ณ ดาวเคราะห์โลก
หลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่วันที่โจมาโลกครั้งแรก เมื่อเปรียบเทียบวันนี้กับเมื่อตอนนั้นแตกต่างกันไม่น้อย ตึก อาคาร ถนน และสถานที่ต่างๆ เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่นองค์กรโลกสมัยใหม่จากเมื่อก่อนเป็นเพียงอาคารที่ถูกสร้างขึ้นด้วยปูน แต่ตอนนี้กลับถูกสร้างด้วยวัสดุพิเศษ มันมีความแข็งแรงกว่าเหล็กและเงางาม
พวกรถยนต์เริ่มมีการใช้พลังงานต้านทานแรงโน้มถ่วงทำให้รถสามารถลอยได้ ทว่าราคาของมันแพงไม่ใช่เล่น คนรวยบางคนสามารถซื้อมาขับแต่บางคนกลับชอบแบบมีล้อมากกว่า
อย่างไรก็ตามกฏจราจรของยานพาหนะแบบลอยได้ถูกกำหนดให้ลอยสูงไม่เกินสามฟุต
วันนี้คึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากองค์กรโลกสมัยใหม่ได้ประกาศออกมาว่า กองกำลังที่ออกไปสู้รบกำลังกลับมา มีหลายคนสงสัยว่าเป็นใครและพวกเขาถูกส่งออกไปตอนไหน
เมื่อตอนที่พวกมายด์ออกเดินทางนั้น พวกเขาไปอย่างเงียบๆไม่ได้ประกาศให้ใครรับรู้
“เฮ้เพื่อน ใครกันที่กำลังจะกลับมา?” ชายคนหนึ่งเอ่ยถามคนข้างๆด้วยความอยากรู้ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยทหารที่มารอต้อนรับอย่างเป็นระเบียบ
“นายถามถูกคนแล้ว ผมมีเพื่อนอยู่หน่วยพิเศษในองค์กร” จากนั้นเขาก็ทำท่ากระซิบกระซาบ “เขาบอกผมว่าเป็นทหารขั้นสูงกลุ่มแรกที่ออกไปสู้กับพวกศัตรู”
“ศัตรู? มันเป็นใคร?” ชายคนนั้นเอ่ยถาม
คนที่ถูกถามส่ายหัว “ไม่รู้เหมือนกัน ยศเพื่อนผมไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล เขาว่ามาอย่างนั้น”
“แล้วคนที่ออกไปสู้แข็งแกร่งแค่ไหน?” เขาเอ่ยถามอีกครั้ง ต้องรู้ไว้ว่าเมื่อสองสามปีที่แล้วเรื่องของผู้ใช้พลังพิเศษนั้นเป็นที่รับรู้กันกว้างขวาง แม้แต่อาชญากรหลายคนมีพลังนี้เช่นกัน และคนธรรมดามักจะถูกพวกมันปล้นชิงบ่อยครั้ง
คนที่ถูกถามมองชายคนนั้นเหมือนมองคนโง่ “นายคิดว่าคนที่ออกไปทำสงครามกับศัตรูในอวกาศจะแข็งแกร่งแค่ไหนกันล่ะ?”
ชายคนนั้นกลืนน้ำลายเมื่อคิดว่าคนเหล่านั้นอาจจะแข็งแกร่งมากที่สุดในโลกก็ได้ และด้วยเหตุนี้ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของเขาถูกกระตุ้นมากขึ้นและจดจ่อรอการกลับมา
เหตุการณ์นี้กระจายไปทั่วทุกแห่ง มีหลายคนที่มีเพื่อนหรือญาติทำงานอยู่ภายใน ทำให้พวกเขารับรู้ถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อนใคร และมักจะนำไปโอ้อวดกับคนอื่นๆ จึงไม่น่าแปลกหากเกือบทุกคนรู้เรื่องนี้
ในเวลานี้ได้มีกลุ่มคนเดินออกมาจากองค์กรโลกสมัยใหม่ ทหารสี่นายเดินอารักขาชายแก่ที่อยู่ตรงกลาง คนตรงกลางคือปู่ของมายด์และมิ้นต์
“ดูนั่น!! ปู่ชิตประธานองค์กรถึงกับออกมารอต้อนรับด้วยตัวเองเลยเหรอเนี่ย”
ทุกคนยิ่งพากันสงสัยว่ากลุ่มคนที่จะมาถึงเป็นพวกไหนกันถึงขนาดทำให้ประธานออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตามปู่ชิตยกมือขึ้นแล้วทุกคนก็เงียบเสียงลง จากนั้นนำไมค์ที่ติดตัวมาด้วยจ่อไว้ที่ปากพร้อมกับพูดว่า “ขอบคุณทุกคนที่ในวันนี้ได้มาอยู่ ณ ที่ตรงนี้ ทุกคนคงกำลังสงสัยว่าพวกเขาเป็นใครถึงได้จัดงานต้อนรับใหญ่โตถึงเพียงนี้ งานที่จัดขึ้นนี้สมเหตุสมผลเพราะพวกเขาได้ออกไปทำสงครามเพื่อปกป้องพวกเรา มันผ่านมาหลายปีแล้วและวันนี้พวกเขากำลังกลับมา อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้วและพอถึงตอนนั้นผมจะประกาศเรื่องสำคัญให้ทุกคนได้ทราบ”
ทันทีที่พูดจบทุกคนส่งเสียงเอะอะและกำลังเดาว่าปู่ชิตกำลังจะประกาศเรื่องอะไร
ในเวลาเดียวกันยานบัญชาการกำลังเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงและใกล้ถึงระบบสุริยะแล้ว
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอคอยอย่างตื่นเต้น เสียงเอไอก็ดังขึ้น “จะถึงจุดหมายใน 3…2…1…”
เสียง ปัง!! ดังขึ้นพร้อมกับยานอวกาศโผล่ตรงดวงอาทิตย์ ทุกคนแทบจะกลั้นหายใจเมื่อได้เห็นดาวฤกษ์ของบ้านเกิด
มายด์ยิ้มเล็กน้อย เธอตื่นเต้นไม่แพ้ใครและนึกถึงปู่ของเธอเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าปู่จะยังสบายดีไหมนะ
หลังจากนั้นยานบัญชาการก็มุ่งหน้าไปที่โลกด้วยความเร็วต่ำกว่าแสงครึ่งหนึ่ง
ระบบขับเคลื่อนของยานอวกาศจะมีสามระบบหลักๆคือ ความเร็วปกติโดยจะมีความเร็วเหนือเสียงไม่มาก ซึ่งระบบนี้จะใช้เมื่ออยู่ในชั้นบรรยากาศของดวงดาว ต่อมาคือความเร็วต่ำกว่าแสงครึ่งหนึ่ง ซึ่งระบบนี้จะใช้เมื่อเดินทางในระบบดาว และสุดท้ายความเร็วเหนือแสง ระบบนี้จะใช้เมื่อต้องเดินทางข้ามระบบดาว
และเมื่อเดินทางข้ามระบบดาวจะต้องล็อคไปที่ดาวฤกษ์ของระบบดาวที่ต้องการจะไปเพื่อง่ายต่อการค้นหาและไม่หลงทาง ดังนั้นจึงมาโผล่ตรงดาวฤกษ์เสมอ
จากดวงอาทิตย์ถึงโลกใช้เวลาไม่เกินยี่สิบนาที แต่ยี่สิบนาทีนี้เหมือนยี่สิบปี พวกเขารู้สึกว่ามันนานมาก
หลายคนอดใจรอเจอพ่อแม่พี่น้องของตนไม่ไหวและสรรหาประโยคที่จะพูดเมื่อเจอหน้าญาติๆ
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบไม่มีใครพูดอะไรนอกจากมองออกไปข้างนอกและดูดาวโลกที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าโจจะไม่มีพันธะอะไรบนโลกแต่เขาเองก็เป็นมนุษย์เช่นกัน อย่างน้อยเขาอยากจะรู้ว่าตอนนี้โลกจะเป็นอย่างไรบ้าง
เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้าจนในที่สุดดาวโลกก็อยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว
ในเวลานั้นมายด์ก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
เฮ้!!
ทุกคนกระโดดด้วยความดีใจบางคนถึงกับร้องไห้ เป็นเวลาหลายปีที่พวกเขาต้องอยู่บนเส้นทางระหว่างความเป็นความตาย บางคนเสียเพื่อนรักไปในสงคราม แต่ตอนนี้พวกเขาโห่ร้องออกมาอย่างมีความสุข
แม้แต่มายด์ยังปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาเล็กน้อย เธอพยายามฝืนไม่ให้ตัวเองร้องไห้ แต่ไม่รู้ว่าเธอจะอดทนได้ไหมหากเธอได้เจอหน้าปู่ของเธอ? ต่างจากมิ้นต์ที่ตอนนี้เธอร้องไห้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
คำว่าบ้านแม้มันจะเป็นเพียงคำๆเดียว แต่มันกลับมีความหมายอย่างลึกซึ้งสำหรับคนที่ห่างจากบ้านไปไกลแสนไกล แม้กระทั่งบางคนกลัวที่จะกลับมาเพราะกลัวว่าคนที่บ้านจะลืมตนไปแล้วหรือยัง
ยานบัญชาการผ่านชั้นบรรยากาศของโลกโดยมุ่งตรงไปที่องค์กรโลกสมัยใหม่
ในเวลานั้นคนข้างล่างต่างชี้มือชี้ไม้มาที่ยานอวกาศด้วยความตื่นตะลึง
“ใหญ่มาก ยานอะไรใหญ่ขนาดนี้!!”
“สุดยอด ฉันอยากลองขึ้นไปบนยานนั่นบ้าง”
เมื่อยานบัญชาการอยู่เหนือหมื่นฟุตมันก็ลอยนิ่งอยู่ตรงนั้น เนื่องจากขนาดของมันใหญ่พอๆกับจังหวัดเล็กๆจังหวัดหนึ่งจึงไม่มีที่ลงจอด
แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่มันจะบดบังแสงแดดและปกคลุมไปทั่วจังหวัดด้วยเงา