ตอนที่ 11 เดินทาง (2)
อันที่จริงเขาไม่กลัวหนาว อย่างไรเสียถึงแม้ค่ายทหารนี้จะหนาวทรมาน แต่รับมือได้มากกว่าสายลมยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่อยู่นอกจวนอ๋อง จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดท่านอ๋องของเขาถึงนิสัยเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เห็นๆ อยู่ว่าคืนก่อนหน้านั้นยังโมโหโกรธาตรัสวาจาเ็าใส่เขา ทว่าเพียงชั่วพริบตาราวกับเปลี่ยนไปเป็อีกคน เอาใจใส่เป็ห่วงเสียทุกเื่ ถึงขนาดทำให้เขารู้สึกไม่ชินไปชั่วขณะ เกิดความรู้สึกหวาดกลัวราวกับฝันไปอยู่บ่อยครั้ง
เขาเคยกังวลว่า ท่านอ๋องรู้ความจริงเื่พิษในร่างกายของเขาแล้วหรือไม่ รู้เื่ที่เขามีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้วหรือเปล่า ทว่าเขาอยู่กับท่านอ๋องมาั้แ่เด็กจนโต รู้จักนิสัยของท่านอ๋องดีเสียยิ่งกว่าใคร หากท่านอ๋องรู้เื่นี้ เกรงว่าคงไปไล่ฆ่าถึงจวนของซ่งจื่อเซวียนแล้ว มีหรือยังจะมีสติอย่างในตอนนี้อีก
แม้ยากนักที่จะไขข้อสงสัยภายในใจได้ ทว่ากลับจนปัญญาที่จะถามออกมา อย่างไรตอนนี้ท่านอ๋องก็ได้รู้โฉมหน้าที่แท้จริงของซ่งจื่อเซวียนแล้ว ทำอะไรก็สุขุมรอบคอบกว่าเมื่อก่อนมาก แม้สักวันหนึ่งเขาจะไม่อยู่แล้ว ท่านอ๋องของเขาก็น่าจะใช้ชีวิตให้ดีต่อไปได้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา
อาจเพราะเมื่อกลางวันนอนไปมาก เวลานี้จึงยังไม่เกิดความง่วง มู่ชิวนั่งพิงขอบเตียงพักสายตาอยู่สักพักก็นั่งขัดสมาธิฝึกลมปราณภายในร่างกาย ร่างกายของเขาในตอนนี้แทบจะอยู่ได้ด้วยกำลังภายใน ่หลายวันมานี้ฝึกกำลังภายในน้อยลงไปมากเพราะวุ่นเื่เดินทัพ แม้จะยังเพียงพอให้ประคองร่างกายไปได้อีกระยะหนึ่ง ทว่าเหตุการณ์ในสนามรบเปลี่ยนแปลงได้เสมอ บอกไม่ได้ว่ายามใดจะเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น เขาเองก็ไม่กล้าเป็ตัวถ่วงมากนัก
ตอนที่ซ่งจื่อเฉินกลับมาก็เห็นมู่ชิวกำลังนั่งขัดสมาธิฝึกกำลังภายในอยู่ที่เตียง เนื่องจากเืลมภายในร่างกายไม่ไหลเวียน ลมปราณของเขาจึงติดขัดมากกว่าคนปกติ การเดินลมปราณของคนปกติหนึ่งรอบ เขากลับทำได้เพียงครึ่งรอบกว่า ทั้งยังต้องทนกับความเ็ปตามจุดลมปราณแต่ละที่อย่างยากจะหลีกเลี่ยง เวลานี้เห็นเขาดวงตาม่วงคล้ำริมฝีปากซีดเซียว เม็ดเหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผาก เห็นได้ชัดว่ากำลังอยู่ใน่ที่ยากลำบากที่สุด
คนฝึกวิทยายุทธ์ถือมากเื่การรบกวนเวลาฝึกกำลังภายใน หากไปขัดจังหวะโดยไม่ระวังก็จะาเ็จากแก่นแท้ได้ง่าย ซ่งจื่อเฉินยกมือบอกให้ทหารติดตามถอยออกไป ส่วนตนเองถอดชุดคลุมออกแล้วเดินย่องไปข้างเตียง รอคนตรงหน้าเดินลมปราณภายในจนครบหนึ่งรอบอย่างที่แทบจะกลั้นหายใจ
เดิมทีประสาทการฟังของมู่ชิวก็ไวกว่าคนทั่วไปมาก ย่อมรู้สึกได้ถึงการมีตัวตนของซ่งจื่อเฉินนานแล้ว เพียงแต่ในใจของเขาเชื่อมั่นว่าซ่งจื่อเฉินไม่มีทางทำร้ายเขา ด้วยเหตุนี้กำลังภายในจึงยังคงนิ่งสงบไม่เกิดการผิดปกติแม้แต่น้อย เคลื่อนไปตามจุดลมปราณหลายจุดสุดท้ายอย่างเป็ระเบียบ จนในที่สุดก็ค่อยๆ ผ่อนลง หายใจออกอย่างแ่เบา เงยหน้ามองซ่งจื่อเฉินพลางยิ้มให้ “ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“วันนี้ไม่มีอะไรเลยตรวจเร็วหน่อย”
