สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 52 ทำไม ข้าเป็นอาจารย์ จะเรียกลูกศิษย์แบบไหนก็ได้ทั้งนั้น

    ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ


    “อืม จะว่ายังไงดีล่ะ ถ้าเป็นข้า ก็คงหนึ่งเดือน?”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเสริมอย่างจริงจัง


    “หมายถึงหนึ่งเดือนจริง ๆ ทั้งวันทั้งคืน รวบรวมพลังปราณอย่างเดียววันละสิบสองชั่วยามอะนะ ท่านคิดว่ายังไงล่ะ”


    ซูเม่ยเหยาเหมือนฟังอะไรผิดไป


    “ล้อเล่นรึเปล่า”


    นางขมวดคิ้วแน่น


    “พลังปราณบริสุทธิ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีสิ่งใดเจือปนเลย ทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันหนึ่งเดือน มันสร้างภาระให้ร่างกายและจิตใจมหาศาล มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรก พลังย้อนกลับ จนตายได้เลยนะ”


    ยูรันพยักหน้าเบา ๆ


    “อ้อ งั้นเหรอ”


    “...”


    ทุกคนบนโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง


    ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน


    “นั่นหมายถึงข้าต่างหาก”


    ซูเม่ยเหยาชะงัก


    “หมายความว่าอย่างไร”


    “ถ้าเป็นคนปกติ ถ้ามีเวลาสักหนึ่งล้านปี ก็น่าจะทำสำเร็จรึเปล่า”


    “...”


    หนึ่งล้านปี? แม่มึงเถอะ ตายห่าก่อนไม่ต้องฝึกอะไรแล้วมั้ง


    ซูเม่ยเหยามองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก


    “เจ้ากำลังล้อข้าเล่นอยู่แน่ ๆ หนึ่งล้านปีเนี่ยนะ”


    ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ


    “ใช่ คนปกติ”


    เขายกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว


    “แต่ถ้าเป็นคนที่ถือกำเนิดมาใกล้ชิดกับพลังปราณเป็นพิเศษ และได้รับความรักจากธรรมชาติด้วย อาจจะเร็วขึ้นหน่อย สักหนึ่งแสนปี?”


    ซูเม่ยเหยานิ่งค้างไปอีกครั้ง


    ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น


    “แต่ถ้าเพิ่มพรสวรรค์เข้าไปด้วย เกิดมาเพื่อควบคุมปราณอย่างละเอียดอ่อนโดยเฉพาะ อาจจะเหลือร้อยปีก็เป็นไปได้”


    เขาคิดเล็กน้อย


    “น่าจะอยู่ในช่วงหนึ่งร้อยถึงหนึ่งพันปี”


    เซี่ยหลานอิงวางถ้วยชาลงช้า ๆ


    สีหน้าของนางเริ่มจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ


    ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร


    “แต่ถ้าข้าช่วยสอน ต่อให้โง่เง่าแค่ไหน หรือทุกคนมองว่าเป็นขยะ ก็จะอยู่ในช่วงสามถึงสิบปี ไม่เกินนี้”


    ห้องทั้งห้องเงียบกริบ


    เซี่ยหลานอิงมองยูรันผ่านผ้าปิดตาสีดำของเขา แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ


    [บ้าไปแล้ว]


    [จากหนึ่งล้านปี หนึ่งแสนปี หนึ่งพันปี เหลือไม่เกินสิบปี เพราะเขาช่วยสอน?]


    [นี่เป็นไปได้จริงหรือ]


    ซูเม่ยเหยากลืนน้ำลายเบา ๆ


    นางเป็นผู้อาวุโสตำหนักโอสถ ย่อมรู้ดีกว่าใครว่า “การควบคุมปราณบริสุทธิ์” ยากเพียงใด


    แต่ยิ่งรู้มากเท่าไร คำพูดของยูรันก็ยิ่งน่ากลัวมากเท่านั้น


    เพราะถ้าเขาพูดจริง นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้แค่รู้วิชา


    แต่เขารู้วิธีเปลี่ยนสิ่งที่โลกมองว่าเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นวิชาที่คนธรรมดาอาจเอื้อมถึงได้


    ยูรันเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้


    “โอ้ เกือบลืมแน่ะ ผนึกนี้มันมีความสามารถอีกอย่าง ท่านต้องสนใจแน่ ๆ”


    ซูเม่ยเหยานั่งตัวตรงขึ้นทันที


    “มันคืออะไร”


    ยูรันยกนิ้วแตะหน้าผากตนเองเบา ๆ


    “ถ้าผนึกเกิดขึ้นแล้ว มันจะทำงานแบบอัตโนมัติ ต่อให้เปิดหรือปิดก็ไม่ต่างกัน เพียงแค่ตอนเปิดจะเป็นการรักษาเท่านั้น”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย


    “ส่วนความสามารถอีกอย่างก็คือ เพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายได้อย่างเหลือเชื่อ”


    หนานอวี้หูผึ่งขึ้นทันที


    ยูรันกล่าวต่อเสียงเรียบ


    “ถึงขนาดที่ว่าคนธรรมดาสามารถต่อยช้างให้ตายในหมัดเดียวได้เลยแหละ”


    ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ


    “วิชานี้เหมาะกับศิษย์พี่สามที่อารมณ์ร้อนและชอบต่อยคนเป็นอย่างมาก”


    หนานอวี้ชี้หน้าตัวเองทันที


    “ข้า?”


