สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 119 พวกเราจะใช้วิธีที่สอง

    ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินไม่ได้ตอบในทันที


    ทั้งสองนั่งครุ่นคิดอยู่นาน สีหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความลังเล


    การบำเพ็ญเพียรเป็นสิ่งที่คนธรรมดานับไม่ถ้วนใฝ่ฝัน เพราะมันไม่ได้มอบเพียงพลังอำนาจ แต่ยังหมายถึงอายุขัยซึ่งยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า


    ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ก็ทำให้พวกนางไม่อาจตอบรับได้อย่างง่ายดาย


    ยูรันเห็นทั้งสองคิดอยู่นาน จึงกล่าวขึ้นอย่างสงบ


    “ข้าเคยบอกเอาไว้แล้วว่า ข้าจะมอบโชคชะตาที่แตกต่างออกไปให้แก่ผู้ที่อยู่รอบตัว”


    “ส่วนคนผู้นั้นจะเลือกมันหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนยกมือขึ้นลูบปลายจมูก


    “แต่หากพูดตามตรง ข้าเองก็ไม่ค่อยปล่อยให้ผู้อื่นได้เลือกทุกเรื่องเท่าไร บางครั้งข้าก็เลือกให้พวกเขาไปเลย”


    “...”


    ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน


    ยูรันกล่าวต่อราวกับไม่เห็นสายตาเหล่านั้น


    “เหมือนตอนที่ข้าพบท่านแม่ทั้งสองครั้งแรก ข้าเห็นว่าพวกท่านเหนื่อยล้า แต่ต่อให้ถาม พวกท่านก็คงตอบว่ายังมีงานต้องทำและไม่ยอมพักผ่อน”


    “ข้าจึงเลือกแทนพวกท่านเสียเลย ทั้งพาไปกินอาหาร ล้างเท้า กดจุด นวดไหล่ และบังคับให้เข้านอน”


    ลู่เหยียนหนิงอดอมยิ้มไม่ได้ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น


    “หากพิจารณาดูให้ดี ก็เหมือนข้าเป็นผู้เลือกแทนจริง ๆ”


    ยูรันยอมรับอย่างตรงไปตรงมา


    “แต่ข้าเลือกเช่นนั้น เพราะมองออกว่าภายในใจของคนผู้นั้นต้องการสิ่งใด เพียงแต่นางไม่ยอมกล่าวออกมา หรือคิดว่าตนเองไม่มีสิทธิ์เลือกมันเท่านั้น”


    น้ำเสียงของเขาค่อย ๆ อ่อนโยนลง


    “ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”


    “ข้ารู้ว่าท่านแม่ทั้งสองอยากอยู่ข้างลูกสาวของตนให้นานกว่านี้”


    ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินหันไปมองบุตรสาวของตนโดยไม่รู้ตัว


    “ไม่ว่าชิงถานกับศิษย์พี่รองจะเติบโตขึ้นมากเพียงใด หรือมีอายุมากเท่าไร ในสายตาของพวกท่าน พวกนางก็ยังคงเป็นลูกสาวที่ทำให้พวกท่านอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี ไม่ใช่หรือ?”


    ลู่เหยียนหนิงมองลู่ชิงถาน ส่วนไป๋จิ้งเหวินมองไป๋หลิง


    ความลังเลภายในดวงตาของทั้งสองค่อย ๆ จางหายไป


    ลู่เหยียนหนิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน


    “ข้าต้องการ”


    นางสูดหายใจลึก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม


    “หากการบำเพ็ญเพียรทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น ข้าก็อยากอยู่ดูชิงถานเติบโต อยากเห็นนางมีความสุข และอยากอยู่ข้างนางให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”


    ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าช้า ๆ


    “ข้าเองก็ต้องการเช่นกัน”


    หลังเพิ่งสูญเสียมารดาไป นางยิ่งเข้าใจดีว่าการจากลาของคนในครอบครัวเจ็บปวดเพียงใด


    “ข้าไม่อยากให้หลิงเอ๋อร์ต้องเผชิญการสูญเสียเช่นเดียวกับข้าเร็วเกินไป หากมีหนทางให้ข้าอยู่กับนางได้นานขึ้น ข้าย่อมต้องการเลือกหนทางนั้น”


    ไป๋หลิงกับลู่ชิงถานรีบเข้าไปกุมมือมารดาของตนเอาไว้


    “ท่านแม่...”


