ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 336 : บัญญัติผกผันสัจธรรม

จารึกที่ 336 : บัญญัติผกผันสัจธรรม : ค่ายกลห้าธาตุกลับตาลปัตรปลุกวิญญาณอักษร


ไอหมอกปราณปฐมกาลที่พวยพุ่งสวนกระแสกลับขึ้นสู่เบื้องบนประดุจเสามังกรเงินยวง เริ่มทอดแสงอ่อนจางลงคล้ายหิ่งห้อยที่ร่วงหล่นในห้วงเหว ทว่าความสงบเงียบภายในขอบเขตดินแดนใต้หล้าแห่งนี้ดำรงอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น โครงสร้างศิลาหินงอกหินย้อยสีดำทมิฬรอบทิศทางพลันเริ่มส่งเสียงสั่นสะเทือนครางต่ำรุนแรงยิ่งกว่าคราก่อน คล้ายกับมหาพยัคฆ์ใต้พิภพที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลเพราะถูกรบกวนอาณาเขตสะกดข่ม


ความผันผวนของมิติที่วิปริตบิดเบี้ยวนี้ ส่งผลกระทบต่อดาดฟ้าของมหานาวาปราณสูญตาอย่างรุนแรง แผ่นไม้หยกดำลั่นเปรี๊ยะตามแรงบีบอัดของค่ายกลบังคับที่มองไม่เห็น ทว่ากลไกฟ้าของตัวเรือที่หุ้มด้วยโดมความว่างเปล่ายังคงทำหน้าที่ต้านทานพายุพลังงานภายนอกไว้ได้อย่างเหนียวแน่น


อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่กึ่งกลางดาดฟ้าเรือ ลมหายใจของเขาเข้าออกเชื่องช้าและหนักแน่น เส้นชีพจรเซียนแท้ทั่วร่างที่เพิ่งได้รับการสมานตัวจากศึกคราก่อน กำลังเผาผลาญพลังงานอย่างมหาศาลเพื่อรักษาสมดุลของสมอแห่งเต๋าในแก่นวิญญาณ ใบหน้าของเด็กหนุ่มซูบซีดไร้สีเลือด หยาดโลหิตไหลซึมออกจากมุมปาก ทว่าดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขากลับจับจ้องไปยังเสาค่ายกลหลักต้นที่สี่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ส่วนลึกของหุบเขาอย่างไม่กระพริบ


กลิ่นอายที่เล็ดลอดออกมาจากเสาหลักต้นใหม่นี้ช่างประหลาดล้ำ มันมิได้อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดหรือความตายดั่งเช่นคราก่อน ทว่ามันกลับโชยพัดเอากลิ่นอายหอมละมุนของมวลบุปผชาติลอยละล่องมาตามกระแสลม ปรากฏการณ์ลี้ลับนี้คล้ายคลึงกับกลิ่นอายบนผืนแผ่นดินเบื้องบนในช่วงเวลาของเดือนสามฮวาเย่วบุปผาบานสะพรั่ง 花月 (ฮวาเยว่ - ดอกไม้ผลิบาน) อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าในความหอมหวานของมวลหญ้านั้น กลับแฝงไว้ด้วยรังสีอำมหิตที่สามารถเชือดเฉือนจิตวิญญาณของผู้ฝึกตนให้ขาดสะบั้นได้ในเสี้ยววินาที


มู่เฉิน ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เคียงข้างศิษย์รักอย่างมั่นคง แผ่นหลังของปรมาจารย์ผู้เฒ่าเหยียดตรงประดุจต้นสนบนยอดเขา ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลอันสมบูรณ์แบบของท่านแผ่ซ่านกลิ่นอายปราณเซียนแท้ที่หนาหนักออกไปรอบด้านเพื่อช่วยรองรับแรงกดดัน ฝ่ามืออันอบอุ่นของท่านวางลงบนบ่าของอาเจียเบาๆ


"อาเจีย... ค่ายกลด่านที่สี่นี้คือ 'มหาค่ายกลห้าธาตุผกผันสวรรค์' สัจธรรมของมันบิดเบี้ยวและอันตรายกว่าที่ผ่านมานับสิบเท่า" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเคร่งเครียด แววตาของผู้อาวุโสสั่นไหวเมื่อมองเห็นลวดลายบนเสาศิลา "สิ่งที่สวรรค์จอมปลอมใช้เป็นแกนกลางคุ้มครองตรงนั้น คือ 'ศัสตราประกอบศิลาล็อกสัจธรรม' มันมิใช่ค่ายกลที่ทำงานตามเงื่อนไขตายตัว ทว่ามันแฝงไว้ด้วยเศษเสี้ยวเจตจำนงของ ราชันย์เซียน 仙王 (เซียนหวัง) ผู้เป็นคนลงมือสลักตราผนึกนี้ด้วยตนเองเมื่อ 1000 ปีก่อน!"


วูบ!


ละอองแสงสีเงินละมุนตาพวยพุ่งออกจากปลายพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นร่างเล็กจ้อยขององค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันระดับตำนาน ปรากฏกายขึ้นนั่งไขว่ห้างลอยตัวอยู่กลางอากาศ ใบหน้าอันงดงามสลักเสลาของนางบึ้งตึง ดวงตากลมโตฉายประกายความจริงจังระคนตื่นตัว ปลายนิ้วเล็กๆ ชี้ตรงไปยังใจกลางของพลังงานสีห้าสีที่กำลังบิดเบี้ยวเบื้องหน้า


"เจ้าเจ้านายทึ่มทื่อ! คราวนี้ห้ามวู่วามเด็ดขาดนะ!" องค์หญิงน้อยแผดเสียงใสแจ๋วเตือนสติ "ค่ายกลสะกดข่มชั้นนี้มันรับรู้ถึงกลิ่นอายอักขระหลิง 零 (หลิง) ของเจ้าแล้ว เจตจำนงของราชันย์เซียนที่ซ่อนอยู่ภายในกำลังพลิกเปลี่ยนสมการควบคุม จากเดิมที่ใช้ดูดกลืนปราณแผ่นดิน คราวนี้มันกำลังรีดเค้นวิญญาณตกค้างของบรรพชนนับพันร่างที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงเพื่อระเบิดคุกใต้หล้าแห่งนี้ทิ้ง! หากเจ้าดันทุรังใช้ความว่างเปล่าเข้าไปกรีดตัดตรงๆ แรงระเบิดระดับทำลายล้างดินแดนจะกระชากวิญญาณเจ้าให้แหลกเป็นผุยผงทันที!"


คำเตือนขององค์หญิงน้อยส่งผลให้ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ที่เพิ่งจะบ่มเพาะพลังฟื้นตัวพากันขยับกายเข้ามาล้อมรอบอาเจีย ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความดับสูญที่แผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึก


"สวรรค์เบื้องบนกระทำการรัดกุมและไร้ช่องโหว่นัก" ฉินมู่หลางเอ่ยพลางกำด้ามกระบี่หยกเย็นในมือแน่น เจตจำนงกระบี่ที่เพิ่งได้รับการเบิกเนตรสะท้อนส่งเสียงหวีดหวิวเบาๆ "พวกมันสร้างกรงขังซ้อนกรงขัง บีบบังคับให้คนตายต้องพลีชีพเพื่อเข่นฆ่าลูกหลานตนเอง หากเราไม่ลงมือ บรรพชนก็ต้องสูญสลาย หากเราลงมือ สำนักหมื่นอักขระเบื้องบนก็จะพังพินาศตามไปด้วย"


อาเจียค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขายังคงสั่นเทาจากความบอบช้ำ ทว่าท่วงท่ากลับสง่างามและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี เขาฝืนระงับความเจ็บปวดในจุดตันเถียน มองไปยังดวงวิญญาณของผู้อาวุโสโบราณนับพันร่างที่กำลังถูกโซ่ตรวนรัดตรึงแน่นเข้าจนใบหน้าแห้งเหี่ยวบิดเบี้ยวกรีดร้องไร้เสียง เด็กหนุ่มพลันตีหน้าเศ้รา แววตาทอดมองภาพเหล่านั้นด้วยความรันทดใจและสมเพชต่อความโหดเหี้ยมของกฎเกณฑ์เบื้องบน น้ำเสียงของเขาเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแหบพร่าทว่าดังกังวานก้องไปทั่วหุบเขาลึก


"ช่วงเวลาที่ความอยุติธรรมถูกยกย่องเป็นลิขิตฟ้า... สรรพชีวิตในแดนเซียนต่างก้มหัวยอมรับคำลวงประเป็นสัจธรรม" อาเจียส่ายหน้าช้าๆ ทอดถอนใจยาวเรื่อย "วิหารเทพอนันตกาลอ้างตนเป็นผู้ชี้ชะตากรรม รักษาความสงบของสิบทิศวัฏสงสาร ทว่าแท้จริงแล้ว พวกท่านกลับซ่อนขุมนรกล่ามโซ่คนตายไว้ใต้แผ่นดินเกิดของพวกเรา ค้ากำไรจากเศษวิญญาณเพื่อหล่อเลี้ยงเกราะทองคำอันจอมปลอม... การปกครองที่พึ่งพาความหวาดกลัวและการขูดรีดผู้ไร้ทางสู้ ช่างเป็นความสมบูรณ์แบบที่น่าเวทนาและต่ำช้ายิ่งนัก!"


วาจาที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรมและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของอาเจีย มิใช่เพียงการประกาศกร้าวเพื่อประณาม ทว่าจิตสัมผัสอันแหลมคมของเขาแผ่ซ่านผสานไปกับน้ำเสียง ถ่ายทอดความเมตตาและเจตจำนงที่จะปลดปล่อยเข้าไปในห้วงรับรู้ของดวงวิญญาณบรรพชนดั้งเดิม


เมื่อคนตายได้รับรู้ว่ามีลูกหลานผู้สืบทอดที่ยอมเสี่ยงชีวิตลงมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม มิใช่มาเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ กระแสความเคียดแค้นคลุ้มคลั่งในวิญญาณของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหวังอันเที่ยงตรง คลื่นความถี่ของพลังงานที่ค่ายกลใช้บีบคั้นจึงเกิดสภาวะขัดแย้ง ตัวแปรในกลวิธานควบคุมของราชันย์เซียนสั่นไหวสะดุดลงชั่วเสี้ยวลมหายใจ!


"ข้าได้ช่องว่างของสมการแล้ว! องค์หญิงน้อย ดึงสมการปฐมกาลชั้นที่ 4 ออกมา!" อาเจียสั่งการผ่านกระแสจิตอย่างเฉียบขาด แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความสุขุมและเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ


"รับบัญชา! ข้าจะช่วยเจ้าประคองผืนกระดาษวิญญาณเอง!" องค์หญิงน้อยตอบรับเสียงหนักแน่น ร่างเล็กสลายกลับเข้าไปในพู่กันนิรันดร์ ปลดปล่อยรัศมีสีเทาเงินของมหาเวทสูญตา 大空法 (ต้า-คง-ฝ่า) ออกมาโอบอุ้มปลายขนพู่กันจนคมกริบก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม


อาเจียไม่ได้พุ่งตัวออกไปใช้กำลังเข้าหักหาญ ทว่าเขาชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นสู่ฟ้า ดึงเอาปราณปฐมกาลบริสุทธิ์ที่สั่งสมมาจากกระดานหมากรุกผสานเข้ากับโลหิตแท้ในร่าง เขาเริ่มจรดปลายพู่กันวาดลวดลายสลักอักขระกลางอากาศธาตุที่กำลังบิดเบี้ยว กระบวนการครั้งนี้มิใช่การสร้างจารึกทำลายล้าง ทว่าเขาทำหน้าที่เป็น "ผู้ตีความอักขระ" รื้อถอนรหัสลับของศัตรูเพื่อเขียนข้อกำหนดใหม่ทับลงไป!


"เจตจำนงของราชันย์เซียน อิงอาศัยหลักการ 'สะกดตัดขาด' เพื่อควบคุม..." อาเจียวิเคราะห์โครงสร้างอย่างเยือกเย็น นิ้วมือตวัดพู่กันเป็นลวดลายสลับซับซ้อนนับพันเส้นสาย "พวกมันบีบคั้นให้พลังงานไหลเวียนเป็นเส้นตรงเพื่อมุ่งทำลายล้าง เช่นนั้น ข้าจะขอมอบ 'วัฏจักรไร้สิ้นสุด' ให้แก่สมการของท่าน!"


เด็กหนุ่มตวัดพู่กันจารึกสัญลักษณ์วงกลมมหาภาวะซวี ( ⦾ ) ขนาดกว้างใหญ่ไพศาลครอบทับเสาค่ายกลหลัก จากนั้นจรดอักขระหลิง 零 (หลิง) ลงตรงกึ่งกลางรอยต่อของค่ายกลบังคับสวรรค์ เขาผสานกฎเกณฑ์ธาตุพฤกษาก่อเกิดและธาตุวารีลื่นไหลแทรกซึมเข้าไปในร่องรอยที่สะดุดเมื่อครู่


ครืนนนน!


ทันทีที่สัจธรรมบทใหม่ของอาเจียสัมผัสกับแกนกลาง ศัสตราประกอบศิลาล็อกสัจธรรมของศัตรูพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ประกายสายฟ้าสีทองคำม่วงปะทุสวนกลับมาตามลำแสงหมึก พลังบีบอัดระดับข้ามมหาขอบเขตกระแทกเข้าที่หน้าอกของอาเจียอย่างจัง กระดูกซี่โครงลั่นเปรี๊ยะ เลือดสดพุ่งกระฉอกออกจากปาก ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นกระดานเรือหยกดำ ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนแตกร้าวเสียหาย พลังปราณปั่นป่วนจนแทบจะระเบิดร่างจากภายใน


"อาเจีย!" สหายทุกคนร้องเตือนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด


"อย่าเพิ่งเข้ามาขอรับ!" อาเจียยกมือห้าม แววตาของเขาไม่ได้ท้อแท้ ทว่ากลับลุกโชนด้วยประกายแห่งการตระหนักรู้ "ล้มเหลว... ข้าเข้าใจข้อบกพร่องแล้ว ค่ายกลของสวรรค์มิได้ขับเคลื่อนด้วยธาตุธรรมชาติธรรมดา ทว่ามันแฝงไว้ด้วย 'เจตจำนงควบคุม' ของราชันย์เซียน ข้าพยายามจะเปลี่ยนธาตุ ทว่าเจตจำนงนั่นกลับปฏิเสธความลื่นไหล!"


"เช่นนั้นจะทำอย่างไร? มันกำลังจะระเบิดแล้วนะ!" องค์หญิงน้อยร้องเตือน แสงสีเงินบนด้ามพู่กันเริ่มกะพริบวิปริตจากการแบกรับพลังสะท้อนกลับ


"ในเมื่อเจตจำนงของมันคือการควบคุม... ข้าก็จะไม่ควบคุม ทว่าข้าจะมอบ 'อิสรภาพ' ให้แก่สรรพสิ่ง!"


อาเจียหยัดกายขึ้นยืนตรง แผ่นหลังตั้งตรงประดุจทวนท้าทายฟ้าดิน เขาไม่ได้ตื่นตระหนกต่อความล้มเหลว เพราะทุกความผิดพลาดคือบันไดสู่ความเที่ยงแท้ เขารวบรวมปราณเซียนแท้เฮือกใหญ่ ผสานเข้ากับเจตจำนงของบรรพชนดวงวิญญาณอักษรที่เพิ่งปลดปล่อยมาในตอนก่อน ซึ่งกำลังลอยล้อมรอบตัวเขาประดุจเกราะคุ้มกัน


เขากรีดเลือดเพิ่มลงบนพู่กัน คราวนี้เขาตวัดวาดอักขระหลิง 零 (หลิง) ตัวแทนแห่งต้นกำเนิดอันไร้รูป ซ้อนทับลงบนสมอแห่งเต๋าที่สลักอยู่ในกระดูกของเขาเอง แผ่ขยายรัศมีออกไปโอบอุ้มดวงวิญญาณบรรพชนที่กำลังถูกแผดเผา


"บรรพชนทุกท่าน... จงมอบเจตจำนงดั้งเดิมของพวกท่านให้แก่พู่กันของข้า! สวรรค์ปิดปากพวกท่าน ทว่าข้าจะมอบเสียงสะท้อนให้พวกท่านประกาศสัจธรรม!"


ดวงวิญญาณอักษรบรรพกาลนับร้อยดวงส่งเสียงกังวานประสานสอด พากันพุ่งทะยานเข้าหลอมรวมกับน้ำหมึกโลหิตปฐมกาลบนพู่กันนิรันดร์ ปลายพู่กันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเงินอันวิจิตรและศักดิ์สิทธิ์อย่างถึงที่สุด อาเจียสะบัดข้อมือตวัดจารึกมหาอักขระชุดใหม่ลงบนโซ่ตรวนสวรรค์อีกครา!


"มหาจารึกสูญตา... คลายลิขิตฟ้า ปลดแอกวิญญาณบรรพชน!"


วูบ!


ครั้งนี้ คลื่นพลังงานที่แผ่ออกไปมิใช่การโจมตี ทว่ามันคือ 'การละลายพื้นที่ดำรงอยู่' ของค่ายกลสวรรค์! อักขระหลิงที่ผสานเจตจำนงบรรพชนและสมอแห่งเต๋า ทำหน้าที่ลบเลือน 'สิทธิ์ในการควบคุม' ของวิหารเทพอนันตกาลออกไปจากโซ่ตรวนเหล่านั้น เมื่อไร้ซึ่งสิทธิ์ควบคุม โซ่ตรวนสีทองคำม่วงที่แข็งแกร่งก็กลายเป็นเพียงสสารไร้ค่าในพริบตา!


เปรี้ยงงงงงง!


เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทเลื่อนลั่นไปทั่วชั้นใต้ดิน! โซ่ตรวนอักขระสวรรค์นับพันเส้นที่ล่ามพันเสาหลักต้นที่ 4 พลันหักสะบั้นและพังทลายลงมาประดุจภูเขาถล่ม ค่ายกลเทวะผลาญวิญญาณถูกรื้อถอนโครงสร้างจนหมดสิ้นความขลัง ดวงวิญญาณบรรพชนนับพันร่างได้รับการปลดปล่อย ร่างเนื้อที่แห้งเหี่ยวกลายเป็นละอองธุลี ทว่าดวงวิญญาณตกค้างกลับแปรสภาพเป็น **"ดวงวิญญาณอักษรปฐมกาล"** สีทองคำเจิดจ้านับพันดวง ลอยล่องขึ้นเต็มเพดานศิลา ประดุจหมู่ดารานับหมื่นดวงที่ส่องประกายขับไล่ความมืดมิด


"ขอบใจเจ้า... ผู้กำหนดมรรคาบทใหม่..." เสียงกระซิบประสานของบรรพชนแผ่วเบาแฝงความหลุดพ้น


เจตจำนงจำลองของราชันย์เซียนผู้คุมกฎแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความอัปยศ ร่างหมอกควันขนาดยักษ์พังทลายและแตกร้าว ก่อนจะถูกดวงวิญญาณอักษรบรรพชนนับพันพุ่งเข้าบดขยี้จนสลายกลายเป็นละอองปราณดิบอันตรธานหายไปโดยสิ้นเชิง!


ครืนนนนน!


เมื่อค่ายกลด่านที่ 4 แตกสลายอย่างสมบูรณ์ พลังปราณปฐมกาลมหาศาลสุดคณานับที่ถูกสะกดกักขังมานานกว่า 1000 ปี พลันปะทุทะลักสวนกลับขึ้นไปตามเส้นเลือดใหญ่ของแผ่นดิน มุ่งตรงสู่สำนักหมื่นอักขระบนผืนดินเบื้องบนในทันที กระแสมวลพลังงานสีเงินยวงเข้มข้นกว่าคราก่อนๆ นับร้อยเท่ พุ่งทะลวงผ่านชั้นดินสั่นสะเทือนฟ้าดินจนเกิดเสียงระฆังเต๋าดังกังวานก้องไปทั่วสิบทิศ


