ม่านหมอกสีขาวโพลนยามเช้าโรยตัวปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณของโรงเตี๊ยมรักพักใจจนดูราวกับเป็นเกาะร้างที่ลอยอยู่กลางทะเลเมฆ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำค้างที่กลั่นตัวจากใบไม้หยดลงสู่พื้นดิน ติ๋ง... ติ๋ง... ราวกับจังหวะเวลาที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าหลังจากพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำมาตลอดทั้งคืนได้สงบลง
สามพี่น้องตระกูลหวังยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมในชุดจอมยุทธที่ดูเรียบร้อยสะอาดตา ทว่าแววตาของพวกนางกลับไม่อาจปกปิดร่องรอยแห่งความแตกสลายภายในได้ ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจและศักดิ์ศรี บัดนี้กลับซีดเซียวและเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ดวงตาที่เคยคมกริบและเฉียบแหลม บัดนี้กลับดูเลื่อนลอยและไม่มีจุดหมาย ราวกับผู้ที่เพิ่งตื่นจากฝันร้ายที่ยาวนานและยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือภาพมายา
หวังฉี พี่ใหญ่ผู้เคยสุขุมเสียดาย ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่สั่นเทา มือของนางกำเป็นกำปั้นแน่นจนข้อมือขาวซีด ความทรงจำของคืนที่ผ่านมายังคงชัดเจนในจิตใจ ทุกสัมผัส ทุกเสียงครวญคราง ทุกความรู้สึกที่เธอไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่ในตัวเอง ความอัปยศที่ได้ทำสิ่งที่น่าอายต่อหน้าน้องสาวทั้งสอง ความรู้สึกผิดที่ได้แข่งขันกับพี่น้องเพื่อความสนใจของชายคนเดียว และที่น่ากลัวที่สุด... ความปรารถนาที่ยังคงแอบแฝงอยู่ในใจที่อยากจะกลับไปสัมผัสกับความสุขนั้นอีกครั้ง
หวังลู่ พี่สาวคนรองผู้เคยดุดันและเข้มแข็ง บัดนี้กลับยืนอยู่ด้วยท่าทางที่อ่อนระทวย ความดุดันที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความอ่อนหวานที่แปลกประหลาด ริมฝีปากของนางยังคงอิ่มเอมจากการที่ได้สัมผัสกับอาหลาง ความทรงจำของความรุนแรงและความหลงใหลที่เขาให้กับนางทำให้ร่างกายของนางยังคงสั่นเทาด้วยความคิดถึง นางรู้สึกว่าไม่มีใครจะเข้าใจและตอบสนองความต้องการที่ลึกซึ้งที่สุดของนางได้เหมือนเขา
หวังซื่อ น้องเล็กผู้เคยใสซื่อและไร้เดียงสา บัดนี้กลับมีแววตาของผู้หญิงที่รู้จักรสชาติของความรัก ความบริสุทธิ์ที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกใหม่ที่ทำให้นางรู้สึกทั้งอับอายและภาคภูมิใจ ความทรงจำของความอ่อนโยนในการเปิดบริสุทธิ์ยังคงชัดเจนในจิตใจ นางรู้สึกว่าตนเองได้มอบสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดให้กับคนที่ควรค่า แต่ก็รู้สึกว่างเปล่าเมื่อไม่ได้อยู่ใกล้เขา
บรรยากาศระหว่างสามพี่น้องเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกนางไม่กล้าสบตากัน ไม่กล้าเอ่ยปากพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ความเงียบที่หนักอึ้งนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ความอาย และความสับสนที่ไม่รู้จะจัดการอย่างไร
หวังลู่และหวังซื่อขึ้นม้าไปก่อนด้วยท่าทางรีบร้อน ราวกับต้องการจะหนีไปจากสถานที่ที่พรากเอาศักดิ์ศรีของพวกนางไป ทว่าลึกๆ ในใจกลับถวิลหาความรุ่มร้อนนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความขัดแย้งภายในจิตใจทำให้พวกนางรู้สึกเหมือนถูกฉีกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งต้องการจะลืมทุกอย่างและกลับไปเป็นจอมยุทธหญิงผู้สูงศักดิ์เหมือนเดิม แต่อีกส่วนหนึ่งกลับอยากจะกลับไปหาความสุขที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนนั้น
หวังลู่ขณะที่ปรับอานม้า ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ ที่เตือนใจถึงความรุนแรงของเมื่อคืน แต่แปลกที่ความเจ็บปวดนั้นกลับทำให้นางรู้สึกถึงความพึงพอใจอย่างลึกซึ้ง ราวกับว่าเป็นเครื่องหมายแห่งการเป็นเจ้าของ นางลอบมองไปที่โรงเตี๊ยมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
หวังซื่อที่เพิ่งสูญเสียความบริสุทธิ์ไป รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ร่างกายของนางราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนาน ความรู้สึกใหม่ๆ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนยังคงอวลอยู่ในจิตใจ ทำให้นางรู้สึกทั้งอับอายและคิดถึงสัมผัสของอาหลางอย่างปฏิเสธไม่ได้ นางมองดูมือของตัวเองที่เคยบริสุทธิ์ บัดนี้กลับรู้จักการสัมผัสร่างกายชาย และความทรงจำนั้นทำให้ใบหน้าของนางแดงก่ำขึ้นมา
หวังฉี พี่ใหญ่ผู้สง่างามยืนรั้งท้าย นางกุมบังเหียนม้าไว้แน่นจนข้อขาวซีด ความทรงจำของการที่ได้ถูกอาหลางครอบงำยังคงชัดเจนในจิตใจ ความรู้สึกที่ได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยพลัง การที่เขาทำให้นางรู้สึกถึงความเป็นหญิงสาวอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองได้ "สมบูรณ์" ขึ้นในฐานะหญิงสาว แต่ก็รู้สึกผิดที่ได้ทำสิ่งที่ผิดศีลธรรม
ในขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าขึ้นสู่หลังม้า อาหลาง ในคราบเสี่ยวเอ้อผู้แสนดีก็เดินเข้าไปใกล้ เขาแสร้งทำเป็นช่วยจัดแจงสัมภาระที่ข้างอานม้าให้เรียบร้อย ทว่าในจังหวะที่นางก้มลงมานั้น อาหลางกลับโน้มตัวเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดซอกคอที่ยังมีรอยกัดสีแดงเข้มของนาง รอยกัดที่เป็นเครื่องหมายแห่งการครอบครองที่เขาทิ้งไว้เมื่อคืน
เขาไม่ได้เอ่ยด้วยเสียงอันดัง แต่เป็นเพียงคำกระซิบที่แผ่วเบาประดุจเสียงลมพัดผ่านใบไผ่ ทว่ามันกลับสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของสตรีผู้ยึดมั่นในธรรม
"คราวหน้า... ข้าจะเลือกเจ้าเป็นคนแรก... หวังฉี"
คำพูดนั้นเรียบง่ายทว่าร้ายกาจประดุจเข็มพิษที่อาบน้ำผึ้ง อาหลางไม่ได้เรียกนางว่า "แม่นาง" หรือ "ท่านจอมยุทธ" แต่กลับเรียกชื่อของนางตรงๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความต้องการและความเป็นเจ้าของ ราวกับว่านางไม่ใช่จอมยุทธหญิงผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป แต่เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาต้องการครอบครอง
หวังฉีตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองรบ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เพิ่งพยายามก่อร่างสร้างขึ้นมาใหม่พังทลายลงอีกครั้งเพียงเพราะประโยคเดียว ความอิจฉาที่มีต่อน้องสาวที่เคยได้รับความสนใจก่อนในคืนนั้นถูกชะล้างออกไปด้วยคำสัญญาที่แสนวิปริตนี้ นางหันมาสบตาอาหลางครู่หนึ่ง ดวงตาที่เคยคมกริบบัดนี้ฉ่ำวาวด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสยบยอม
คำว่า "คนแรก" นั้นมีความหมายมากกว่าที่ผิวเผิน มันหมายถึงการที่นางจะได้รับความสนใจก่อนน้องสาวทั้งสอง หมายถึงการที่นางจะเป็นคนสำคัญที่สุดในสายตาของเขา และที่สำคัญที่สุด... มันหมายถึงการที่นางจะได้กลับมาสัมผัสกับความสุขที่ไม่เคยลืมเลือนนั้นอีกครั้ง
นางไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงแต่พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะควบม้าจากไปในม่านหมอก ทว่าอาหลางรู้ดี... นับจากวินาทีนี้ไป ทุกย่างก้าวที่นางเดินออกห่างจากโรงเตี๊ยม ใจของนางจะยิ่งโหยหาการกลับมา เพื่อเป็น "คนแรก" ในอ้อมกอดของมารร้ายตนนี้
เมื่อเสียงเท้าม้าเริ่มดังขึ้นบนถนนลูกรัง สามพี่น้องตระกูลหวังเดินทางไปด้วยความเงียบที่หนักอึ้ง ม่านหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง ทำให้พวกนางรู้สึกเหมือนกำลังเดินทางผ่านโลกที่แปลกประหลาดและไม่คุ้นเคย ราวกับว่าพวกนางได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ไปแล้ว
หวังฉีขี่ม้านำหน้าด้วยท่าทางที่พยายามรักษาความเป็นพี่ใหญ่ ทว่าในใจลึกๆ กลับคิดถึงคำสัญญาของอาหลางอย่างไม่หยุดหย่อน "คนแรก" คำนี้ก้องอยู่ในหัวของนางเหมือนเสียงระฆังที่ดังไม่หยุด นางรู้สึกทั้งความผิดที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ และความพึงพอใจลับๆ ที่ตนเองได้รับการเลือก
ความทรงจำของการที่ได้ถูกครอบงำยังคงชัดเจนในจิตใจ ความรู้สึกที่ได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยพลัง การที่เขาทำให้นางรู้สึกถึงความเป็นหญิงสาวอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้ทำให้นางรู้สึกว่าชีวิตก่อนหน้านี้ของนางเป็นเพียงการดำรงอยู่ที่ไม่สมบูรณ์ บัดนี้นางได้รู้จักกับตัวเองที่แท้จริงแล้ว และตัวตนนั้นต้องการอาหลางอย่างหมดใจ
หวังลู่ขี่ม้าตามมาด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้ง ส่วนหนึ่งของนางรู้สึกโล่งใจที่ได้ออกจากโรงเตี๊ยมแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งกลับรู้สึกเสียใจที่ต้องจากไป นางคิดถึงความรุนแรงและความหลงใหลที่อาหลางให้กับนาง การที่เขาตอบสนองต่อความต้องการที่ลึกซึ้งที่สุดของนางได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ความดุดันที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของนางถูกแทนที่ด้วยความอ่อนหวานที่แปลกประหลาด นางรู้สึกว่าตนเองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ไม่ใช่เพียงแค่ในร่างกาย แต่ในจิตใจด้วย นางได้ค้นพบด้านของตัวเองที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ ด้านที่ต้องการถูกครอบงำและดูแล
หวังซื่อขี่ม้าท้ายสุดด้วยความรู้สึกที่สับสนที่สุด ความบริสุทธิ์ที่นางภาคภูมิใจมาตลอดชีวิตได้หายไปแล้ว แต่แทนที่จะรู้สึกเสียใจ นางกลับรู้สึกว่าได้รับสิ่งที่มีค่ามากกว่า นางได้รู้จักกับความรักที่แท้จริง ได้สัมผัสกับความอ่อนโยนที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยแม้ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด
ความทรงจำของการเปิดบริสุทธิ์ยังคงสดใสในจิตใจ ความเจ็บปวดในตอนแรกที่ถูกแทนที่ด้วยความเสียวซ่านที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน การที่อาหลางดูแลนางด้วยความใส่ใจและความอ่อนโยน ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองได้มอบสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดให้กับคนที่ควรค่า
ขณะที่เดินทางผ่านป่าไผ่ที่ปกคลุมไปด้วยหมอก แต่ละคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ความรู้สึกผิดที่ได้ทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมต่อสู้กับความปรารถนาที่อยากจะกลับไปสัมผัสกับความสุขนั้นอีกครั้ง
หวังฉีพยายามบอกตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความผิดพลาด เป็นผลจากน้ำมันบุปผาหลอมใจที่ทำให้พวกนางสูญเสียสติ แต่ลึกๆ ในใจ นางรู้ว่านั่นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ความรู้สึกที่มีต่ออาหลางเกิดขึ้นจากใจจริงของนาง ความต้องการที่จะถูกครอบงำและดูแลเป็นสิ่งที่นางปิดบังมาตลอด
นางพยายามคิดถึงหน้าที่ของตนในฐานะจอมยุทธหญิงผู้สูงศักดิ์ คิดถึงชื่อเสียงของตระกูลหวัง และคิดถึงความคาดหวังของผู้คนที่เคารพนาง แต่ทุกครั้งที่คิดถึงสิ่งเหล่านี้ ความทรงจำของอาหลางกลับเข้ามาแทรกแซง ทำให้หัวใจของนางเต้นเร็วขึ้นและร่างกายสั่นเทาด้วยความปรารถนา
หวังลู่ต่อสู้กับความรู้สึกที่คล้ายคลึงกัน นางพยายามบอกตัวเองว่าความดุดันและความเข้มแข็งคือสิ่งที่กำหนดตัวตนของนาง แต่ความทรงจำของการที่ได้ยอมจำนนต่ออาหลางกลับทำให้นางรู้สึกถึงความสุขที่ไม่เคยมีมาก่อน
นางได้ค้นพบว่าการถูกครอบงำไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ แต่เป็นการปล่อยวางความควบคุมให้กับคนที่เข้าใจและดูแลนางได้ดีที่สุด ความรุนแรงที่อาหลางให้กับนางไม่ใช่การทำร้าย แต่เป็นการตอบสนองต่อความต้องการที่ลึกซึ้งที่สุดของนาง
หวังซื่อรู้สึกสับสนมากที่สุด นางเติบโตมาด้วยความเชื่อว่าความบริสุทธิ์คือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของผู้หญิง และการสูญเสียมันไปคือการเสียศักดิ์ศรี แต่ประสบการณ์กับอาหลางทำให้นางเข้าใจว่าความบริสุทธิ์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย แต่อยู่ที่ความรู้สึกและความตั้งใจ
นางรู้สึกว่าการที่ได้มอบตัวเองให้กับอาหลางเป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ที่สุดในชีวิต เพราะนางทำด้วยความรักและความไว้วางใจ ไม่ใช่ด้วยความบังคับหรือการหลอกลวง
ขณะที่ม่านหมอกเริ่มจางลง แสงแดดยามเช้าเริ่มส่องผ่านใบไม้ แต่แสงสว่างนั้นไม่อาจขับไล่เงาความมืดที่อาหลางปลูกฝังไว้ในจิตใจของสามพี่น้องได้ ความทรงจำของเขายังคงหลอกหลอนพวกนางอย่างต่อเนื่อง
หวังฉีได้ยินเสียงกระซิบของอาหลางที่บอกว่านางคือผู้หญิงที่สวยงามที่สุดที่เขาเคยพบ คำพูดเหล่านั้นทำให้นางรู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่ไม่เคยมีมาก่อน นางรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าในฐานะผู้หญิง ไม่ใช่เพียงแค่ในฐานะจอมยุทธหญิง
