คนผู้นี้ความจริงเป็นทายาทมหาเศรษฐี หลังกราบอาจารย์เล่าเรียนวิชากลับมิได้ทิ้งกิจการค้าขายของมัน แน่นอนรายได้ส่วนหนึ่ง ย่อมนำมาบำรุงสำนักดังนั้นไม่มีใครก้าวก่ายเรื่องของมัน อีกทั้งพลังฝีมือของไป๋เถี่ยเยี่ยน ยิ่งฝึกปรือยิ่งรุดหน้าศิษย์ร่วมสำนักต่างไม่มีใครกล้าดูแคลน
ไป๋เถี่ยเยี่ยนคุมกองคาราวานค้าขาย ตั้งแต่แถบอัสดงคตถึงประเทศเปอร์เซียน้อยครั้งจะเข้าสู่จงหยวน ดังนั้นจึงมิค่อยมีผู้รู้จัก
มันไฉนกุมตัวพี่ไป๋เฮ่อไว้?
บุรุษร่างซูบผอมแซ่หมิง กระบี่ของมันฝังอัญมณีเจ็ดเม็ดไว้บนฝักอีกสองเม็ดไว้ที่ด้ามกระบี่ หรือจะเป็น ‘หมิงกังเตี๋ย’เจ้าของกระบี่เก้ามรกตสลายชีพ ซึ่งอาศัยอยู่ถิ่นอัสดงคต?
พวกมันทั้งสองอยู่ไกลปานนั้น ไฉนเดินทางเข้าจงหยวนพร้อมกัน?
ฟางเสวี่ยเฟยประสานมือกล่าวว่า
“ท่านคือไป๋เถี่ยเยี่ยน? ส่วนอีกท่านใช่หมิงกังเตี๋ยหรือไม่?”
ไป๋เถี่ยเยี่ยนหัวเราะในลำคอกล่าวว่า
“ทารกผู้นี้สายตาไม่เลว ถึงกับรู้จักเราสองคน”
หมิงกังเตี๋ยกล่าวเสียงแหลมขัดหู ท่าทีโกรธเกรี้ยว
“ทั้งมันยังมีกำลังขวัญไม่น้อย จึงกล้าเรียกชื่อพวกเรา โดยไม่ยำเกรงเช่นนี้!”
สุ้มเสียงสุภาพ ราบเรียบของบุรุษอีกผู้หนึ่ง ดังขึ้นจากภายในรถม้า
“หากพวกท่านทราบว่า บุรุษผู้นี้เป็นใคร ต้องมิแปลกใจที่มันไฉนรู้จักท่านทั้งต้องมิกล้าตำหนิที่มัน เรียกชื่อท่านตรง ๆ เช่นนั้น”
ฟางเสวี่ยเฟยใจหายวาบ ไม่คิดว่าเวลานี้ในรถม้าคันใหญ่นอกจากพี่ไป๋เฮ่อแล้วยังมีผู้อื่นอยู่อีก!
มันได้ยินเสียง ลมหายใจภายในรถม้า เพียงสามคนเท่านั้น
พี่ไป๋เฮ่อมีอาการบาดเจ็บ ลมหายใจจึงติดขัดไม่ปะติดปะต่อ
ส่วนอีกสองคน ลมหายใจแม้แผ่วเบา แต่ประสาทหูของมันยังคงจับได้
แต่มันกลับไม่ได้ยินเสียง ลมหายใจของบุรุษ ผู้พูดประโยคเมื่อครู่แม้แต่น้อย
นั่นแสดงว่าคนผู้นี้ ต้องมีพลังภายในล้ำลึกกล้าแข็งยิ่ง!
ไป๋เถี่ยเยี่ยนถึงกับขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น
“ท่านนักพรตทราบว่ามันเป็นผู้ใด?”
ที่แท้บุรุษในรถม้าเป็นนักพรต?
นักพรตผู้นั้นกล่าวว่า
“พวกท่านทราบหรือไม่ มันใช้วิชาใด สยบบริวารนับสิบของท่านในคราเดียว?”