ณ สำนักหมื่นอักขระบนผืนดินเบื้องบน ช่วงเวลาที่ราตรีคืบคลานเข้าปกคลุมขุนเขา ท้องฟ้าพลันสว่างไสวประดุจกลางวันด้วยรัศมีมงคลสีรุ้ง มวลปราณธรรมชาติในอากาศธาตุควบแน่นจนกลายเป็นหยาดพิรุณเต๋าโปรยปรายลงมาชโลมตำหนักน้อยใหญ่ บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสทุกคนที่กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่ารากฐานการฝึกตนของพวกเขยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด คอขวดพลังที่เคยติดขัดทลายสิ้นในพริบตา เสียงโห่ร้องสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของสำนักดังก้องกลบขุนเขา โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ปาฏิหาริย์นี้กำเนิดมาจากปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังทำศึกอยู่ในส่วนลึกใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา!


ภายในหุบเหวใต้ดิน อาเจียทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นเรือหยกดำ เลือดไหลออกทางทวารทั้ง 7 ทว่าดวงตาของเขากลับสาดประกายเจิดจ้าลึกล้ำประดุจเอกภพ ละอองอักขระสวรรค์นับล้านตัวที่หลุดพ้นจากผนึก ถูกสมอแห่งเต๋าในร่างดึงดูดเข้ามาบีบอัดจัดเรียงเข้าสู่ส่วนลึกของจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบ


รากฐานการบำเพ็ญของเขาถูกขยายขนาดขึ้นจนกว้างใหญ่ไพศาลประดุจมหาสมุทร พลังปราณเซียนแท้เอ่อล้นหนาแน่นจนแทบจะควบแน่นเป็นหยดน้ำแห่งสัจธรรม บ่งบอกถึงความพร้อมขั้นสูงสุดสำหรับการทะลวงผ่านขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม สู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ในอนาคตอันใกล้


มู่เฉินรีบก้าวเข้ามาประคองร่างศิษย์รัก แววตาของปรมาจารย์ผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความศรัทธาและตื้นตันใจอย่างที่สุด "เจ้าทำได้... เจ้าก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้กำหนดกฎแห่งอักขระอย่างแท้จริงแล้ว อาเจีย บรรพชนได้รับการปลดปล่อย และสำนักเบื้องบนก็รุ่งเรืองถึงขีดสุด"


องค์หญิงน้อยลอยตัวออกมาจากพู่กันนิรันดร์ นางเอื้อมมือเล็กๆ ที่สั่นเทาไปแตะหน้าผากของเขาเบาๆ เพื่อช่วยจัดระเบียบพลังงานวิญญาณ แววตาขี้เล่นหายไปหลงเหลือเพียงความเชื่อฟังและภาคภูมิใจ "เจ้ามนุษย์ดื้อรั้น... สมการครานี้ของเจ้าช่างไร้ที่ติยิ่งนัก ข้า... ข้าเต็มใจจะแบกรับมรรคานี้ไปพร้อมกับเจ้า"


อาเจียแย้มยิ้มบางเบาอย่างสง่างาม แม้ใบหน้าจะซีดเซียว ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกลับหนักอึ้งและน่าเกรงขามขึ้นตามลำดับ เขากระชับพู่กันนิรันดร์ในมือแน่น ทอดสายตาจับจ้องไปยังส่วนลึกที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิมของหุบเหวใต้ดิน ที่ซึ่งโซ่ตรวนชุดต่อไปกำลังส่งเสียงสั่นสะเทือน คล้ายกับว่าตัวตนที่น่ากลัวและลึกลับกว่าเดิมของศาลสวรรค์ กำลังรอคอยการพิสูจน์ปัญญาของเขาอยู่เบื้องหน้า!


กงล้อแห่งลิขิตฟ้าใต้ดินถูกรื้อถอนไปอีกขั้น และก้าวต่อไปของผู้กำหนดกฎแห่งอักขระ พร้อมด้วยอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณระดับตำนาน กำลังจะสั่นสะเทือนไปถึงบัลลังก์ของเทพบรรพกาลบนสรวงสวรรค์สัมบูรณ์!