ซ่งจื่อเฉินโล่งอก สาวเท้าเข้าไปหามู่ชิว โอบประคองไหล่ด้วยความเป็ห่วง “ข้าเห็นเ้าดูลำบากตอนฝึกลมปราณ...อย่าฝืนตัวเองมากเกินไป รักษาร่างกายให้ดีก่อนค่อยว่ากัน ถ้าฝืนฝึกเกรงว่าจะาเ็ถึงแก่นลึก”
มู่ชิวไม่มีแก่นลึกให้าเ็นานแล้ว พอได้ฟังในใจก็อดรู้สึกหม่นลงไปชั่วขณะไม่ได้ แต่กลับยิ้มพลางพยักหน้า “ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย กระหม่อมรู้จักประมาณตน ไม่มีทางฝืนตัวเองจนเกินไปอย่างเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าได้ยินมาว่าในยุทธภพมีหุบเขาโอสถอยู่แห่งหนึ่ง หมอเทวดาของที่นั่นรักษาหายทุกโรค ไว้เสร็จาครั้งนี้ หากไม่มีเื่อะไรแล้ว ข้าจะขอเสด็จพ่อลาหยุดแล้วพาเ้าไปที่นั่นสักครั้ง”
ซ่งจื่อเฉินบอกพลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผากให้มู่ชิว ก่อนจะหยิบชุดคลุมของเขาที่วางผิงไฟอยู่มาคลุมให้มู่ชิวอย่างรัดกุม “ใส่เสื้อผ้าบางขนาดนี้ ซ้ำยังเปียกเหงื่อจนชุ่มอีก ถ้าเ้าไม่หนาวก็คงไม่มีใครหนาวแล้ว...”
“ท่านอ๋องตรัสเพียงนี้ กระหม่อมก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรแล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวยกมือกระชับชุดคลุมที่อยู่บนตัวให้แน่นขึ้น ยิ้มพลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ใส่เสื้อผ้าบางจะทำให้หนาว ใส่มากไปเหงื่อก็ออก ทั้งยังจะทำให้หนาวอีก หากมิใส่อะไรเลยก็จะยิ่งหนาวจนทนไม่ไหว...”
“...” สัญชาตญาณของซ่งจื่อเฉินบอกว่ามู่ชิวกำลังเถียงข้างๆ คูๆ อย่างเห็นได้ชัด ทว่ากลับคิดหาคำอธิบายที่ดีกว่าออกมาไม่ได้ไปชั่วขณะ เอามือจิ้มบ่าของมู่ชิวด้วยความจนปัญญาพลางถอนหายใจ “คราวหน้าควรเอาระฆังทองคุ้มกายขังเ้าไว้ข้างใน แบบนั้นได้ผลแน่นอน”
มู่ชิวไม่ทันตั้งตัว เขาสำลักไอติดกันหลายครั้ง อดส่ายหน้าหลุดหัวเราะไม่ได้ “ไม่พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง ระฆังทองคุ้มกายไม่ใช่อาวุธแต่เป็วรยุทธ์ เป็วิชาฝึกกำลังแบบหนึ่ง หากฝึกสำเร็จก็คล้ายกับมีระฆังทองคุ้มกันทุกส่วนของร่างกาย คมหอกคมดาบยากจะทำอันตราย หากท่านอ๋องประสงค์ให้กระหม่อมฝึกวิชานี้ เกรงว่าคงได้กลายเป็ชายฉกรรจ์ที่มีพลังมหาศาลแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื่อเฉินไม่รู้เื่วรยุทธ์พวกนี้มากนัก พอได้ฟังมู่ชิวพูดถึงเข้าใจ กระแอมเล็กน้อยด้วยความเขินอาย เผลอจินตนาการถึงท่าทางของมู่ชิวตอนมีพลังมหาศาลแล้วก็อดตัวสั่นไม่ได้ “ถ้าเช่นนั้นก็ช่างเถอะ วิชานี้เ้าฝึกไม่ได้ ให้ข้าฝึกยังพอทำเนา...”
“ท่านอ๋องจะฝึกวิชาระฆังทองคุ้มกายไปทำอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวกะพริบตาด้วยความฉงน พลางเอ่ยถามอย่างสงสัย ซ่งจื่อเฉินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เม้มริมฝีปากแล้วพูดอย่างฮึกเหิม “ข้า...ข้าฝึกเอาไว้รังแกเ้าก็คงได้ใช่หรือไม่ ห้ามหัวเราะ...ข้าพูดจริงนะ!”