หวังลู่นึกถึงคำกระซิบที่ว่าความดุดันของนางทำให้เขาหลงใหล นางรู้สึกว่าได้รับการยอมรับในตัวตนที่แท้จริงของนาง ไม่ต้องปกปิดหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เข้ากับความคาดหวังของสังคม
หวังซื่อจำได้ว่าอาหลางบอกว่าความบริสุทธิ์ของนางคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด คำพูดนั้นทำให้นางรู้สึกว่าการที่ได้มอบตัวเองให้กับเขาเป็นสิ่งที่มีความหมาย ไม่ใช่การสูญเสียแต่เป็นการให้
เสียงกระซิบเหล่านี้ทำให้พวกนางรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับอาหลาง แม้จะอยู่ห่างไกลแล้ว แต่พวกนางยังคงรู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้ๆ ยังคงสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ยังคงได้ยินเสียงทุ้มต่ำที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น
อาหลางยืนมองเงาหลังของสามพี่น้องที่หายลับไปจนม่านหมอกกลืนกินพวกนางไปสิ้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับบนใบหน้าของเขาอย่างเปิดเผย เขาเดินกลับเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมที่บัดนี้ไร้แขกเหรื่อคนอื่น
ภารกิจแรกของเขาไม่ใช่การพักผ่อน ทว่าเป็นการ "เก็บกวาด" ห้องพักที่เป็นสมรภูมิรักเมื่อคืน เขาเดินขึ้นไปยังห้องชั้นบน กลิ่นอายของกามราคะยังคงอบอวลหนาแน่นจนแทบจะจับต้องได้ อาหลางสูดดมกลิ่นนั้นอย่างรื่นรมย์ เขามองดูคราบขาวขุ่นและรอยเลือดจางๆ ที่เปรอะเปื้อนอยู่บนผ้าปูเตียงและโต๊ะไม้กลางห้อง
เขาใช้มือหยิบผ้าปูเตียงที่ยับยู่ยี่ขึ้นมาอย่างใจเย็น พลางลูบไล้ร่องรอยเหล่านั้นด้วยความภาคภูมิใจ ทุกคราบที่หลงเหลืออยู่คือหลักฐานแห่งการพ่ายแพ้ของเหล่าจอมยุทธหญิงที่สูงส่ง เขาเริ่มเช็ดถูโต๊ะไม้ที่ใช้เปิดบริสุทธิ์หวังฉีอย่างบรรจง ราวกับกำลังลบหลักฐานอาชญากรรม ทว่าในความเป็นจริง เขาเพียงแต่กำลังเตรียม "พื้นที่ว่าง" สำหรับเหยื่อรายต่อไป
"ธรรมะ... ศีลธรรม... ความเป็นพี่น้อง... ทั้งหมดก็แค่ภาพมายาที่ละลายหายไปกับเหงื่อเพียงไม่กี่หยด" อาหลางพึมพำพลางโยนผ้าที่เปื้อนลงในถังน้ำ
ในขณะที่เขากำลังเช็ดถูพื้นห้อง ศิลาเนตรมาร ในอกเสื้อก็ส่องแสงกะพริบเป็นจังหวะที่รุนแรงกว่าเดิม พลังปราณที่เขาดูดซับมาจากสามพี่น้องตระกูลหวังเริ่มหลอมรวมเข้ากับแก่นแท้ของศิลา บัดนี้เขาสัมผัสได้ถึงอำนาจมารที่พุ่งสูงขึ้นจนทำให้ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมขึ้นหลายเท่าตัว พลังงานมารที่เข้มข้นทำให้เขารู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่สามารถสยบใครก็ได้ที่ก้าวเท้าเข้ามาในเขตแดนของเขา
เมื่อแสงแดดเริ่มสูงขึ้น สามพี่น้องตระกูลหวังก็เดินทางมาถึงทางแยกที่จะต้องแยกย้ายกันไปยังปลายทางของแต่ละคน หวังฉีจะกลับไปยังภูเขาหิมะเพื่อปฏิบัติธรรม หวังลู่จะไปยังเมืองใหญ่เพื่อจัดการธุรกิจของตระกูล และหวังซื่อจะกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมญาติผู้ใหญ่
แต่การแยกจากกันในครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ความใกล้ชิดที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดและความรู้สึกผิด พวกนางไม่อาจมองหน้ากันได้นาน ไม่อาจพูดคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเดิม
"พี่ใหญ่... เราจะพบกันอีกเมื่อไหร่?" หวังซื่อถามด้วยเสียงเบาๆ
"เมื่อเทศกาลดวงจันทร์เต็มดวงเดือนหน้า ตามเคย" หวังฉีตอบโดยไม่กล้าสบตา
"ใช่... ตามเคย" หวังลู่สมทบด้วยเสียงที่ไม่มีชีวิตชีวา
แต่ทั้งสามคนต่างรู้ว่า "ตามเคย" นั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พวกนางได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ความลับที่พวกนางแบ่งปันกันจะเป็นพันธนาการที่ผูกมัดพวกนางไว้ด้วยกันชั่วนิรันดร์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นความลับที่ทำให้พวกนางรู้สึกแยกห่างจากกันมากขึ้น
ทุกคนต่างมีความทรงจำส่วนตัวกับอาหลาง ทุกคนต่างรู้สึกว่าตนเองเป็นคนพิเศษในสายตาของเขา และทุกคนต่างปรารถนาที่จะกลับไปหาเขาอีกครั้ง
เมื่อถึงเวลาแยกจากกัน พวกนางกอดกันอย่างสั้นๆ และเร่งรีบแยกย้ายไป ราวกับกลัวว่าจะอยู่ด้วยกันนานเกินไปแล้วจะเอ่ยถึงสิ่งที่ไม่ควรเอ่ย
อาหลางกวาดพื้นอย่างใจเย็น รอคอยเวลาที่ความเงียบสงบจะถูกทำลายลงอีกครั้งด้วยเสียงฝีเท้าของ "คนใหม่" ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า เขารู้ดีว่าชื่อเสียงของโรงเตี๊ยมรักพักใจจะแพร่กระจายไปในหมู่นักเดินทาง และจะมีเหยื่อรายใหม่เข้ามาติดกับ
ศิลาเนตรมารที่อกของเขาส่องแสงสีม่วงแดงอย่างเข้มข้น พลังมารที่สะสมจากการครอบงำสามจอมยุทธหญิงระดับสูงทำให้ศิลาเต็มไปด้วยพลังงานมหาศาล เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง อำนาจของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก และความสามารถในการจัดการกับเหยื่อหลายคนพร้อมกันก็ดีขึ้น
"บุปผาสามสี... บัดนี้กลายเป็นสีม่วงแดงที่แปดเปื้อนทั้งหมดแล้ว" เขากระซิบกับตัวเอง มองดูสามพี่น้องที่หายไปในม่านหมอกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
แผนการของเขาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สามดอกบัวที่เคยบริสุทธิ์และสง่างาม บัดนี้กลายเป็นดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งในกำมือของเขา พวกนางจะตื่นขึ้นมาในฐานะทาสของความใคร่ ไม่มีวันกลับไปเป็นจอมยุทธหญิงผู้สุภาพเรียบร้อยเหมือนเดิมอีกต่อไป
ในใจลึกๆ ของแต่ละคน สามพี่น้องตระกูลหวังต่างหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้พบกับอาหลางอีกครั้ง เพื่อสัมผัสกับความสุขที่ไม่มีวันลืมเลือนนั้นอีกครั้ง พวกนางได้กลายเป็น "ทาสแห่งความทรงจำ" ที่จะต้องแบกรับความลับนี้ไปตลอดชีวิต
แสงแดดยามเช้าส่องลงมาบนใบหน้าของสามพี่น้อง แต่แสงแดดนั้นไม่อาจชำระล้างเงาความมืดที่อาหลางปลูกฝังไว้ในจิตใจของพวกนางได้ พวกนางได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดชีวิต ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
และในโรงเตี๊ยมรักพักใจที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก อาหลางยิ้มเย็นชาขณะที่เตรียมพร้อมสำหรับเหยื่อรายต่อไป เขารู้ว่าสามพี่น้องตระกูลหวังจะกลับมาหาเขาเองในไม่ช้า เพราะบ่วงกรรมที่เขาวางไว้นั้นไร้ทางออก และความทรงจำของคืนนั้นจะหลอกหลอนพวกนางไปตลอดชีวิต