทั้งหมดเกิดความวุ่นวายขึ้นเพราะหัวหมู่ของพวกมันไม่ได้อยู่ด้วยในตอนนี้ทำให้มีทหารอีกกว่าสองร้อยนายที่ถูกสังหารไปด้วยลูกธนูสั้นที่ยิงจากบาเลสต้าขนาดเล็ก......
“เกิดอะไรขึ้น!!”นายกองผู้นำทัพสามพันคนรีบวิ่งออกมานอกกระโจมของมันทันที โดยที่มีหัวหมู่ทั้งหลายวิ่งตามออกมาด้วยความตื่นตระหนกตกใจ......
“เรียนท่านนายกองพวกเราถูกกองกำลังไม่ทราบที่มาซุ่มโจรตีขอรับไม่รู้ว่าเราเสียกำลังพลไปมากเท่าไหร่แล้ว แต่ไม่มีการตอบกลับจากจุดซุ่มอื่นๆก่อนหน้านี้เลย!” ทหารนายหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับนายกองฟัง......
“ถูกซุ่มโจมตี? เป็นไปได้ยังไงกันที่นี่มันเป็นเขตเมืองของเราอีกอย่างพวกเราก็ทำการสำรวจพื้นที่โดยรอบแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แล้วจะมีกองกำลังที่สามารถบุกซุ่มโจมตีเราได้ยังไงกัน?” นายกองถึงกับหน้าชาไปเลยเมื่อได้ยินแบบนั้นมันไม่เข้าใจว่ามีกองกำลังอย่างที่ว่าได้อย่างไร......
“ตอนนี้เหลือกำลังพลอยู่เท่าไหร่?” หัวหมู่คนหนึ่งถามขึ้น......
“ตอนนี้เหลือจุดซุ่มที่หนึ่งกับสองและสามอีกเล็กน้อยขอรับที่ยังติดต่อกันได้ขอรับส่วนที่เหลือเราติดต่อพวกเขาไม่ได้เลย!”
“หนึ่งกับสองและสามอีกเล็กน้อย? บ้าน่า!!นั่นมันเหลือไม่ถึงพันคนเลยนะ!!”หัวหมู่คนที่ถามถึงกับหน้าเสียเลยทีเดียวเมื่อได้ยินจำนวนทหารที่เหลือเพราะเพียงแค่ชั่วพริบตาที่พวกมันละจากการตรวจดูหมู่ของพวกมันเองก็แค่ไม่กี่สิบนาทีเอง.......
“สั่งการออกไป ให้รีบเรียกทหารที่เหลือทั้งหมดกลับมาที่นี่โดยเร็ว!!”นายกองเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้วตนจึงตัดสินใจเรียกรวมทุกคนมาอยู่ที่เดียวกัน......
ขอรับ!!
เมื่อทหารนายนั้นได้รับคำสั่งแล้วมันก็รีบวิ่งออกไปเพื่อส่งสัญญาณให้ทหารที่เหลือถอยทัพกลับมารวมกันที่กระโจมหลักในทันที.......
ปูนนนนน!!
“ถอยทัพ!! นั้นมันสัญญาณให้ถอยทัพ!!”
“กลับไปที่กระโจมท่านแม่ทัพก่อน!!”
ทหารหลายคนเริ่มส่งเสียงบอกเพื่อนๆของตนที่ทำการป้องกันลูกธนูอย่างสุดใจอยู่ ในเตรียมตัวถอยทัพกลับไปยังกระโจมนายกองแต่ว่าลูกธนูที่หน่วยของเจมส์วิชยิงออกมานั้นมันต่อเนื่องมากซะจนไม่มีช่องว่างให้อีกฝ่ายถอยได้เลย......
ฟิ้ว!!! ฟิ้ว!! ฟิ้ว!!
ฉึบ!! ฉึบ!! ฉึบ!!
อ้า!!
“ไอ้พวกบัดซบเอ้ย!!แน่จริงก็ออกมาสู้กันตัว........อั๊ก!!”
“โธ่โว้ย!! ถอยไม่ได้เลย ศัตรูยิงธนูแม่นเกินไป!!”
“พวกมันเป็นใครกัน ไม่รู้หรือยังไงว่าพวกเราเป็นทหารของเมืองฮาฟดี่!!?”