    ดวงตาของหญิงสาวทั้งสองแดงขึ้นเล็กน้อย


    ลู่เหยียนหนิงบีบมือบุตรสาวตอบ ขณะที่ไป๋จิ้งเหวินยื่นมืออีกข้างขึ้นลูบศีรษะไป๋หลิงอย่างอ่อนโยน


    ยูรันมองภาพตรงหน้า ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ


    “ในเมื่อพวกท่านตอบตกลงแล้ว ข้าจะอธิบายวิธีการให้ฟัง”


    เขาหันไปมองท่านแม่ทั้งสอง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่ลู่ชิงถาน


    “พวกท่านจะได้รับการสืบทอดวิถีของข้า ชิงถานเองก็เช่นกัน”


    ไป๋หลิงขมวดคิ้วทันที


    “ข้าไม่เข้าใจ วิถีของเจ้าหมายถึงสิ่งใด?”


    “ก็หมายความตามที่พูด”


    ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง


    “พวกนางจะไม่ได้เริ่มต้นบำเพ็ญเพียรตามวิถีเซียนของโลกใบนี้ แต่จะเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับข้า”


    หนานอวี้เริ่มหมดความอดทน


    “แล้ววิถีของเจ้าคืออะไรกันแน่เล่า? อย่าพูดอ้อมค้อมได้หรือไม่?”


    ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวออกมาทีละคำ


    “มันคือการบำเพ็ญเพียรเพื่อจุติเป็นเทพเจ้า”


    “...”


    ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน


    ไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับเวลาหยุดนิ่งลงพร้อมกับประโยคนั้น


    ลู่ชิงถานกะพริบตาหลายครั้ง


    “ทะ... เทพเจ้าหรือเจ้าคะ?”


    “ถูกต้อง”


    ยูรันพยักหน้า


    “บนโลกใบนี้มีขอบเขตการบำเพ็ญเซียนซึ่งเรียกว่า ‘เทพที่แท้จริง’ อยู่”


    “แม้ชื่อของมันจะมีคำว่าเทพ แต่ก็เป็นเพียงชื่อของขอบเขตพลังเท่านั้น ต่อให้บรรลุถึงระดับนั้น เนื้อแท้ของผู้บำเพ็ญก็ยังคงเป็นมนุษย์ เพียงแต่มีพลังและอายุขัยสูงส่งขึ้นกว่าเดิม”


    เขายกมือขึ้นช้า ๆ


    “แต่วิถีของข้าแตกต่างออกไป”


    “ข้าไม่ได้บำเพ็ญเพียรเพื่อก้าวขึ้นสู่ขอบเขตที่มีชื่อว่าเทพ”


    “ข้าบำเพ็ญเพียรเพื่อเปลี่ยนแปลงแก่นแท้แห่งการดำรงอยู่”


    ทุกคนตั้งใจฟังโดยไม่กล้ากล่าวแทรก


    ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับสิ่งที่กำลังพูดถึงเป็นเพียงปลายทางธรรมดาของการบำเพ็ญเพียร


    “เมื่อมหาสุริยุปราคามาถึง ตัวตนในฐานะมนุษย์ของข้าจะสิ้นสุดลง”


    “และเมื่อนั้น ข้าจะถือกำเนิดขึ้นใหม่ในฐานะเทพเจ้าอย่างแท้จริง”


    บรรยากาศภายในห้องพลันหนักอึ้ง ทุกคนต่างนิ่งงันจนแทบลืมหายใจ


    เทพเจ้า?