    ยูรันไม่ตอบ


    เขายกมือขึ้นช้า ๆ แล้วแทงไปข้างหน้าเหมือนแทงหอก


    การเคลื่อนไหวนั้นดูเรียบง่ายมาก


    ไม่มีแสง ไม่มีค่ายกล ไม่มีพลังปราณปะทุออกมาอย่างใหญ่โต


    แต่เพียงปลายนิ้วของเขาทะลวงอากาศออกไป


    ตู้ม!


    แรงลมมหาศาลพลันระเบิดออกเป็นเส้นตรง พุ่งผ่านขอบดาดฟ้าไปไกลหลายสิบจั้ง ม่านหมอกเบื้องล่างถูกแหวกออกเป็นทางยาวในพริบตา


    โต๊ะอาหารสั่นเบา ๆ


    ถ้วยชาหลายใบกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง


    ทุกคนมองนิ้วของยูรันเงียบ ๆ


    หนานอวี้ดวงตาเป็นประกายทันที


    “ศิษย์น้อง...”


    แต่เพียงครู่เดียว นางก็นึกถึงเงื่อนไขการควบคุมปราณบริสุทธิ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นมาได้ สีหน้าจึงเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว


    “ข้าคงฝึกไม่ได้หรอก”


    ยูรันหันหน้ามาทางนาง


    “แล้วใครให้ท่านฝึก”


    หนานอวี้ชะงัก


    ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ


    “ข้าพูดกับผู้อาวุโสซูต่างหาก”


    หนานอวี้นิ่งค้างไปทันที ก่อนจะตบโต๊ะเสียงดัง


    “ศิษย์น้อง!”


    ซูเม่ยเหยามองปลายนิ้วของยูรันนิ่ง ๆ อยู่นาน


    แววตาของนางเต็มไปด้วยความลังเลอย่างชัดเจน


    ในฐานะผู้ฝึกวิชาโอสถ นางเข้าใจคุณค่าของผนึกร้อยชีวิตดีกว่าใคร หากฝึกสำเร็จ ไม่เพียงช่วยรักษาคนได้ในระดับที่เกินสามัญสำนึก แต่ยังทำให้ผู้ใช้มีความสามารถในการป้องกันตัวเองสูงขึ้นอย่างมหาศาล


    แต่วิชานี้ก็ยากเกินไป


    ยากจนเกือบไม่สมเหตุสมผล


    พลังปราณบริสุทธิ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ การควบคุมต่อเนื่องยาวนาน ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้พลังย้อนกลับหรือธาตุไฟเข้าแทรกได้ทันที


    นางอยากฝึก


    แต่ก็กลัวว่าจะล้มเหลว


    ยูรันเหมือนดูออก เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “ข้าสอน มันจะไม่มีวันล้มเหลว”


    ซูเม่ยเหยาชะงักทันที


    คำพูดนั้นไม่ได้ดังนัก แต่กลับมั่นคงอย่างประหลาด


    นางมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก


    “ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะเรียน”


    ยูรันพยักหน้า


    “อืม”


    ซูเม่ยเหยาคล้ายจะโล่งใจขึ้นเล็กน้อย


    แต่ยูรันกลับพูดต่อทันที


    “แต่ว่าข้าไม่สอนตอนนี้หรอก”


    ซูเม่ยเหยานิ่งไป


    “ทำไม”


    “เอาไว้รอศิษย์พี่สี่ก่อน จะได้สอนพร้อมกัน”


    ซูเม่ยเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย


    “เซียวซินเยวี่ยด้วยเหรอ”


    ยูรันพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ


    “ใช่สิ เดิมทีวิชานี้มันเป็นของพวกสายแพทย์ เอาไว้ป้องกันตัวเอง”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย


    “แต่ว่ามันดันยากเกินไปนิดหน่อย”


    “...”


    ทั้งโต๊ะเงียบลงพร้อมกัน


    นิดหน่อย? เมื่อครู่เขาเพิ่งพูดว่าคนปกติอาจต้องใช้เวลาหนึ่งล้านปี นั่นเรียกว่ายากเกินไปนิดหน่อย?


    หนานอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ใต้โต๊ะ


    นางอยากบีบคอศิษย์น้องคนนี้ให้ตายไปเลยจริง ๆ


    อ๊ากกกกก!


    ยูรันเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้


    “เรื่องสุดท้ายแล้วมั้งนะ ข้าคิดว่าน่าจะครบแล้ว”


    ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน


    ยูรันกล่าวต่ออย่างจริงจัง


    “ตอนตื่นมาข้าเจอเรื่องแปลก ๆ ด้วยหนึ่งเรื่อง”


    ไป๋หลิงขมวดคิ้ว


    “หมายถึงเรื่องผู้อาวุโสตู้?”


    “เปล่า”


    ยูรันตอบทันที


    “ข้าได้ยินอาจารย์เรียกข้าว่า รันเอ๋อร์”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย


    “นี่มันแปลกมาก แต่ข้าก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก จะเรียกอะไรก็เรียก”


    พรวด!


    หลิงเยวี่ยที่นั่งฟังเงียบ ๆ มาตลอด สำลักน้ำชาทันที


    ทุกคนบนโต๊ะนิ่งค้างไปพร้อมกัน


    จริงด้วย


    ทำไมถึงไม่มีใครคิดถึงเรื่องสำคัญแบบนี้เลย


    ซูเม่ยเหยารีบสะกิดเซี่ยหลานอิงเบา ๆ ก่อนกระซิบเสียงต่ำ


    “เห็นไหม ข้าว่าแล้วว่าต้องมีอะไรในกอไผ่”


    เซี่ยหลานอิงมองหลิงเยวี่ยด้วยสายตาแปลกประหลาดขึ้นทันที


    หลานชิงอวี้อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อ


    รันเอ๋อร์?


    อาจารย์เรียกศิษย์พี่ยูว่า รันเอ๋อร์?


    ไป๋หลิงเองก็ไม่ต่างกัน นางเหมือนได้ยินเรื่องน่าเหลือเชื่อที่สุดในวันนี้ แต่อาจารย์ผู้เย็นชาของนางเรียกศิษย์น้องว่า รันเอ๋อร์?


    เรื่องนี้ดูน่าตกใจกว่าทั้งหมดเสียอีก


    ส่วนหนานอวี้นั้น เดือดที่สุด


    เส้นเลือดปูดขึ้นบนหน้าผากทันที นางหันขวับไปทางหลิงเยวี่ย ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างเปิดเผย


    “อาจารย์ นี่มันหมายความว่ายังไง?”


    หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลงอย่างสงบ อย่างน้อยภายนอกก็ดูสงบ


    นางเหลือบมองหนานอวี้ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “ทำไม ข้าเป็นอาจารย์ จะเรียกลูกศิษย์แบบไหนก็ได้ทั้งนั้น”


    “...”


    ทั้งโต๊ะเงียบลงอีกครั้ง


    เงียบกว่าตอนยูรันบอกว่าตัวเองตาบอดหูหนวกเสียอีก


    หนานอวี้อ้าปากค้าง


    หลานชิงอวี้กะพริบตาช้า ๆ


    ไป๋หลิงหลุบตาลงเหมือนกำลังจัดเรียงข้อมูลในหัวใหม่


    ซูเม่ยเหยากับเซี่ยหลานอิงสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย


    ไม่มีใครเชื่อ


    ไม่มีใครเชื่อเลยแม้แต่นิดเดียว


    หนานอวี้ชี้นิ้วไปทางหลิงเยวี่ยด้วยมือสั่น ๆ


    “แต่... แต่ศิษย์พี่ใหญ่โม่ชิงเฟิง ท่านยังไม่เคยเรียกว่าเสี่ยวโม่ หรือ ชิงเฟิงเอ๋อร์ เลยสักครั้ง!”


    ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างช้า ๆ


    “ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินอาจารย์เรียกศิษย์คนใดด้วยสรรพนามเช่นนั้นมาก่อน”


    บรรยากาศบนโต๊ะพลันเปลี่ยนไปทันที


    สายตาทุกคู่ค่อย ๆ เลื่อนกลับมาที่หลิงเยวี่ยอีกครั้ง


    หลิงเยวี่ยยังคงสีหน้าเรียบเฉย


    แต่ปลายนิ้วที่แตะถ้วยชากลับหยุดนิ่งไปเล็กน้อย


    หนานอวี้กัดฟันกรอด


    [บัดซบ อาจารย์มีใจให้ศิษย์น้องแน่ ๆ!]


    หลานชิงอวี้เม้มปากแน่น


    [อาจารย์... คู่แข่งระดับนี้ข้าจะสู้ยังไง]


    ไป๋หลิงมองถ้วยชาตรงหน้าเงียบ ๆ


    [ข้าเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้... เริ่มไม่แน่ใจแล้ว]


    ซูเม่ยเหยากระซิบกับเซี่ยหลานอิงอีกครั้ง


    “เห็นไหม”


    เซี่ยหลานอิงพยักหน้าเห็นด้วย

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน