บทที่ 32
คำขอร้องจากเพื่อนร่วมชั้น
หลังจากที่คุยโทรศัพท์กับเย่เหลียงจบแล้ว ซูหลี่เหยาก็รีบกดเบอร์โทรศัพท์ของอู๋ตี้ทันที
เหตุผลที่ทำไมซูหลี่เหยาถึงมีเบอร์โทรศัพท์ของอู๋ตี้นั่นก็เพราะว่าเธอมักจะสั่งให้อู๋ตี้ทำนู่นทำนี่ให้บ่อยๆมาก่อน เปรียบเสมือน “ทาส” ที่มักจะถูกโทรเรียกตามตัวเพื่อมารับคำสั่งเรื่อยๆ หากไม่มีอะไรก็ไม่จำเป็นต้องนึกถึงเบอร์นี้เลย
กาลครั้งหนึ่งนั้น เธอเคยอยากจะแสดงแสนยานุภาพของการเป็นดอกไม้แห่งคลาสเรียน และเธอเดิมพันไว้กับสาวๆหลายคนภายในหอยามค่ำคืนไว้ว่าหนุ่มๆในคลาสเรียนเธอน่ะ พร้อมจะทำทุกอย่างให้เธอ ไม่ว่าเธอจะต้องการอะไรก็ตาม และถ้าเธออยากทำอะไร เธอต้องได้ทำ
ดังนั้นแล้ว เธอจึงโกหกกับอู๋ตี้ว่าเธอนั้นอยากจะกินโจ๊กร้าน 8 ขุมทรัพย์ และขอให้เขาส่งให้ถึงมือเธอเดี๋ยวนี้เลยด้วย
อู๋ตี้นั้นไม่ได้พูดอะไรหากแต่เขาก็ยอมวิ่งไปเป็นไมล์ๆตลอดทั้งคืนก็เพื่อซื้อโจ๊กร้าน 8 ขุมทรัพย์มาให้เธอ จากนั้นก็ใช้ไม้ยาวหลายแท่งเพื่อส่งโจ๊กนั้นให้เธอทางหน้าต่าง
หลังจากที่ได้โจ๊ก 8 ขุมทรัพย์มาแล้ว ซูหลี่เหยาก็กินไปนิดหน่อยเท่านั้น จากนั้นเธอก็โยนทิ้งขยะไป ทั้งนี้ก็เพื่อหันไปอวดเพื่อนร่วมห้องของเธอด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหนือกว่า “เป็นไงล่ะ ด้วยเสน่ห์ของดอกไม้แห่งคลาสเรียนของฉัน”
ในอดีตนั้น ซูหลี่เหยาไม่เคยกังวลเรื่องที่จะโทรหาอู๋ตี้เลย เธอนั้นมั่นใจมากๆว่าเจ้าขี้แพ้อู๋ตี้จะต้องรับโทรศัพท์เธอและเชื่อฟังคำพูดของเธอแน่ๆ
แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ เธอกดโทรออกเบอร์ของอู๋ตี้ และเช่นเดียวกันเธอก็เปี่ยมไปด้วยความกังวลแบบมากๆเลยด้วย
เธอกังวลว่าเธอจะไม่สามารถพาอู๋ตี้ไปยังที่นัดหมายได้ นอกจากนั้นก็ยังกลัวด้วยว่าอู๋ตี้จะปฏิเสธที่จะรับสายเธอ และถ้ามันเป็นแบบนี้ เย่เหลียงเองก็คงจะไม่เก็บเธอไว้เช่นกัน
ในห้วงลึกของจิตใจของซูหลี่เหยานั้นยังคงภาวนาให้เขารับโทรศัพท์เธอเสียที
“ตื๊ด...ตื๊ด...ฮัลโหล?”
เสียงโทรศัพท์ของอู๋ตี้มันดังนานจนท้ายสุดเขาก็หยิบมันขึ้นมารับสาย
ซูหลี่เหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะพูดขึ้น “ฮัลโหล อู๋ตี้ นายอยู่ไหนน่ะ?”
“เอ๊ะ?”
ฟังเสียงซูหลี่เหยาที่อ่อนนุ่มและชัดเจนเช่นนี้ อู๋ตี้ก็ทำไม่คุ้นหูไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ถาม “มีอะไรเหรอ? ให้ฉันช่วยอะไรหรือเปล่า?”
“น่าเกลียดจังเลยนะ ไม่เป็นไรแล้วโทรหานายไม่ได้เหรอ?” ซูหลี่เหยาไม่พอใจขึ้นมาทันที สมเป็นเจ้ามารยาจริงๆ พูดอย่างกับอยากจะโทรมาคุยด้วยซะงั้นแหละ
อู๋ตี้งุนงงกับการกระทำของเธอมากๆ...หรือว่า?
ไม่สิ ไม่ใช่ว่าซูหลี่เหยามองเขาเป็นไอ้ขี้แพ้บ้านจนอยู่เหรอ?
หรือว่าเธอรู้แล้วว่าเขานั้นมีเงินเก็บอยู่อีก 10 กว่าล้าน?
ไม่น่าจะใช่ เพราะเขานั้นยังไม่ได้บอกใครเลย แม้แต่เอ้อซีซีเองก็ยังไม่ได้บอก
แต่ก่อนที่จะเข้าใจได้ว่าซูหลี่เหยากินยาผิดขวดหรือไม่ได้เขย่าขวดก่อนดื่มยาหรือเปล่า อู่ตี้ก็พูดออกไปด้วยความรอบคอบ “ฉันทำงานอยู่ข้างนอกน่ะตอนนี้ หลังจากที่ให้เงินกับครอบครัวไป 1 ล้านหยวนเพื่อซื้อบ้านที่บ้านเกิดแล้ว การเงินทางฝังฉันเลยน่ากังวลนิดหน่อย เพราะงั้นฉันเลยออกมาทำงานเพื่อจะได้มีเงินส่งไปเลี้ยงดูพวกเขาน่ะ”
สิ่งที่อู๋ตี้ทำนั้นก็เพื่อดักไม่ให้ซูหลี่เหยาหวังผลประโยชน์จากเงินเขาได้
ทว่า สิ่งที่ซูหลี่เหยาตอบกลับมานั้นกลับเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของเขามากๆ
“ว้าว! อู๋ตี้ นั่นมันวิเศษไปเลยไม่ใช่หรือไงน่ะ? นายมีความรับผิดชอบมากๆเลยนะ ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอกที่ต้องออกไปหางานทำแบบนี้ แต่นี่ก็เพื่อไม่ให้เป็นภาระของทางบ้านสินะ นายต้องแบกรับรายจ่ายของนายเอาไว้เองด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ฉันเองก็คิดนะว่าคนแบบนี้ ที่สามารถจัดการชีวิตตัวเองได้นั้นหล่อสุดๆไปเลยล่ะ”
“เอ๋?”
อู๋ตี้ถึงกับไปไม่เป็นเลย เขาไม่รู้จะพูดอะไรดี มันงุนงงแบบสุดๆ นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรเนี่ย? สรุปซูหลี่เหยากินยาผิดจริงๆเหรอ? นี่มันไม่ปกติแล้วนะ
“เธอควรจะรีบบอกมาดีกว่านะว่ามีอะไร นี่ฉันกำลังยุ่งอยู่นะ”
อู๋ตี้รีบเปลี่ยนหัวข้อเรื่องทันที เขานั้นพอจะจับทาง ซูหลี่เหยาได้บ้างแล้ว ดังนั้นเขาต้องไม่โดนเธอปั่นหัวหรือตกหลุมพรางเธออีกครั้ง!
“อ่ะ โอเค คนเขาเป็นห่วงนายกันเพราะนายไม่เข้าเรียนเมื่อเช้าน่ะ”
ซูหลี่เหยานั้นแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงราวกับเด็กสาวในละครไต้หวันเลย ทั้งน้ำเสียงที่ชัดเจนและแสดงออกถึงความกังวลนั้นเหมือนจะสลักลงไปในกระดูกเธอไปแทบหมดแล้ว
“โอ้ ดีจังเลย ถ้ายังฉันวางก่อนนะ บาย~”
หากเป็นอู๋ตี้เมื่อก่อนล่ะก็ การที่ซูหลี่เหยาพูดแบบนี้ใส่คงทำให้เขามีความสุขจนแทบจะบินเลยล่ะ แต่ตอนนี้เพียงแค่ได้ยินก็รู้แล้วว่าเธอแสร้งทำ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็แค่การหลอกลวง
“เหวอ เดี๋ยวก่อนสิ!”
ซูหลี่เหยารีบห้ามเขาไว้ก่อน
“นายช่วยไปรอฉันที่ทะเลสาบที่สวนด้านหลังช่วงบ่าย 3 โมงได้หรือเปล่า? ฉันมีบางอย่างอยากจะพูดกับนายน่ะ”
อู๋ตี้ขมวดคิ้ว ที่ทะเลสาบสวนด้านหลังมหาลัยงั้นเหรอ? นั่นมัน ที่ที่เขาใช้เวลาไปกับเอ้อซีซีไปเมื่อตอนนั้นนี่นา? ทำไมเธอถึงเลือกที่นั่นกันนะ?
“ทำไมล่ะนั่น? เธอพูดทางโทรศัพท์ไม่ได้เหรอ?”
“มันสำคัญมากจริงๆ ถ้ายังไงก็ขอความกรุณาด้วยนะ ได้โปรด” ซูหลี่เหยาแสร้งใช้น้ำเสียงอ่อนหวานอีกครั้ง
แต่หลังจากที่ลังเลอยู่นิดหน่อย อู๋ตี้ก็ปฏิเสธเธอไปในที่สุด
“ถ้างั้นคงต้องขอผ่าน พอดีฉันยุ่งตลอดช่วงบ่ายเลย ยังไงก็ไว้คุยกันเรื่องนี้ทีหลังนะ”
ด้วยสถานการณ์ก่อนหน้านั้น มันทำให้ซูหลี่เหยานั้นไม่เหลือสิ่งดีๆให้เขาได้เชยชมอีกแล้ว เพราะงั้นอู๋ตี้เลยพยายามเมินเธอและสลัดเธอออกจากความคิดของเขา
“เดี๋ยวก่อน!”
ในตอนนี้ ซูหลี่เหยาโกรธขึ้นมาจริงๆแล้ว จากเสียงในโทรศัพท์นั้นเขาก็น่าจะพอรู้ได้ว่าเธอนั้นพร้อมจะระเบิดออกมาตลอด เรื่องมันควรจะเป็นอีกแบบหนึ่ง อู๋ตี้นั้นควรจะยอมคุกเข่าให้เธอและเชิดชูเธอ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเธอต้องขอร้องอู๋ตี้ แถมพอขอร้องแล้วอีกฝ่ายก็ยังฉีกหน้าเธอจนยับเยินอีก
นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เธอโกรธมากๆนั่นก็คือการที่เขาเมินเธอนั่นแหละ
“อู๋ตี้! นี่ฉันอุตส่าห์ขอร้องนายเลยนะ! แต่นายกลับปฏิบัติกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ! นายคิดว่านายเป็นใครกัน! ใครๆเขาก็พูดกันว่า การแอบรักใครสักคนเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุด เมื่อตอนนั้นนายก็ยอมรับแล้วว่านายแอบรักฉัน แล้วทำไมตอนนี้นายถึงปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวแล้วปฏิเสธฉันแบบนี้กัน! นายรู้ไหมว่าคนอย่างนายควรเรียกว่าอะไร? นายมันขยะ! คนไร้หัวใจ! พวกขี้ขลาดตาขาว!”
ในท้ายสุดนั้น ซูหลี่เหยาไม่รู้จะกลับตัวยังไงแล้ว
“ยังไงก็ตาม! บ่าย 3 โมงเย็นวันนี้ ฉันจะรอนายอยู่ที่ทะเลสาบที่สวนด้านหลัง นายจะมาหรือไม่มาก็เชิญเลย!”
เธอเกรี้ยวกราดอีกแล้ว แถมเธอยังไม่รอให้อู๋ตี้พูดอะไรด้วย ซูหลี่เหยานั้นตัดสายไปทันทีด้วยน้ำเสียงทิ้งท้ายที่แหบพร่าและฟังดูเศร้าสุดๆ
อู๋ตี้ผู้ที่กำลังช็อกเพราะเสียงแสบแก้วหูของเธอนั้น ตอนนี้เริ่มจะทุกข์ใจแล้ว ทำไมซูหลี่เหยาต้องตะคอกใส่เขารวมถึงบ่นด่าเขาทุกครั้งไปด้วยนะ? ไม่รู้หรือไงว่ามันทำร้ายจิตใจคนอื่นน่ะ?
อีกฟากหนึ่ง ซูหลี่เหยาที่วางโทรศัพท์ไปนั้นก็ยังคงกังวล
เธอนั้นไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้จริงๆเลยเผลอโกรธใส่อู๋ตี้ไปอีกครั้งแล้ว
ตอนนี้เธอนั้นเสียใจจนอยากจะตายๆไปเลย แต่กระนั้นหัวใจของเธอก็ยังคงมีแสงแห่งความหวังอยู่นิดหน่อย
ในตอนท้ายนั้นเธอบอกไปแล้วว่าเธอจะไปรอที่ทะเลสาบนั้น เขาจะมาหรือเปล่านะ?
ต้องมาสิ! เธอพูดถึงขนาดนั้นแล้ว ยังไงซะเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่มา!
บางครั้งผู้หญิงก็พากันเป็นแบบนี้ไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามก็จะชอบเลิ่กลั่กที่จะพูดมันตรงๆแล้วก็วางไปเอง จากนั้นก็จะคิดว่าคนอื่นจะต้องเข้าใจที่ตนเองอยากจะสื่อสารแน่ๆ แต่มันจะเป็นอย่างงั้นไปได้ยังไงกันล่ะ! ชอบทำตัวลึกลับแล้วก็คิดไปเองเพื่อปลอบตัวตัวเองแบบนี้มันสนุกตรงไหนน่ะ?
อู๋ตี้ค่อยๆวางโทรศัพท์ลงไปแล้วทุกข์ใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และในตอนนั้นคนขับรถแท็กซี่ก็เอ่ยขึ้นกับเขาด้วยรอยยิ้ม
“แฟนเหรอ? ฮ่าๆๆ ไม่อึดอัดแย่เลยเหรอนั่น แต่ยังไงก็เถอะ มันดีแล้วพ่อหนุ่ม มันเป็นเรื่องปกติที่เธอจะขี้โวยวาย ฟังฉันนะ เธอน่ะ แค่กลับไปแล้วทำให้เรื่องมันสงบก็พอแล้ว...”
อู๋ตี้นั้นแทบจะหัวเราะทั้งน้ำตา “ไม่ใช่หรอกครับ ก็แค่คนรู้จักในสถาบันน่ะครับ มากสุดก็เคยเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกัน แบบว่า มันค่อนข้างอธิบายยากนิดหน่อย”
คนขับรถยังแสดงออกถึงรอยยิ้ม “เอาน่าๆ ฉันเข้าใจๆ ไม่ต้องพูดหรอก ฉันเองก็ยังหนุ่มนะ ฮ่าๆๆๆ”
อู๋ตี้นั้นถอนหายใจแล้วหันไปมองนอกหน้าต่าง
เมื่อคิดถึงเรื่องที่ซูหลี่เหยาพูดในโทรศัพท์เมื่อครู่ เขาก็สงสัยว่าอีกฝ่ายนั้นอยากจะพูดอะไรกันแน่ ดูท่าเขาคงจะต้องไปที่ทะเลสาบนั่นเพื่อรู้ด้วยตนเองสินะ?
รอบๆนั้นก็อุดมไปด้วยพุ่มไม้ด้วย...แถมยังเป็นสวนหลังมหาลัย… ไม่มีใครผ่านแถวนั้น
อ่า...เป็นที่ที่ลึกลับจริงๆนะนั่น แล้วการที่หนุ่มสาวอยู่บริเวณนั้นกันสองต่อสองนี่มันเป็นอะไรที่เหมาะแก่การทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงมากๆเลย
แค่ก!-- ไม่หรอก อู๋ตี้ค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นไปไม่ได้ คนอย่างซูหลี่เหยามีเหรอที่จะมองมาที่เขาหากไม่มีเงินแล้วแบบนี้?
แต่พอคิดถึงเรื่องนี้ จู่ๆความเป็นไปได้มันก็ปรากฏขึ้นมา
บางทีอาจจะเป็นเพราะซูหลี่เหยานั้นรู้แล้วว่าเธอทำผิด และอยากจะกล่าวขอโทษกับตัวเขา แต่เพราะการพูดผ่านโทรศัพท์นั้นมันน่าอาย ดังนั้นเธอเลยขอให้เขาไปเจอเธอในที่ส่วนตัว
ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ เป็นไปได้ และถ้ามันเป็นไปได้ นี่มันจะเป็นเรื่องดีๆเลย
หรือต่อให้เป็นเรื่องอื่น แค่ไปเองก็คงไม่น่าจะมีอะไรเสียหายแล้วด้วย เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าซูหลี่เหยาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปขนาดไหน?
ดังนั้นแล้ว อู๋ตี้จึงตัดสินใจที่จะไปที่นั่น หากซูหลี่เหยาเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆ ความปรารถนาก่อนหน้าของเขาก็คงจะบรรลุเสียที