    สิ่งที่ยูรันกล่าวมิใช่การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตซึ่งมีคำว่าเทพอยู่ในชื่อ และมิใช่การที่มนุษย์ผู้หนึ่งครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่


    แต่มันคือการสลัดตัวตนเดิมทิ้ง แล้วเปลี่ยนแก่นแท้แห่งการดำรงอยู่จากมนุษย์ให้กลายเป็นเทพเจ้า


    เรื่องเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือ?


    มนุษย์ผู้หนึ่งจะก้าวข้ามเผ่าพันธุ์ กฎเกณฑ์แห่งชีวิต และขอบเขตของโลก ก่อนถือกำเนิดขึ้นใหม่ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเทพเจ้าได้อย่างไรกัน?


    แต่เมื่อมองสีหน้าอันสงบนิ่งของยูรัน ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าเขากำลังกล่าวล้อเล่นแม้แต่น้อย


    ยูรันหันไปทางไป๋หลิงกับหนานอวี้


    “ศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สามน่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติมานานแล้วไม่ใช่หรือ?”


    “ตบะที่ข้าแสดงออกมาอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน แต่ภายในร่างกายกลับไม่มีตันเถียน”


    เขากางแขนออกเล็กน้อย


    “หากไม่เชื่อ พวกท่านลองใช้จิตสัมผัสตรวจสอบร่างกายข้าดูสิ”


    ไป๋หลิงกับหนานอวี้สบตากัน ก่อนปล่อยจิตสัมผัสออกมาอย่างระมัดระวัง


    พลังของทั้งสองไหลผ่านร่างกายยูรัน มุ่งตรงไปยังตำแหน่งซึ่งควรเป็นตันเถียน


    ทว่าบริเวณนั้นกลับว่างเปล่า


    ไม่มีทะเลปราณ ไม่มีพลังหมุนเวียน และไม่มีร่องรอยของตันเถียนอยู่เลยแม้แต่น้อย


    หนานอวี้เบิกตากว้าง


    “ไม่มีจริง ๆ...”


    นางตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง ก่อนเงยหน้ามองยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ


    “แต่หากเจ้าไม่มีตันเถียน แล้วพลังระดับสร้างรากฐานของเจ้าถูกเก็บเอาไว้ที่ใด?”


    ไป๋หลิงยังคงใช้จิตสัมผัสตรวจสอบร่างกายเขา สีหน้าของนางยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ


    นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ายูรันมีพลังอยู่ภายในร่างกาย แต่พลังเหล่านั้นไม่ได้รวมตัวอยู่ในจุดเดียวเหมือนผู้บำเพ็ญทั่วไป


    วิถีการดำรงอยู่ของมันแตกต่างจากพลังปราณที่นางรู้จักโดยสิ้นเชิง


    ยูรันยกมือขึ้นวางบนหน้าอกด้านซ้ายของตน


    “พลังทั้งหมดถูกเก็บเอาไว้ภายในหัวใจ”


    “หัวใจของข้าไม่ได้มีหน้าที่เพียงสูบฉีดโลหิต แต่มันคือแกนกลางของวิถี เป็นทั้งภาชนะบรรจุพลังและรากฐานสำหรับการจุติในอนาคต”


    ไป๋หลิงถอนจิตสัมผัสกลับมา ก่อนถามขึ้น


    “แล้วเจ้าจะถ่ายทอดวิถีนี้ให้ผู้อื่นได้อย่างไร?”


    “วิธีสืบทอดวิถีของข้า ในตอนนี้สามารถแบ่งออกได้ห้าวิธี”


    ยูรันยกนิ้วแรกขึ้น


    “วิธีแรก กินหัวใจของข้า”


    สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที


    ลู่เหยียนหนิงนึกถึงคำพูดที่ยูรันเคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้


    หากข้าพลาด คงต้องใช้หัวใจของข้าแทน


    “นี่คือสิ่งที่เจ้าหมายถึงในตอนนั้นหรือ?”


    “ถูกต้อง”


    ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน


    “ภายในหัวใจของข้ามีต้นกำเนิดวิถีอยู่ หากผู้ใดกินมันเข้าไปและสามารถทนรับพลังทั้งหมดได้ คนผู้นั้นก็จะได้รับการสืบทอดโดยตรง”


    “แน่นอนว่า วิธีนี้ต้องฆ่าข้าก่อน”


    เขายักไหล่


    “ซึ่งตอนนี้ไม่มีผู้ใดในโลกใบนี้ทำได้หรอก เพราะฉะนั้นตัดวิธีนี้ทิ้งไปได้เลย”


    แม้ยูรันจะพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่คนอื่นกลับไม่อาจสงบตามเขาได้ โดยเฉพาะลู่ชิงถานซึ่งมีใบหน้าซีดลงทันทีเมื่อคิดว่าการรักษาตนเองอาจต้องแลกด้วยหัวใจของเขา


    ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น


    “วิธีที่สอง รับการสืบทอดผ่านพิธีกรรม โดยมีข้าเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง”


    “วิธีนี้ง่ายที่สุด ปลอดภัยที่สุด และสามารถปรับแต่งวิถีให้เหมาะกับผู้รับการสืบทอดแต่ละคนได้”


    จากนั้นเขาจึงยกนิ้วที่สาม


    “ส่วนวิธีที่สาม คือสร้างพลังตามวิถีของข้าขึ้นมาด้วยตนเอง โดยไม่มีต้นกำเนิดวิถีหรือพิธีกรรมคอยนำทาง”


    หนานอวี้ขมวดคิ้ว


    “ฟังดูไม่ต่างจากการสร้างวิชาบำเพ็ญขึ้นมาใหม่ทั้งระบบ”


    “ยากกว่านั้น”


    ยูรันตอบ


    “หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อย หัวใจ จิตวิญญาณ และร่างกายจะทำลายกันเอง ผู้ทดลองมีโอกาสตายสูงมาก”


    เขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง


    “ตอนอยู่ในแดนลับครั้งแรก ระฆังเกิดระเบิดขึ้น ข้าจำเป็นต้องสร้างพลังตามวิถีเดิมขึ้นมาในร่างกายนี้อย่างเร่งรีบ เพื่อหยุดแรงระเบิดและรักษาชีวิตทุกคนเอาไว้”


    “ผลก็คือร่างกายรับภาระไม่ไหว ข้าจึงนอนเป็นผักให้พวกท่านคอยหยอดน้ำข้าวต้มอยู่สิบสี่วัน”


    ไป๋หลิงกับหนานอวี้นิ่งเงียบลงทันที


    จนถึงวันนี้พวกนางเพิ่งรู้ว่า สาเหตุที่ยูรันหมดสติยาวนานไม่ได้เกิดจากบาดแผลของระฆังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเขาเสี่ยงสร้างพลังซึ่งอยู่นอกเหนือวิถีของโลกขึ้นมาภายในร่างกายตนเอง


    ยูรันลดมือลง ก่อนกล่าวสรุป


    “ดังนั้นวิธีแรกต้องฆ่าข้า วิธีที่สามเสี่ยงตายโดยไม่จำเป็น”


    “พวกเราจะใช้วิธีที่สอง”


    หนานอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบยกมือขึ้น


    “เดี๋ยวก่อน! เมื่อครู่เจ้าบอกว่ามีทั้งหมดห้าวิธีไม่ใช่หรือ?”


    หนานอวี้ชูนิ้วขึ้นมานับต่อหน้าเขา


    “เจ้าอธิบายเพียงสามวิธี แล้ววิธีที่สี่กับวิธีที่ห้าเล่า?”