ยิ่งปล่อยเอาไว้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงความวุ่นวายและความหวาดกลัวได้เกาะกุมหัวใจของเหล่าทหารที่ไม่สามารถถอยกลับมาได้แต่ในวินาทีนั้นเอง ลูกธนูที่กระหน่ำยิงอย่างต่อเนื่องเมื่อครู่นี้ก็ได้หยุดลงไม่มีลูกธนูใดถูกยิงออกมาอีกเลย......
“พวกมันหยุดยิงแล้ว?”
“ระวังมันเป็นกับดักของศัตรู!!”
“ไม่เอาแล้ว!! ข้าไม่เอาแล้ว!!ไม่เห็นเหมือนที่พูดเอาไว้เลยนิ่? ไหนบอกว่าแค่จะมาซ้อมรบเท่านั้นไง?แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้!!”
“ขืนยังอยู่อย่างนี้คงไม่รอดแน่ข้าไม่อยู่แล้วข้าจะไป!!”
จู่ๆ ก็มีทหารนายหนึ่งลุกขึ้นและวิ่งหนีออกไปอย่าไม่คิดชีวิตซึ่งทหารคนอื่นๆ ต่างก็คิดว่าทหารนายนั้นต้องถูกธนูรุมยิงแน่ๆแต่ผลกลับไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิดทหารนายนั้นสามารถวิ่งหนีไปได้โดยที่ไม่ถูกธนูยิงตาย และเมื่อทหารคนอื่นๆเห็นแบบนั้นความหวังที่จะมีชีวิตรอดของพวกเขาก็บังเกิดขึ้นมาและทุกคนก็พากันทิ้งอาวุธและโล่ของตนและเริ่มออกตัววิ่งอย่างไม่คิดชีวิต.......
“ฆ่าพวกมันให้หมด!”
ทันทีที่เจมส์วิชเห็นทหารพากันวิ่งหนีโดยได้ทิ้งโล่และอาวุธลงเจมส์วิชก็ยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมเกรียมก่อนจะสั่งให้ทหารในหน่วยเริ่มยิงธนูอีกครั้ง.......
ขอรับ!!
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!!
ฉึบ!! ฉึบ!! ฉึบ!!
อ้า!! อั๊ก!!
ม่ายยยยยย!!
เหล่าทหารผู้น่าสงสารทั้งหมดตรงนี้ล้วนถูกธนูยิงตายทั้งหมดไม่เหลือสักคนเดียวมันเป็นเพราะว่าพวกเขาตัดสินใจที่จะทิ้งโล่ที่อยู่ในมือของพวกเขาและเลือกที่จะวิ่งหนีตามทหารนายแรกไปเพราะคิดว่าเจมส์วิชได้หยุดยิงและจากไปแล้ว.......
“หัวหน้าตอนนี้ทหารของศัตรูไปรวมกันที่กระโจมหลักของนายกองพวกมันแล้วมีทหารที่รอดไปได้ประมาณห้าร้อยกว่าคนรวมถึงคนที่ได้รับบาดเจ็บด้วย” คนสนิทของเจมส์วิชรีบวิ่งมารายงานเขาในทันทีเกี่ยวกับจำนวนทหารของฝ่ายศัตรูที่หนีไปได้......
“อื้ม สั่งการให้ทุกคนไปปิดล้อมพวกมันเอาไว้พวกเราจะใช้ธนูระดมยิงพวกมันให้พรุน!!”เจมส์วิชยังคงคิดที่จะใช้ลูกธนูจนวินาทีสุดท้ายในการสังการอีกฝ่ายเพราะมันเป็นวิธีที่จะทำให้เขาเสียทหารในหน่วยน้อยที่สุดซึ่งเป็นอากอร์นเองที่ได้บอกชายหนุ่มก่อนมาเกี่ยวกับกลยุทธ์นี้.......
ขอรับหัวหน้า!!
ทหารทั้งหนึ่งพันนายในหน่วยของเจมส์วิชที่กระจัดกระจายตัวกันอยู่จากพื้นที่ซุ่มโจมตีต่างๆของศัตรูก็ได้กลับมารวมตัวกันและเก็บเอาลูกธนูจากศพเอาไว้เพื่อใช้ในการระดมยิงในครั้งสุดท้ายนี้ซึ่งพวกเขาอาจจะต้องใช้พวกมันทุกดอกเลยก็ว่าได้.......
