ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 18-4 : โอกาสครั้งที่สอง1

            เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ที่ใช้ปราศรัยบนเวทีตกอยู่ข้างๆ ชายผู้นั้น ขอบด้านหนึ่งยุบไปเล็กน้อย ไม่อาจทราบว่ายังใช้การได้หรือไม่อิสรากับนักการเมืองของเธอยังเดินต่อไปคงไม่ได้ยินเสียงชายร่างท้วมล้มเพราะลมกับฟ้าร้องแทรกมาตลอด

            เราต้องรีบไปต้องมีใครสักคนเห็นแหละ ผมบอกตนเองแต่สีหน้าเจ็บปวดของชายผู้นั้นกลับตรึงสายตาผมไว้ ใจหนึ่งไม่อยากจะก้าวก่าย แต่อีกใจหนึ่งกลับปฏิเสธเสียงแข็งถ้าในอนาคตผมตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันล่ะความรู้สึกผิดที่เมินเฉยคงตามหลอกหลอนผมไปตลอดชีวิตพอรู้ตัวขาสองข้างก็ก้าวเข้าไปเองโดยอัตโนมัติมันพาย้อนกลับมาจุดที่ชายคนนั้นลื่นล้มบนพื้นขณะที่ขนอุปกรณ์ออกไปจากพื้นที่กลางแจ้งตอนนี้ผมค้นพบแล้วว่าไม่มีใครยืนอยู่ในรัศมีห้าเมตร

            “ท่านเป็นอะไรรึเปล่า” ผมก้มตัวลงยื่นมือไปข้างหน้าเป็นหลักให้เขาจับลุกขึ้นยืน เป็นการขออนุญาตโดยพฤตินัย

            “เราไม่เป็นไร น่าจะช้ำเฉย ๆพื้นเฮงซวยนี่โคตรลื่น” ชายผู้นั้นบ่น แล้วเงยหน้ามองผม เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนยอมจับมือผมดึงตัวลุกขึ้น แม้ว่าเขาจะเดินได้แต่ก็ดูกะโผลกกะเผลกเล็กน้อยอย่างน้อยผมก็โล่งใจที่เขากระดูกไม่หักบางทีรูปร่างที่มีไขมันส่วนเกินอาจช่วยดูดซับแรงกระแทกไม่ให้เจ็บหนักมีทีมงานชายร่างผอมคนหนึ่งของพรรคเร่งฝีเท้ามาสมทบ ช่วยพยุงชายผู้บาดเจ็บแทนผม

            “ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวเราช่วยขนไปให้”ผมเสนอ เมื่อเห็นว่าเครื่องขยายเสียงนั้นชุ่มไปด้วยน้ำไม่รู้ว่ามันกันน้ำได้แค่ไหน

            “ทิ้งไว้ตรงนั้นก็ได้เดี๋ยวให้หุ่นยนต์ขนเอา” ชายร่างท้วมเอ่ย แต่ผมเหลียวมองรอบ ๆยังไม่เห็นวี่แววของเครื่องจักรกลมีชีวิตใด ๆ

            “ไม่เป็นไร เราทำได้ ขืนรอนานไปของจะเสียเอา”

            รอบนี้ทีมงานพรรคทั้งสองคนพยักหน้าโน้มตัวเป็นเชิงอนุญาตและขอบคุณไปพร้อมกัน ผมก้มลงหยิบพบว่ามันไม่ได้หนักอย่างที่คิดเพียงแค่ประคับประคองให้ดีระหว่างก้าวบนพื้นที่ฉาบด้วยน้ำก็พอชายร่างผอมพยุงชายร่างท้วมนำไปที่ศาลาขนาดเล็กที่ห่างออกไป 20 เมตรผมอุ้มเครื่องขยายเสียงตามทั้งสองคนไปติด ๆใช้ทักษะส่วนตัวปรับความเร็วให้ตามทันในขณะที่ต้องหลบหลีกแอ่งน้ำขังไปด้วย

            ในที่สุดก็ถึงที่หมายผมวางเครื่องขยายเสียงลงอย่างเบามือรวมไว้กับคอมพิวเตอร์ สายไฟอุปกรณ์ฉายภาพสามมิติ และอื่น ๆ

            “มีของอย่างอื่นอีกไหม”ผมถามชายผู้บาดเจ็บที่บัดนี้นั่งพักบนเก้าอี้ เขากวาดสายตาดูข้าวของทั้งหมด