หมิงกังเตี๋ยยังคงยิ้มเย้ยหยัน กล่าวอย่างไม่แยแสสนใจ
“ไม่ทราบมันใช้วิชาฝ่ามือพิสดารชนิดใด?”
นักพรตผู้นั้นยิ่งกล่าว ยิ่งเคร่งขรึมจริงจัง
“พวกท่านมิได้เข้าสู่จงหยวน นานนับสิบปี ย่อมมิเคยเห็นฝีมือของมันแต่คาดว่าต้องเคยได้ยินชื่อ ‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’ มาบ้าง”
ไป๋เถี่ยเยี่ยนพยักหน้ากล่าวว่า
“ย่อมต้องเคย ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ โด่งดังมาหลายสิบปีเป็นวิชาเฉพาะของตระกูลฟาง”
หมิงกังเตี๋ยจ้องมอง ฟางเสวี่ยเฟยจนตาค้าง กล่าวอย่างตื่นเต้น
“ท่านหมายความว่า!”
รอยยิ้มเย้ยหยัน หายไปจากหน้าหมิงกังเตี๋ย ใบหน้าอมโรคของมันยามเคร่งเครียด กลับคล้ายศพตายซากร่างหนึ่ง
“ฮึ ๆ นับว่าวันนี้พวกเรา ได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ”
ไป๋เถี่ยเยี่ยนแม้สำรวมขึ้นเล็กน้อย แต่ยังกล่าวอย่างเหี้ยมหาญ
“ท่านคือประมุขตระกูลฟาง คุณชายฟางเสวี่ยเฟย?”
“เป็นข้าพเจ้า”
“ได้ยินว่าท่านไม่ยุ่งเกี่ยว เรื่องในยุทธจักรตั้งแต่เจ็ดปีที่แล้ว?”
“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ”
“อย่างนั้นเหตุใดวันนี้ ท่านจึงยุ่งเกี่ยวเรื่องของพวกเรา?”
“พวกท่านเหตุใด ต้องกุมตัวจอมยุทธ์อี่ไว้?”
หมิงกังเตี๋ยแทรกขึ้นเสียงเกรี้ยวกราด
“พวกเราจับโจรร้ายผู้นี้ เพื่อชำระสะสางคดีความ!”
ฟางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้ว งุนงงเอ่ยถาม
“ไม่ทราบพี่ไป๋เฮ่อ กระทำความผิดเรื่องใด?”
หมิงกังเตี๋ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า
“มันลอบแพร่ควันปลิดบุปผาพรากมังกร สังหารคุณชายกงซุนจินหมิงและแม่นางซ่างกวนเหม่ยเซียน”
ฟางเสวี่ยเฟยสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวเสียงเย็นชา
“เรื่องนี้ประมุขทั้งห้าตระกูลใหญ่ ตัดสินให้พี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้บริสุทธิ์ตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว”
หมิงกังเตี๋ยตะคอกเสียงดังแสบแก้วหู
“นั่นเป็นเรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อน พวกเราไม่รับทราบ!”
ไป๋เถี่ยเยี่ยนกล่าวขึ้นบ้าง
“ครั้งนี้พวกเราเพียงทำตาม ที่ได้รับไหว้วานมาเท่านั้น”
ฟางเสวี่ยเฟยยิ่งงุนงงสงสัยขึ้นกว่าเดิม
“ผู้ใดไหว้วานพวกท่าน?”
ตั้งแต่เริ่มต้นสนทนา หมิงกังเตี๋ยมิมีท่าทีให้เกียรติฟางเสวี่ยเฟยแม้แต่น้อย ยิ่งพูดยิ่งคล้ายจงใจ หาเรื่องทะเลาะต่อยตี
“นี่มิใช่เรื่องของท่าน!”
นักพรตผู้ซึ่งยังนั่งอยู่ในรถม้ากล่าวว่า
“มิต้องปิดบังมันหรอก ช้าหรือเร็วมันย่อมต้องรู้ว่า ผู้ใดไหว้วานพวกเราบางทีเมื่อมันรู้อาจอาสาคุ้มกัน เดินทางไปส่งถึงหมู่ตึกพันอักษรก็เป็นได้”
ฟางเสวี่ยเฟยเกิดลางสังหรณ์ เลวร้ายขึ้นวูบหนึ่งมันกลับคิดให้สิ่งที่ตนสังหรณ์ผิดพลาด
“เป็นผู้ใดไหว้วานพวกท่านกันแน่”
“คุณหนูรองตระกูลซ่างกวน...ซ่างกวนหมิงจู...”
ขณะกล่าวประโยคนี้ ไป๋เถี่ยเยี่ยนดวงตาเป็นประกายดังเห็นร่างเทพธิดาจุติลงมาตรงหน้า
เป็นนางจริง ๆ ! ฟางเสวี่ยเฟยกำมือแน่น ร่างสั่นเทิ้ม
‘หมิงจูเจ้ากำลังคิดจะทำอะไร!’
หมิงกังเตี๋ยยิ่งกำกระบี่มั่น ยกขึ้นขวางกลางหน้าอกเตรียมชักกระบี่ออกได้ทุกเมื่อ
“เมื่อรู้แล้ว ควรรีบหลีกทางให้พวกเรา”
ฟางเสวี่ยเฟยพยายามระงับ ความพลุ่งพล่านใจ
“พวกท่านจะนำพี่ไป๋เฮ่อ ไปหมู่ตึกพันอักษรให้ได้...”
ประกายตาคมกริบของหมิงกังเตี๋ยยังจับจ้อง ราวจะกินเลือดกินเนื้อ
“ถูกต้อง คุณหนูรองนัดหมาย ให้ส่งตัวโจรร้ายไปชำระสะสางคดีที่นั่น”
ฟางเสวี่ยเฟยสูดลมหายใจลึกยาว
“หากข้าพเจ้าคิดขัดขวาง?”
ใบหน้าหมิงกังเตี๋ย ปรากฏรอยยิ้มขัดตาผู้คน
“ข้าพเจ้าต้องการให้ท่าน คิดขัดขวางอยู่ทีเดียว!”
เสียงไออย่างรุนแรง ดังจากภายในรถม้า ย่อมเป็นเสียงของอี่ไป๋เฮ่อครู่หนึ่งมันจึงกล่าวเสียงอ่อนล้า
“ตลอดการเดินทาง พวกท่านดีต่อข้าพเจ้าไม่น้อยดังนั้นข้าพเจ้ามีบางอย่างคิดกล่าว”
“เฮอะ ท่านต้องการกล่าวอะไร”
เสียงอ่อนล้า ทว่ายังชัดกังวานกล่าวต่อ
“พวกท่านทั้งสอง อย่าคิดขัดขวางน้องเสวี่ยเฟย หากต้องการกุมตัวข้าพเจ้าไปหมู่ตึกพันอักษรให้ได้ ควรเชื้อเชิญท่านนักพรต ลงไปเจรจาจะดีกว่า”
หมิงกังเตี๋ยบันดาลโทสะ กล่าวอย่างกราดเกรี้ยว
“เหลวไหล! ขนาดจับกุมตัวเจ้า ยังอาศัยแค่เราเพียงสองคนกับขี้เมาซอมซ่อเพียงคนเดียว ไหนเลยต้องลำบากท่านนักพรต”
อี่ไป๋เฮ่อนิ่งไปครู่หนึ่งค่อยกล่าวว่า
“ข้าพเจ้ากล่าว ด้วยความหวังดี”
“เฮอะ! พวกเราไหนเลยหลงกลอุบาย เขียนเสือให้วัวกลัวของเจ้า!”
“อย่างนั้นวันนี้ของปีหน้า ข้าพเจ้าคงต้องระลึกถึงพวกท่าน”
“อี่ไป๋เฮ่อ! ท่านเพ้อเจ้ออะไร!”
“วันนี้ของปีหน้า เป็นวันเสียชีวิตของพวกท่าน ข้าพเจ้าไหนเลยลืมเลือนได้”
ฟางเสวี่ยเฟยแทรกขึ้น เสียงราบเรียบ
“พี่ไป๋เฮ่อวางใจ ข้าพเจ้ามิได้คิด...”
“เราทราบดี แต่ในการเสี่ยงชีวิตเป็นตาย ไหนเลยสามารถออมฝีมือได้จะอย่างไรหากมีโอกาส เจ้าก็ยั้งไมตรีบ้าง...”
หมิงกังเตี๋ยฟังพวกมันสองคนพูดกัน ถึงกับหัวเราะเสียงดังอย่างขบขัน
ฉับพลันนั้น! ประกายกระบี่พุ่งวาบขึ้นตรงเข้าใส่ลำคอฟางเสวี่ยเฟยอย่างเร่งร้อน!
ฟางเสวี่ยเฟยยังยืนนิ่ง มั่นคงดุจขุนเขา หมุนมือทั้งสองข้างเป็นวงกลมขนาดใหญ่อยู่ระดับอก ปาดฝ่ามือออกเฉียง ๆ ดูคล้ายไร้ความพิสดารอันใดแต่ลมปราณสายหนึ่ง พลันทะลักทลายตามทิศ ซึ่งฝ่ามือวาดออก พุ่งตรงใส่ลำกระบี่
ประกายกระบี่เจิดจ้า ซึ่งพุ่งวาบเข้าใส่ลำคอ ถึงกับเบี่ยงเบนทิศทางในทันที!
กระบี่เก้ามรกตเล่มนี้ ไม่เพียงล้ำค่าอย่างยิ่ง เนื้อกระบี่ยังผสมโลหะพิเศษพบได้ในถิ่นอัสดงคตเท่านั้น ดังนั้นจึงมิเพียงคมกริบ ขนาดตัดเส้นผมขาดหากยังเบาอย่างยิ่ง ทั้งเวลาชักกระบี่จู่โจม ปราศจากสุ้มเสียงให้ค้นรอย
ไม่ทราบมีจอมยุทธ์เลื่องชื่อกี่คน เสียชีวิตใต้คมกระบี่ของมัน
ลมปราณกระบี่ของหมิงกังเตี๋ย ยิ่งแกร่งกร้าว คมกระบี่มิทันถึงตัวลมปราณก็พุ่งจู่โจม ครอบคลุมชีพจรสำคัญ ทั่วร่างฝ่ายตรงข้ามก่อนแล้วมันมั่นใจในพลังลมปราณของตนอย่างยิ่ง แต่เมื่อพบว่าบุรุษหนุ่ม เพียงพุ่งลมปราณผ่านฝ่ามือกลับสามารถเบี่ยงเบน วิถีกระบี่ของมันได้ หมิงกังเตี๋ยถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยนไป!
มันอย่างไรเป็นมือกระบี่เลื่องชื่อ แม้ไม่คาดคิดว่าพลังฝีมือบุรุษหนุ่มจะยอดเยี่ยมเพียงนี้ ยังกุมสติมั่นรีบเปลี่ยนกระบวนท่าจู่โจม
เงากระบี่กระจายโค้งดั่งสายรุ้ง วกกลับฟันใส่เท้าทั้งสองข้างของฝ่ายตรงข้ามทันที
ฟางเสวี่ยเฟยดีดร่าง ถอยห่างหลายช่วงตัว ไม่ทันที่เท้าทั้งสองจะแตะพื้นกลับปรากฏประกายกระบี่ พร่างพรายจากพื้นดิน ตรงตำแหน่งที่มันจะวางเท้า!
กระบวนท่าเมื่อครู่ของหมิงกังเตี๋ย กลับเป็นท่าหลอกล่อ มันฉวยโอกาสขณะบุรุษหนุ่มดีดร่างขึ้น ตัวมันพุ่งร่างเรียดพื้นดิน มุ่งไปยังตำแหน่งซึ่งบุรุษหนุ่มจะหยั่งเท้า กระบี่ตวัดพุ่งขึ้นจากพื้นดิน!
ปกติหากผู้ใด ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ย่อมต้องคิดดีดร่างอีกหนึ่งตลบหาตำแหน่งหยั่งเท้าใหม่ หมิงกังเตี๋ยก็คิดให้ฟางเสวี่ยเฟยกระทำเช่นนั้นมันคิดฉวยจังหวะ ขณะบุรุษหนุ่มหมุนร่าง ชิงวกอ้อมไปแทงจากด้านหลัง!
ทว่าความคิดทั้งหลาย กลับไม่เกิดผลอันใด เนื่องเพราะเพียงเห็นประกายกระบี่พุ่งวาบจากพื้น บุรุษหนุ่มเพียงผงะร่างเล็กน้อยหยั่งเท้าลงห่างตำแหน่งเดิมแค่ครึ่งก้าว หลบคมกระบี่ซึ่งเฉียดผ่านทรวงอกไม่ถึงสองนิ้ว!
พริบตาที่กระบี่ เฉียดผ่านใบหน้าฟางเสวี่ยเฟย ประกายเจิดจ้าดั่งสายรุ้งกลับสลายวับทันที!
ประมุขตระกูลฟางใช้สองนิ้ว คีบจับกระบี่เก้ามรกตสลายชีพ ไว้อย่างมั่นคงแล้วกระตุกลำกระบี่โดยแรง
หมิงกังเตี๋ยไหนเลย ยอมปล่อยมือจากกระบี่ง่ายดายมันเร่งโคจรลมปราณต้านจนสุดกำลัง ทว่าเพียงทำให้ลำกระบี่ สั่นไหวเล็กน้อยเท่านั้นเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มใบหน้า สีหน้าปรากฏแววตระหนก
ปลายกระบี่ของมัน มิได้ขยับเขยื้อน จากจุดเดิมแม้สักหุนเดียว!
ฟางเสวี่ยเฟยเห็นมันไม่ปล่อยกระบี่ ยิ่งโคจรพลังเร่งเร้าลมปราณสองนิ้วกระชากโดยแรงอีกครั้ง มิคาดหมิงกังเตี๋ยถึงกับ ยังไม่ยอมปล่อยกระบี่ฟางเสวี่ยเฟยเห็นดังนั้น พลันแปรเปลี่ยนแรง จากกระชากเป็นแรงเหวี่ยงฉับพลันเหวี่ยงทั้งกระบี่ ทั้งร่างหมิงกังเตี๋ย ลอยลิ่วขึ้นกลางอากาศ!
ไป๋เถี่ยเยี่ยนเห็นสภาพเช่นนั้น คำราม “ฮึ” ในลำคอ หมัดทั้งสองข้างฟาดออกด้วยกระบวนท่าในวิชาหมัดสัตตบรรพต เสียงหมัดพุ่งฝ่าอากาศดังกึงก้องอานุภาพไพศาลยิ่งจริง ๆ
ประมุขตระกูลฟาง เพียงปาดมือซ้ายขวา สลายพลังแรงของหมัด ตอบโต้อย่างฉับไวหนึ่งฝ่ามือต่อหนึ่งหมัด มิเชื่องช้ากว่าสักนิด
ไป๋เถี่ยเยี่ยนตื่นตระหนก จนหน้าเปลี่ยนสีพลังหมัดของมันหนักหน่วงเป็นร้อยชั่ง ตั้งแต่ฝึกปรือสำเร็จมิเคยมีผู้ใดต้านรับมันได้
มิคาดบุรุษหนุ่มผู้นี้เพียงปาดมือด้วยท่วงท่าสามัญ หมัดของมันกลับพลาดเป้าไป พลังนับร้อยชั่งสูญสลายไปในพริบตา!