ห่างออกไปจากสนามต่อสู้ประมาณสองกิโลเมตร ณคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์.......
“เมื่อครู่นี้มันเสียงสัญญาณถอยทัพนิา? ดูท่าด้านหน้าจะมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นนะท่านหัวหน้า”โจเซฟที่ได้ยินเสียงแตรสัญญาณของกองทั่เมืองฮาฟดี่เมื่อครู่นี้เขาก็ถึงกับตาเป็นประกายทันที......
“ถูกต้องแล้ว มันเป็นเสียงสัญญาณให้ถอยทัพและดูเหมือนว่าการต่อสู้จะอยู่ไม่ไกลจากคณะเดินทางของพวกเราด้วย”โมรันผู้ที่เป็นหัวหน้านั้นรู้ดีถึงสัญญาณศึกต่างๆและการที่ได้ยินเสียงสัญญาณศึกแบบนี้ก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเลย.....
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปดูกันเถอะ เผื่อมีคนต้องการให้พวกเราช่วยเหลือ!”โจเซฟรีบเสนอความคิดเห็นในการไปที่สนามรบในทันทีเพราะเขาเบื่อที่จะต้องมาอยู่แบบนี้เต็มทนแล้ว......
“ไม่ได้!!ห่างพวกเราเข้าไปที่สนามรบแล้วเกิดเจอพวกไม่หวังดีกับพวกเราจะทำยังไง? ตอนนี้ไม่ได้มีเพียงพวกเราเหล่าอัศวินนะโจเซฟ! พวกเรายังมีเหล่านักบวชและท่านนาเดียร์อยู่ด้วย!”โมรันรีบหันกลับไปตวาดใส่โจเซฟทันที เพราะคณะเดินทางนี้ไม่ได้มีแต่อัศวินซึ่งหน้าที่และภารกิจของพวกเขาก็คือการไปให้ถึงเมืองเซนต์จูรี่.......
“แต่ว่า........”
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นแหละโจเซฟเจ้าเองก็รู้ว่าพวกเรานั้นต้องทำหน้าที่ปกป้องท่านนาเดียร์และเหล่านักบวชทั้งหมดหากพวกเราไปที่สนามรบและเกิดอะไรขึ้นกับท่านนาเดียร์จะทำยังไง!”
“ใช่แล้วโจเซฟถึงแม้ว่าผู้คนจะให้ความเคารพต่อพวกเราโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ใช้ว่าจะทุกคนซะเมื่อไหร่ ยิ่งในเขตพื้นที่ทุรกันดารบ้านนอกแบบนี้ด้วยแล้วเจ้าคงไม่อยากให้ท่านนาเดียร์ไปเสี่ยงหรอกใช่ไหม?”
“แต่ถ้าเจ้าต้องการที่จะไป เจ้าก็ไปคนเดียวเถอะแต่หากเกิดอะไรขึ้นมากับเจ้าพวกเราคงไม่อาจไปช่วยเจ้าได้!”
เหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆต่างก็พูดเตือนโจเซฟชายหนุ่มผู้เลือดร้อน เพราะพวกเขารู้ว่าชายหนุ่มนั้นเป็นคนยังไงดังนั้นจึงมีทั้งคนห้ามและคนยุให้เขาไปทำตามใจชอบเลยแต่ผลที่เกิดขึ้นพวกเขาจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งนั้น......
“เฮ้อ......ข้าเข้าใจแล้ว!”อัศวินหนุ่มโจเซฟถึงกับทำหน้าเศร้าออกมาอย่างช่วยไม่ได้แต่เมื่อเขามาคิดดูตามที่ทุกคนพูดแล้ว มันก็เป็นจริงอย่างที่ทุกคนว่ามาเพราะเขาไม่ได้มาแค่เหล่าอัศวินแต่ยังมีเหล่านักบวชที่ไม่ได้เก่งเรื่องการต่อสู้ด้วย......
“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้วโจเซฟ เอาละทุกคน!!พวกเราจะใช้เส้นทางเลี่ยงอ้อมสนามต่อสู้ไปอีกทางแทนถึงแม้ว่ามันจะ.......นั้นใคร!!” ในขณะที่โมรันกำลังจะสั่งให้คณะเดินทางเปลี่ยนทิศทางนั้นจู่ๆ เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงการมาของคนกลุ่มหนึ่งจากหลังต้นไม้ด้านหน้า........
พรึบ!!