            “ไม่มีแล้วครับ ขอบคุณท่านมากเราไม่เป็นไรหรอก มีแค่แผลถลอกนิดหน่อย กับช้ำบางจุด”ชายผู้บาดเจ็บกล่าวอย่างซาบซึ้ง พลางยื่นมืออันอวบนั้นมาด้านหน้าผมพยักหน้าให้กับรอยยิ้มของเขาขณะที่จับมือชายผู้นั้นเขย่า

            “เรา เอสโซ่ นะ”เขาแนะนำตัวตามธรรมเนียม แล้วชี้ไปที่เพื่อนร่างผอม “ส่วนนี่ คือ กุหลาบแดง747”

            “เราชื่อ ประชา” ผมรีบบอกชื่อแล้วหลบหน้าไปด้านข้าง พยายามกลั้นขำชื่อที่เพิ่งได้ยินยิ่งอยู่นานยิ่งค้นพบชื่อแซ่ที่แปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆผมยอมรับแล้วว่าคนยุคนี้บ้าพอที่จะเอาอะไรก็ได้มาตั้งเป็นชื่อจริง ไม่ว่าจะเป็นคนสัตว์ สิ่งของที่ชอบ ตัวย่อรหัสลับ วลีเด็ดโดนใจหรือเอาชื่อคนที่เคยได้ยินมาบิดไปมาจนมั่วไปหมด จะมีความหมายหรือไม่ก็ได้ราวกับว่าชื่อจริง ชื่อแฝง นามปากกา และชื่อในเกมเป็นสิ่งเดียวกันไม่สามารถแยกแยะได้ 

            “ท่านดูคล่องแคล่วมากเลย”ชายที่ชื่อกุหลาบแดง747เอ่ยชม

            “โห ไม่ขนาดนั้นหรอกครับมันไม่ได้หนักสักหน่อย” ผมตั้งใจถ่อมตน พยายามไม่นึกถึงชื่อเขาให้รู้สึกตลก

            “ปกติถ้าเดินเร็วขนาดท่านได้ต้องใช้คนยกสองคนแต่ฝนตกเร็วเกินไปจนตั้งตัวไม่ทัน ทุกคนเลยต้องขนคนละชิ้นสงสัยต้องฟ้องกรมอุตุแล้ว” เอสโซ่พูดติดตลก และขำขันกับมุขของตนเองผมหัวเราะตามไม่ให้เสียมารยาท ตอนนั้นเองก็มีคนสองคนวิ่งเข้ามาพวกเขาหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ที่มีเครื่องหมายบวกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกาชาดสากล

            “ทีมปฐมพยาบาลมาแล้ว ท่านไปเถอะเดี๋ยวเราจัดการเอง คิดว่าคงไม่เสียหรอก ถึงเสียพรรคก็ซื้อใหม่ได้สบาย ๆ “ชายร่างท้วมเอ่ย ก่อนสะดุดเหมือนฉุกคิดบางอย่างได้ “เราขอสแกนชื่อท่านหน่อยสิจะได้ไปแจ้งกฎแห่งความดี เมื่อกี้ตอนเห็นจับมือกันก็ลืมบอก”

            “ไม่เป็นไรหรอก เราไม่เอา”ผมรีบส่ายศีรษะปฏิเสธ ถอยออกมาก้าวหนึ่งจากมือของเอสโซ่ที่ยื่นออกมา หวังให้ผมเอาไมโครชิปที่ฝังในมือเข้าไปใกล้ๆ เขา แน่นอนว่าผมไม่เคยฝังอะไรไว้ แถมยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนจึงไม่มีทางใช้กฎแห่งความดีได้

            “เดี๋ยวเราขอตัวก่อนนะ เรามีธุระ”

            ผมพยักหน้าสวัสดีแล้วรีบปลีกตัวออกมาจากศาลา ขืนอยู่ต่อเดี๋ยวโดนซักไซ้ถามโน่นนี่แน่ทั้งสองคนกล่าวขอบคุณผมอีกครั้งก่อนหันไปสนใจใช้ผ้าเช็ดข้าวของที่เปียกก่อนลับสายตาผมเหลียวหลังไปมองจากระยะไกลทีมปฐมพยาบาลก็ทำแผลให้ชายร่างท้วมจนเสร็จแล้ว ผมจึงแน่ใจว่าเขาไม่น่าเป็นอะไรมาก

