ตอนที่ 52 พลัดหลง
หลังจากที่เพ่ยอิงได้ปล่อยโคมลอยของเธอขึ้นสู่ท้องฟ้าไปแล้วนั้น เธอก็ได้ยืนจ้องมองโคมลอยของเธอที่เธอได้ปล่อยขึ้นไปอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งในตอนนั้นเองก็คล้ายกับว่าเธอได้เห็นเงาของคนพาดผ่านไปอย่างรวดเร็วอยู่ครู่หนึ่ง
“เอ๊ะ! หรือเราตาฝาดไปเองกันนะ” เธอเอ่ยพึมพำขึ้นมากับตนเอง
“มีอะไรหรือไม่ขอรับคุณหนู” จินฟางที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย เพราะว่าเขาได้ยินในสิ่งที่เพื่อนสาวที่มีสถานะเป็นเจ้านายของเขาในตอนนี้เอ่ยพึมพำขึ้นมากับตัวเอง
“เมื่อสักครู่ตอนที่ข้ามองโคมลอยของข้าอยู่นั้น เหมือนว่าข้าจะเห็นเงาของคนพาดผ่านไปอยู่ครู่หนึ่ง แต่ข้าก็คิดว่าข้าอาจจะตาพร่าเลือนไปเท่านั้นเอง” เพ่ยอิงเอ่ยตอบจินฟางในสิ่งที่ตนเองคิดออกไป
“ไม่แน่ว่าอาจจะเหมือนกับในนิยายที่ข้าเคยอ่านผ่าน ๆ ก็เป็นได้” จินฟางเอ่ยขึ้นมาหลังจากฟังที่เธอตอบออกไปจบ
“อย่างไรหรือ”
“ก็ที่นางเอกไปเที่ยวงานเทศกาลอะไรสักอย่างแล้วเห็นเงาคนพาดผ่านไปเช่นนี้ แล้วอีกไม่นานในงานก็เกิดเรื่องขึ้นมาก็เป็นได้” จินฟางเอ่ยกระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่เพียงสองคน
“มันคงไม่บังเอิญอย่างเช่นที่เจ้าว่ากระมัง” เธอเอ่ยออกไปอย่างไม่คิดอะไร
“ข้าว่ามันก็ไม่แน่นะ ทางที่ดีเราควรรีบกลับกันก่อนดีกว่า” จิน ฟางเอ่ยเตือน
“เช่นนั้นเรากลับกันเลยก็ได้ น้องเล็กเจ้าปล่อยโคมลอยเสร็จแล้วใช่หรือไม่” เมื่อเธอตอบรับจินฟางจบก็หันไปถามน้องเล็กที่ปล่อยโคมลอยอยู่ไม่ไกลนักทันที
“เสร็จแล้วขอรับพี่รอง” น้องเล็กตอบกลับมา
“เช่นนั้นเราก็กลับกันเถิด” เธอเอ่ยบอกกับทุกคน
แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็พากันกลับไปยังลานจอดรถม้าที่ทางด้านหน้าทางเข้าทางฝั่งทิศตะวันออก โดยที่มีหลีตี้ขี่คอของเหิงซานกลับไปที่รถฟักทอง
เพราะตอนนี้ก็ประมาณยามห้าย (21.00-22.59น.) ผู้คนก็ยิ่งมีมากขึ้นกว่าตอนที่เธอเพิ่งมาถึงหลายเท่า จนทำให้ตอนนี้ผู้คนต้องเดินกันอย่างเบียดเสียด
จนในที่สุด...เพ่ยอิงก็ได้พลัดหลงกับทุกคนจนได้ โชคดีแล้วจริง ๆ ที่ตอนแรกเธอได้ให้น้องเล็กขี่คอของเหิงซานกลับไป ไม่เช่นนั้นน้องเล็กอาจจะพลัดหลงไปก็เป็นได้
ตอนนี้เพ่ยอิงพยายามเดินเบียดเสียดผู้คนเพื่อกลับไปที่รถฟักทอง แล้วในตอนนั้นเองก็ได้มีเสียงคนตะโกนออกมา
“ไฟไหม้!!”
“ไฟไหม้!!”
“ไฟไหม้!! ”
“กรี๊ด หนีเร็วไฟไหม้แล้ว”
ซึ่งเสียงร้องบอกไฟไหม้นั้นไม่ได้มาจากจุดเดียว จึงทำให้ตอนนี้ผู้คนที่นี่หนีตายกันอย่างโกลาหล ทำให้ภายในงานตอนนี้วุ่นวายเป็นอย่างมาก
มีทั้งเสียงกรีดร้อง ทั้งเสียงโวยวาย ดังออกมาให้ได้ยินจากหลายด้าน
จากที่ตอนแรกเธอก็โดนเบียดเสียดจนเกือบจะหลงทิศ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้จนทำให้ผู้คนวิ่งหนีตายกันเช่นนี้ ทำให้ในตอนนี้เพ่ยอิงได้หลงทิศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากเธอยังเป็นแค่เพียงเด็กสาวอายุสิบปีเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้สูงมากนักทำให้มองทางด้านบนไม่เห็น และตอนนี้ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็เห็นแต่ผู้คนและความวุ่นวายเพียงเท่านั้น
เพ่ยอิงเองก็ได้โดนคนวิ่งชนไปหลายรอบแล้วเช่นกัน จึงทำให้เธอต้องสร้างปราณเป็นรูปวงรีขึ้นมาครอบตัวเองเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเองจากผู้คน แต่ก็นั่นแหละก็ยังมีคนที่วิ่งมาชนอยู่ดี แต่ครั้งนี้ไม่ได้วิ่งมาชนตัวของเธอ แต่วิ่งมาชนเข้ากับม่านปราณที่เธอสร้างขึ้นมาครอบตัวเองเอาไว้
และตอนนี้เพ่ยอิงก็กำลังวิ่งไปในทิศทางที่ผู้คนส่วนมากวิ่งไป เพื่อที่จะได้หลุดออกไปยังทางออกโดยที่เธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่า เธอได้วิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางที่รถฟักทองจอดอยู่
“แง ท่านพี่”
“ท่านพี่อยู่ที่ไหน”
ในตอนนั้นเองเพ่ยอิงก็ได้ยินเสียงเด็กร้องมาจากทางด้านข้าง ทำให้เธอต้องหยุดแล้วหันกลับไปมอง แล้วเธอก็หันไปทันได้เห็นพอดีว่ามีชายคนหนึ่งที่กำลังจะวิ่งไปชนเด็กคนนั้น โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าที่ตรงนั้นจะมีเด็กยืนอยู่หรือไม่
เพ่ยอิงจึงได้รีบสร้างปราณส่งไปครอบให้เด็กคนนั้นไว้ทันที ทำให้ชายคนนั้นวิ่งไปชนเข้ากับกำแพงปราณเต็ม ๆ จนเซถอยไปด้านหลังเสียหลายก้าว ก็แน่ล่ะ ก็เล่นวิ่งชนไปเต็ม ๆ แรงเสียขนาดนั้นไม่ล้มลงไปก็บุญแค่ไหนแล้ว
“อะไรวะไอ้เด็กนี่ ข้ายิ่งรีบ ๆ อยู่” หลังจากที่คนผู้นั้นเอ่ยต่อว่าเด็กชายขึ้นมาจบก็ทำท่าทางจะเข้าไปเตะเด็กชายที่ขวางทางของเขาอยู่ออก
ซึ่งเพ่ยอิงที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างก็ไม่ได้เอ่ยห้ามอะไรออกมา
‘อยากจะเตะนัก ก็อย่าลืมเตะเข้ามาเสียให้เต็มแรงเล่า’ เพ่ยอิงกล่าวขึ้นมาในใจออกมาไม่ทันจบ ชายคนนั้นก็เตะเข้ามาเต็ม ๆ แรงจริง ๆ แต่คนที่บาดเจ็บนั้นไม่ใช่เด็กชายแต่กลับเป็นคนที่เตะเข้ามาเสียเอง
“ไอเด็กเวรเอ๊ย อยู่ที่นี่ให้ไฟคลอกตายไปเสียเถอะ” เมื่อชายคนนั้นเห็นว่าทำอะไรเด็กชายคนนั้นไม่ได้ก็ได้เอ่ยออกมาเช่นนั้นแทน แล้วหลังจากนั้นก็ได้รีบวิ่งหนีหายไปในฝูงชนทันที
‘นิสัยแย่เสียจริง ๆ เลย นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังมาทำร้ายและต่อว่าเด็กคนนั้นอีกทั้งที่ตัวเองวิ่งไปชนเองแท้ ๆ’
เพ่ยอิงคิดขึ้นมาในใจพร้อมกับเดินฝ่าผู้คนไปทางเด็กชายคนนั้น
“ฮือ ท่านพี่” เด็กชายร้องออกมาด้วยความสั่นกลัว
“นี่หนูน้อย เจ้าพลัดหลงกับพี่ของเจ้าหรือ” เพ่ยอิงเอ่ยถามเด็กชายคนนั้นออกไป ซึ่งเด็กคนนี้น่าจะมีอายุพอ ๆ กับน้องเล็กของเธอพอดี
“ฮึก ๆ พี่สาวเป็นใครขอรับ” เด็กชายคนนั้นถามกลับมาทั้งที่พยายามจะกลั้นเสียงสะอื้น
“พี่สาวเป็นคนที่ช่วยน้องชายไว้อย่างไรเล่า” เธอตอบกลับไป
“พี่สาวเห็นพี่ชายของข้าหรือไม่ขอรับ”
“พี่สาวไม่เห็น เอาอย่างนี้เป็นอย่างไร น้องชายออกจากที่นี่ไปกับพี่สาวก่อนนะ จะได้ไม่ถูกคนมาชนเข้า”
“แต่...พี่ชายของข้าเคยบอกเอาไว้ว่าไม่ให้ไปไหนกับคนแปลกหน้า” เด็กชายคนนั้นกล่าวออกมา
“น้องชายคิดว่าพี่สาวเป็นคนไม่ดีเช่นนั้นหรือ” เมื่อเธอกล่าวจบเด็กชายคนนั้นก็มองเธออยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยตอบ
“ไม่ขอรับ”
“เช่นนั้นน้องชายก็ไปกับพี่สาวเถิด พี่สาวจะพาไปหาพี่ชายของเจ้าเอง อยู่ตรงนี้ประเดี๋ยวจะมีใครมาทำร้ายเจ้าอย่างเช่นชายคนเมื่อสักครู่อีก”
เธอกล่าวออกไปพร้อมกับยื่นมือของเธอออกไปให้เด็กชายคนนั้นจับเอาไว้ ซึ่งเด็กชายคนนั้นก็มีท่าทีลังเลเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือมาจับมือของเธอเอาไว้
“ขอรับ”
หลังจากนั้นเมื่อเด็กชายยื่นมือมาจับมือของเธอเอาไว้แล้ว เธอก็ได้จูงเด็กชายเดินหนีออกไปทางด้านนอกของงานเทศกาลโคมลอยแห่งนี้ เพราะถ้าหากยิ่งอยู่นานควันไฟก็ยิ่งมีมากขึ้น เพราะไฟในงานแห่งนี้ได้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่มีร้านขายโคมลอยที่ติดไฟง่ายเสียเป็นส่วนมาก
และถึงแม้ว่าในตอนนี้จะมีทหารได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์และช่วยหาน้ำมาดับไฟแล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่ในงานมีคนมากเกินไปจึงทำให้ทางทหารทำงานได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งยังควบคุมการลุกลามของไฟไม่ได้ ตอนนี้จึงจำเป็นที่จะต้องต้อนคนออกไปจากงานให้หมดเสียก่อน
ด้านของเพ่ยอิงนั้น ถึงแม้ว่าที่นี่จะเริ่มมีควันไฟมากขึ้นมา เรื่อย ๆ จนทำให้เริ่มหายใจลำบากแล้วก็ตาม แต่ด้วยการที่เธอครอบปราณครอบคลุมรอบตัวเองและเด็กชายที่เธอได้ช่วยเหลือเอาไว้แล้ว ทำให้ควันไฟพวกนั้นเข้ามาในม่านปราณของเธอไม่ได้
แต่อย่างไรเสียเธอก็ต้องรีบพาเด็กชายออกไปจากสถานการณ์ตอนนี้ให้ได้โดยเร็วอยู่ดี จนในที่สุดเธอก็ได้หลุดพ้นออกมาทางด้านนอกของงาน แต่ทางออกทางด้านนี้นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นคนละทางกับทางที่รถฟักทองของเธอจอดอยู่
“พี่สาว จะเจอพี่ชายของข้าหรือไม่ขอรับ” เด็กชายถามเธอขึ้นมา
“ถ้าพี่ชายของเจ้าออกมาทางนี้เราก็จะเจอเข้ากับพี่ชายของเจ้า แต่ถ้าเราไม่เจอพี่ชายของเจ้าพี่สาวจะพาเจ้าไปส่งที่บ้านเองเผื่อว่าพี่ชายของเจ้าอาจจะกลับไปรอที่บ้านแล้ว เจ้าจำทางกับบ้านได้หรือไม่”
“จำได้ขอรับ” เด็กชายตอบกลับมาอย่างมั่นอกมั่นใจ
แล้วในตอนนั้นก็ได้มีขบวนทหารที่เข้ามาสมทบเพิ่มอีกเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ จนทำให้เพียงแค่ไม่นานก็สามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ลงได้
ถึงแม้ว่าจะยังดับไฟไม่ได้ทั้งหมด เพราะในงานแห่งนี้มีโคมลอยที่ทำมาจากกระดาษติดไฟได้ง่าย แต่ไฟทั้งหมดก็ได้ถูกควบคุมเอาไว้แล้วอยู่ดี อีกไม่นานก็คงจะสามารถจัดการได้ทั้งหมด
ซึ่งจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนี้ก็ได้มีผู้ที่บาดเจ็บไม่น้อยด้วยเช่นกัน และสถานที่ที่เพ่ยอิงอยู่นั้นเธอก็ได้ยิงเสียงร้องโอดโอยของผู้คนมาจากรอบทิศ ทั้งที่ถูกไฟคลอก ทั้งที่เดินเหยียบกันจนได้รับบาดเจ็บก็มีให้เห็น
“เป็นอย่างไรบ้าง เจอพี่ชายของเจ้าบ้างหรือไม่”
“ไม่มีเลยขอรับ”
“เช่นนั้นพี่ชายของเจ้าอาจจะหนีไปที่ทางออกทางอื่นก็อาจเป็นไปได้”
แล้วในขณะนั้นเองก็ได้มีคนผู้หนึ่งขี่ม้ามาทางที่เพ่ยอิงยืนอยู่
“เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย” ชายผู้นั้นกล่าวขึ้นมาทั้งที่ยังนั่งอยู่บนหลังม้า และเมื่อกล่าวจบเขาก็ได้กระโดดลงมาจากหลังม้าทันที
“องค์รัชทายาท” เธอหันมาตามเสียงทักแล้วก็ได้เห็นว่าเป็นผู้ใด
“เรียกข้าเช่นเดิมเถิด”
“เจ้าค่ะ” เพ่ยอิงเอ่ยตอบรับ
“ข้าเห็นเจ้าจากไกล ๆ ในตอนแรกก็นึกว่าข้าคิดไปเองเพียงเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเมื่อเข้ามาใกล้ ๆ แล้วก็เห็นว่าเป็นเจ้าจริง ๆ”
“ช่างบังเอิญจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“แล้วนี่เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
“โชคดีแล้วที่เจ้าไม่เป็นอะไร”
“คุณชายมาช่วยจัดการเรื่องราวไฟไหม้ในครั้งนี้หรือเจ้าคะ” เธอเอ่ยถามชายตรงหน้าออกไป
“ใช่แล้ว เพราะงานเทศกาลโคมลอยในครั้งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของข้า ข้าจึงมีหน้าที่ต้องมาจัดการด้วยตัวเอง”
“เช่นนั้นก็ลำบากท่านแล้วเจ้าค่ะ เพราะข้าก็เห็นผู้บาดเจ็บไม่น้อยเลยทีเดียว”
“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว แล้วนี่คนติดตามของเจ้าเล่า เหตุใดข้าถึงไม่เห็นเลย” คุณชายซือเหยียนเอ่ยถามขึ้นมา
“พอดีพลัดหลงกันตอนที่กำลังออกไปด้านนอกของงานพอดีน่ะเจ้าค่ะ อีกทั้งยังมาเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ขึ้นอีก ผู้คนจึงวิ่งกันวุ่นวายจนข้าเกิดการหลงทิศหนีออกมาผิดทางเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงเอ่ยตอบออกไปตามความเป็นจริง
“ถ้าอย่างนั้นรถม้าของเจ้าอยู่ทางไหนหรือข้าจะไปส่ง เพราะทางนี้ก็สามารถดับไฟได้ทั้งหมดแล้ว เหลือก็เพียงแค่ให้ทหารช่วยเหลือคนที่บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น”
“ขอบพระคุณคุณชายซือเหยียนเจ้าค่ะ รถม้าของข้าอยู่ทางทิศตะวันออกของงานนี้เจ้าค่ะ” เมื่อมีคนเอ่ยเสนอตัวออกมาว่าจะช่วยไปส่ง มีหรือที่เธอจะปฏิเสธน้ำใจ ดีเสียอีกที่เธอจะได้ไม่ต้องเดินไปเอง
“ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าหลงทิศมาจริง ๆ เพราะเจ้าหลงมาคนละฟากกับที่จอดรถม้าของเจ้าเลย เช่นนั้นเจ้าขี่ม้าไปกับข้าเถิดข้าจะไปส่ง” คุณชายซือเหยียนกล่าวออกมาเชิงหยอกล้อ
“เอ่อคือ…เช่นนั้นพาน้องชายคนนี้ไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ” เธอเอ่ยถามพลางนำตัวของเด็กชายที่แอบอยู่ทางด้านหลังของเธอออกมาให้คุณชายซือเหยียนได้เห็น
“หืม ได้สิ”
แล้วหลังจากนั้นคุณชายซือเหยียนก็อุ้มเพ่ยอิงขึ้นไปบนหลังม้า แล้วเขาก็ตามขึ้นไปนั่งด้านหลัง ส่วนเด็กชายอีกคนหนึ่งก็ได้ให้ทหารอีกคนหนึ่งพาไป
ซึ่งการนั่งเช่นนี้คล้ายกับว่าคุณชายท่านนี้ได้โอบกอดเพ่ยอิงมาจากทางด้านหลัง
“เหตุใดเจ้าถึงเกร็งเช่นนั้น เจ้าไม่เคยขี่ม้าหรือ”
“ไม่เคยเจ้าค่ะ” เธอเอ่ยตอบกลับไป
“เช่นนั้นเจ้าก็เกาะให้แน่นเล่า เพราะประเดี๋ยวอาจจะตกม้าเอาได้” คุณชายซือเหยียนกล่าวออกมาอย่างเดียวไม่พอยังกระชับอ้อมแขนเข้ามาอีก
ซึ่งกว่าจะขี่ม้าไปถึงทางเข้าด้านทิศตะวันออก ในความรู้สึกของเพ่ยอิงก็ช่างยาวนานเสียเหลือเกิน ก็ดูสิเธอได้มานั่งขี่ม้าในอ้อมแขนของชายหนุ่มรูปงามเช่นนี้ ดียิ่งนัก
แต่ไม่ได้สิคุณชายผู้นี้ต้องการที่จะมาแย่งเหิงซานไปจากเธอ ที่เขามาทำดีด้วยเช่นนี้เพราะต้องการให้เธอยกเหิงซานให้เขาเป็นแน่ หึ ฝันไปเถิดทำดีอย่างไรข้าก็ไม่มีทางยกเหิงซานให้หรอก
เพ่ยอิงพูดคุยและเถียงกับตนเองอยู่ในหัว จนไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามาถึงหน้าทางเข้าที่ด้านทิศตะวันออกตั้งแต่เมื่อใด จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงเรียกของเฟิงจูจึงได้สติกลับมา
“คุณหนูเจ้าคะ!”