            ผมมุ่งหน้าไปยังเวทีที่สองเพื่อสมทบกับอิสราไม่แน่ใจว่าเธอจะเสร็จงานหรือไม่หรือจะร่วมแจมการสัมภาษณ์สดคุณอัตลักษณ์ของตัวแทนสภาวิชาชีพนักข่าวซึ่งจัดภายใต้หลังคาของเวทีที่สองในขณะนี้แต่ยังไม่ทันจะไปถึง ผมก็เห็นอิสราไกล ๆ เธอโผล่พรวดออกมาจากประตูพร้อมกับกดปุ่มบางอย่างบนโทรศัพท์มือถือในมือตั้งแต่ที่รู้ว่าพลาดก่อนหน้านี้ผมเลยกดออกจากโหมดการประชุมแล้วรอบนี้เสียงโทรศัพท์ผมจึงดังขึ้นเป็นเสียงริงโทนเพลงที่ไม่มีชื่อเพราะผมให้เอไอแต่งขึ้นแบบสุ่ม ๆ มา อิสราหันขยับตามเสียงมาทางผม แล้วกดปิดพร้อมกับเร่งฝีเท้าเข้ามา หยุดยืนที่บริเวณใต้หลังคาที่ยื่นมาของขอบอาคาร

            “เราขอโทษที่มาช้าเมื่อกี้ช่วยเขายกของหลบฝนเฉย ๆ” ผมรีบชิงออกตัวพูดก่อน ไม่ต้องรอให้เธอตำหนิ“แต่เราสัมภาษณ์ประชาชนคนที่มาฟังครบแล้วนะ” 

            “งั้นก็ดี เราก็เสร็จแล้วเหมือนกัน”เธอเอ่ยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้ชื่นชมความสำเร็จหรือความดีของผมใด ๆ “เสร็จทุกอย่างค้างแต่ไปเค้นอดีตนายกคนเดียว”

            คำพูดเธอแทงใจดำผมอีกครั้งผมไม่เถียงกลับด้วยถ้อยคำใด ๆ เธอใจร้ายกว่าที่ผมคิดในเวลานี้ผมไม่ได้รู้สึกพิเศษกับเธออีกต่อไป แต่จะโทษเธอก็ไม่ได้เป็นใครก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา ผมจึงได้แต่ก้มหน้าตลอดทาง เดินดุ่ม ๆตามเธอกลับไปทางออก

            เวลานี้ฝนเพราลงแล้วเหลือเพียงแค่เม็ดเล็ก ๆ บาง ๆประชาชนบางคนที่ไม่มีร่มหรือเสื้อกันฝนก็เริ่มทยอยออกจากเงาของชายคาทยอยตรงไปยังทางออกของพื้นที่พวกเราเดินผ่านศาลาที่ผมยกเครื่องขยายเสียงไปวางไว้เมื่อครู่นี้อีกครั้งสิ่งของที่เคยวางเรียงเป็นตับหายไปเกินครึ่งแล้วคงถูกขนไปใส่รถหรือไปเก็บในที่ปลอดภัยแล้ว ชายสองคนนั้นยังอยู่ที่เดิมแต่สิ่งที่สะดุดตาผมกลับกลายเป็นชายอีกคนหนึ่ง

            “นั่นไง เขากลับมาแล้ว”ผมชี้ให้อิสราดูอย่างตื่นตกใจชายชราผมสีขาวสวมแจ๊คเก็ตสีขาวยืนคุยกับคนในพรรคสองสามคนภายใต้ชายคาของศาลาอิสราเองก็เบิ่งมองอย่างประหลาดใจไม่แพ้กัน อดีตนายกพชร ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วผมไม่รู้ว่าทำไมเขาไม่ไปประชุมตามที่วางแผนไว้ รอบนี้ตัวจริงร้อยเปอร์เซ็นต์

            “เราไปหาเขากันเถอะ”ผมรีบพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็ว แต่บางสิ่งคว้าแขนของผมไว้ ทำผมสะดุดส่วนอิสราเซมาข้างหน้าเล็กน้อยตามแรงฉุดของผม