“เฟิงจู” เธอเรียกเฟิงจูกลับไปพร้อมกับทำท่าว่าจะกระโดดลงจากหลังม้า
“ระวังเจ้าค่ะคุณหนู อย่ากระโดดลงมาเด็ดขาดนะเจ้าคะ” เฟิงจูเอ่ยห้ามขึ้นมาทันทีที่เห็นคุณหนูทำท่าทางจะกระโดดลงมาจากหลังม้าทั้งอย่างนั้น ส่วนคุณชายซือเหยียนก็รีบจับเธอให้แน่นขึ้นไปอีก
“เจ้าระวังหน่อยเถิดไม่ต้องเร่งรีบเช่นนั้นก็ได้ ประเดี๋ยวข้าจะอุ้มเจ้าลงไปเอง” กล่าวจบเขาก็ลงไปจากหลังม้า แล้วยืนมือเข้ามาอุ้มเธอลงไป
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร ข้ายินดี”
“คุณหนูเจ้าคะบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ” เฟิงจูรีบเข้ามาถามไถ่และรีบสำรวจตัวของเพ่ยอิงอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าเพ่ยอิงถูกพาลงมาจากม้าแล้ว
“ข้าไม่เป็นอะไร แล้วทุกคนปลอดภัยดีหรือไม่”
“ปลอดภัยดีเจ้าค่ะ ตอนแรกที่คุณหนูหายไป ข้ากับคนอื่น ๆ เป็นห่วงคุณหนูมากเลยนะเจ้าคะ ทุกคนก็เร่งออกตามหาคุณหนูแต่ก็ไม่พบ โชคดีจริง ๆ เลยเจ้าค่ะที่คุณหนูปลอดภัย” เฟิงจูเอ่ยออกมาเสียยืดยาวจนไม่มีช่องว่าให้เพ่ยอิงได้โต้ตอบกลับไปเลย
“ข้ารู้แล้วว่าพวกเจ้าเป็นห่วงข้า แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าก็เป็นผู้ฝึกปราณผู้หนึ่ง ไม่เป็นอันตรายอะไรง่าย ๆ หรอกน่า” เธอเอ่ยตอบกลับเฟิงจูออกไป
ส่วนทางด้านของคุณชายซือเหยียนที่ได้ยินเด็กสาวตรงหน้าเอ่ยขึ้นมาว่าเธอก็เป็นผู้ฝึกปราณคนหนึ่ง ก็ได้ทำให้เขาแปลกใจไม่น้อยเลยทีเดียว
เป็นที่รู้ ๆ กันว่ามนุษย์นั้นจะไม่สามารถมองออกได้ว่าใครฝึกปราณถึงระดับใด หากอีกฝ่ายไม่ได้ใช้ปราณออกมาให้เห็น จึงไม่แปลกที่เขาจะไม่รู้ว่าเด็กสาวตรงหน้าฝึกปราณด้วย
แต่ข้อสังเกตง่าย ๆ จากภายนอกที่มีให้เห็นคือหลังมือด้านซ้ายจะมีสัญลักษณ์เป็นขีดสามขีด เช่นมีระดับปราณสีน้ำเงินขั้นกลาง ที่สัญลักษณ์นั้นจะมีสีน้ำเงินขึ้นมาให้เห็นเป็นจำนวนสองขีด
ทำให้ซือเหยียนอดที่จะเหลือบตาไปมองยังหลังมือด้านซ้ายของเด็กสาวไม่ได้ และเมื่อเขาได้เห็นถึงระดับของเด็กสาวก็ทำให้เขาอดที่จะตกใจกับระดับของเด็กสาวตรงหน้าไม่ได้