            “เราขอโทษ”พวกเราสองคนพูดพร้อมกันเมื่อเห็นอากับกิริยาของอีกฝ่ายเมื่อตั้งสติได้ผมจึงเอ่ยปากถาม

            “ทำไมเหรอ นี่ไงเขากลับมาแล้ว”

            “ไม่ได้นะ” อิสราสั่นศีรษะไม่เห็นด้วย “ถึงจะมีกฎการเซอร์ไพรส์ถ้าไม่ใช่เพื่อต้องการเปิดโปงหรือล่อซื้อก็ต้องมีการนัดหมายล่วงหน้าจะดูเสียมารยาทมาก ถ้าอยู่ ๆ ก็พุ่งเข้าไปถาม ถ้ารู้ไปถึงสำนักข่าวสภาวิชาชีพจะโดนโทษตักเตือนได้”

            “ไม่เป็นไรหรอกมั้งบอกว่าเราไปไม่ทันที่นัดไว้ แล้วลองถามเขาตรง ๆ ดูก่อนก็ได้ เผื่อฟลุกเดี๋ยวเราพูดให้เอง” แม้ว่าผมจะให้ความสำคัญกับกฎกติกามารยาทขนาดไหนผมไม่อยากเสียโอกาสทองนี้ เป็นหนทางเดียวที่ผมจะได้ไถ่บาปความผิดผมไม่รอช้ารีบวิ่งไปทางศาลา ไม่มีทางรู้เลยว่าชายชราจะอยู่ที่นั่นนานแค่ไหน

            “เดี๋ยวก่อน” อิสราตะเบ็งเสียงตามหลังแต่ห้ามผมไว้ไม่ได้ ผมนำหน้าเธอมาสามช่วงตัวแล้ว

            ในที่สุดผมก็ยืนอยู่ห่างจากชายชราแค่สี่เมตรดูเหมือนว่าเขาเองก็สังเกตเห็นผมเลย แต่หันไปคุยกับคู่สนทนาคนเองต่อผมต้องเข้าใกล้มากกว่านี้

            “อ้าว ท่านมาทำไมที่นี่”เสียงที่ทักมาไม่ใช่ชายชรา แต่เป็นของเอสโซ่ ชายร่างท้วมที่ผมเคยช่วยไว้ตอนนี้เขายืนได้ตรง น่าจะหายปวดเพราะฤทธิยาบ้างแล้ว

            “เรามาสัมภาษณ์ท่านพชร เรื่อง...”ผมตอบตามตรง แต่โดนขัดจังหวะพูดแทรกด้วยเสียงที่ดังกว่า อิสราตามมาถึงตัวผมพอดี

            “ขอโทษนะค่ะ ไม่มีอะไรค่ะ ท่านพชรคงไม่ว่าง” เธอบอกชายร่างท้วม แล้วหันหน้าแยกเขี้ยวยิงฟันให้ผม“เดี๋ยวเราค่อยมาวันหลังก็ได้ค่ะ”

            “ท่านทั้งสองคนมีอะไรรึเปล่า”เสียงทุ้มต่ำหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ฟังดูทรงพลังชายชราก้าวเข้ามาหาพวกเราอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับคนวัยหนุ่มผมกำลังจะอ้าปากแต่อิสรากระตุกเสื้อผมอย่างแรงเป็นสัญญาณให้หยุด

            “เราแค่เดินผ่านมาเฉย ๆ ค่ะกำลังจะกลับ” อิสรายิ้มให้ชายชราอย่างนอบน้อมแต่ทันใดนั้นเอสโซ่ก็ก้าวเข้ามาร่วมวงสนทนา

            “ท่านพชร ชายคนนี้คือ ประชาคนที่ช่วยเราเก็บของตอนที่ฝนตกที่เราเล่าให้ฟังเมื่อครู่นี้ครับเขาอยากสัมภาษณ์ท่าน แต่กลัวว่าท่านจะไม่มีเวลา” ชายผู้บาดเจ็บพูดแทนผมทุกอย่างชายชราคงเดินมาเห็นแผลของเขาแล้วถามถึงสาเหตุเป็นตัวอย่างของหัวหน้าที่ดีที่เป็นห่วงลูกน้อง

            ก่อนที่อิสราจะเผยอปากพูดอะไรออกมาทันชายชราก็หันไปหาผม แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

            “เรามีเวลาถมเถไปจะไปประชุมก็โดนยกเลิกกะทันหันเพราะว่าฝนตกจนไฟฟ้าดับเราเสนอแล้วว่าให้จัดในตึกสำนักงานเราก็ได้มีไฟสำรองก็ไม่มีใครเชื่อ ไหน ๆ ก็ไหน ๆเราเลยกลับมาดูความเรียบร้อย ก็ปรากฏว่าข้าวของก็เก็บเข้าร่มหมดแล้วต้องขอบคุณท่านมากที่ช่วย ได้ยินว่าท่านปฏิเสธกฎแห่งความดีด้วยนี่”

            “ท่านพูดเกินไปแล้วครับ ผม...เออเราช่วยยกของแค่ชิ้นเดียวเอง” ผมพูดติด ๆ ขัด ๆ เกือบจะหลุดใช้คำสรรพนามดั้งเดิมไม่รู้ว่าทำไมใจเต้นรัวขนาดนี้ เพราะขวยเขินจากคำชมหรือความเกรงกลัวรัศมีบางอย่างอดีตนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่ถือเป็นวีรบุรุษคนหนึ่งของพรรคอัตตาแววตาของอิสรายังดูไม่หายตกตะลึง

            “ท่านอยากถามอะไรเราถามมาเลย”ชายชรายิ้มอย่างอ่อนโยน ผมหันไปมองอิสราซึ่งยืนบิดไปมาอย่างลุกลี้ลุกลน

            “พรรคของเรายึดมั่นในความดีของมนุษย์เสมอพระพุทธเจ้าได้ค้นพบกฎแห่งกรรมซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลาและสรรพชีวิตทั้งปวงใครทำความดีย่อมได้รับผลตอบแทนในชาตินี้ไม่ต้องรอชาติหน้าได้โปรดอย่าปฏิเสธกฎแห่งความดีที่พรรคเราเป็นผู้ริเริ่มนำกฎแห่งกรรมของพระพุทธเจ้ามาประยุกต์ใช้เลยให้เราได้ตอบแทนความตั้งใจของท่านให้สำเร็จด้วยเถอะ”

            ชายชราพูดราวกับว่าผมเป็นผู้มีพระคุณอันสูงส่งทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ผมสัมผัสได้ถึงความซื่อสัตย์ความจริงใจของเขา รู้เลยว่าเขาอยู่พรรคนี้ได้ก็เพราะอุดมการณ์ตรงกันอย่างแท้จริงอิสรายังคงดูสั่น ๆ เกรงกลัวไม่ต่างจากผม ขืนปล่อยทิ้งไว้ กลัวว่าชายชราจะต้องคุกเข่าขอร้องผมให้ทำตาม

            “เราขอสัมภาษณ์ท่านสักห้าคำถามได้ไหมครับ”ผมเปิดประโยคมั่ว ๆ ไม่รู้เลยว่าอิสราจะถามอะไรบ้าง

            “ได้แน่นอน จะ 10 หรือ20 คำถามเราก็ยินดีตอบ”ชายชรายักไหล่ สีหน้าผ่อนคลายสบาย ๆ

            “ท่านทานอาหารกลางวันแล้วใช่ไหมครับ”ผมพูดสิ่งที่แวบออกมาในหัว ก่อนจะระลึกขึ้นได้ว่า คำถามนี้อีกแล้วเหรอ

            “เรากินแล้วอันนี้คือคำถามที่หนึ่งรึเปล่านะ ฮ่าฮ่า” ชายชราหัวเราะเบา ๆคงคิดว่าผมตั้งใจปล่อยมุขตลก จากนั้นก็หันมาประสานสายตากับผมสร้างบรรยากาศกดดันอีกครั้ง ผมจนปัญญาแล้ว นึกคำถามที่ดีกว่านี้ไม่ออกอิสราเอาแต่นิ่งอั้น ไม่ยอมทำอะไรสักที

            “เชิญคำถามของท่านต่อไปได้เลย”อดีตนายกฯ พูดซ้ำหลังจากสิบวินาทีผ่านไปด้วยความเงียบ

            “เรามีคำถามหลายข้อเลยค่ะท่าน”ในที่สุดอิสราก็โพล่งขึ้นมาหลังจากใช้เวลาตั้งสตินานโข

            “แต่เราไปหาที่นั่งกันดีไหมค่ะ”

     

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน