ทันทีที่เหยียบย่างขึ้นฝั่งองครักษ์ได้เข้ามารายงานสถานการณ์ทางด้านรถม้าที่ฝ่าบาทใช้เป็นตัวหลอกศัตรู
การเดินทางนั้นราบรื่นดีมีเพียงกลุ่มคนมาสอดแนมเป็นระยะ มิได้เกิดการโจมตีอันใดขึ้น พอมาถึงชานเมือง คนเหล่านั้นก็ได้แยกย้ายสลายตัวไปเรียบร้อย
'ส่วนรถม้านั้น...ก็จอดรอพระองค์อยู่ทางด้านนี้พ่ะย่ะค่ะ' องครักษ์กล่าวพร้อมกับผายมือให้ฝ่าบาทและเฟิงฮวา
สายตาของบุรุษสตรีทั้งสองมองตามไปเห็นเป็นรถม้าคันหนึ่งที่ไม่หรูหราโดดเด่น หากมองจากภายนอกคงจะคิดว่าเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยหรือพ่อค้าที่มิได้ร่ำรวยอันใด
แต่เมื่อเข้าไปด้านในสายตาของเฟิงฮวาพลันเจิดจ้าเป็นประกายทันที 'โอ้โห'
ห้องโดยสารถูกตกแต่งประดับประดาอย่างประณีตพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันผิดแผกแตกต่างไปจากภายนอกโดยสิ้นเชิง
“ช่างเป็นฮ่องเต้ที่มีรสนิยมเสียจริง”เฟิงฮวากล่าวเหน็บแนมพลางใช้มือลูบไล้ไปยังไข่มุกเม็ดงามที่ฝังตามขอบมุมไข่มุกเหล่านี้พอตกกลางคืนสามารถเรืองแสงเพื่อส่องสว่างได้อีกด้วยสายตาของนางเต็มไปด้วยความซับซ้อนภายในหัวปรากฏความคิดที่เปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณของพ่อค้า‘อืม...หากงัดแงะสิ่งนี้ไปขาย คงจะได้ราคาอย่างงามทีเดียว’
เอ่อ…นี่มันออกจะเป็นจิตวิญญาณของโจรเสียมากกว่านะแม่นางเฟิง
ฝ่าบาทท่านนั้นหลังจากที่เข้ามาในรถม้าก็ทำเพียงนั่งอย่างสงบนิ่งแม้กระนั้นเขายังคงรับรู้ทุกอากัปกิริยาของนางได้และรู้ว่านางกำลังคิดจะทำอันใดกับรถม้าของเขา ‘หึ…มีปัญญาเอาไปได้ ก็ลองดู’
นางเบะปากภายใต้ผ้าโปร่งปิดบังใบหน้าจากนั้นก็มิได้สนใจความเย็นชาของฝ่าบาทอีก สายตาทอดมองออกไปยังนอกหน้าต่าง
รถม้าเคลื่อนตัวผ่านไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยดอกไม้ผลิบานเต็มต้นกลีบดอกไม้บางส่วนโปรยปลิวล่องลอยไปตามลมที่พัดผ่าน นางยื่นมือออกไปสัมผัสสายลมนอกหน้าต่างอย่างแผ่วเบา
‘วสันตฤดูมาเยือนแล้วหรือ’
หวนคิดถึงวสันตฤดูปีก่อน
นางสูญเสียคนที่นางรักและรักนางไปทั้งหมดในคืนเดียวโดยมิทันได้ร่ำลา
‘ถึงเวลา...ที่นางต้องกลับไปเยี่ยมบ้านแล้วสินะ
มิรู้ว่าป่านนี้พวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง
นางจากบ้านไปนานเกือบหนึ่งปีทีเดียว...’
สีหน้าของเฟิงฮวาเหมือนยิ้มกลับไม่ยิ้มเหมือนเศร้ากลับไม่เศร้า ชั่วขณะหนึ่งก็เปลี่ยนกลับมานิ่งสงบ
บุรุษด้านข้างที่กำลังเฝ้ามองนางอย่างเงียบๆขณะนี้ในความคิดของเขารู้สึกว่านางมีอีกตัวตนที่เก็บซ่อนเอาไว้ตัวตนนั้นช่างล้ำลึกเกินจะหยั่งถึง
'นางเป็นใครกันนะ'
รถม้าเคลื่อนมาจอดหยุดนิ่งที่ด้านข้างของพระราชวังฝ่าบาทก้าวลงมาก่อน แล้วจึงหันไปรับตัวเฟิงฮวาลงจากรถ พานางเข้าไปด้านใน
แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้หากผู้ที่มาสอดแนมพบเห็นเข้าคงจะมีปัญหาวุ่นวายตามมา ฝ่าบาทจึงเตรียมการให้เหล่าองครักษ์ใช้กลอุบายพรางตาเอาไว้ข่าวการกลับมาของฝ่าบาทจึงเป็นที่รับรู้แค่ว่าพระองค์เดินทางกลับมาพร้อมองครักษ์อย่างปลอดภัย
เฟิงฮวาถูกพามายังห้องบรรทมตำหนักใหญ่เนื่องจากฝ่าบาทเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของนาง เขาจะมิยอมอยู่ห่างจากนางเด็ดขาดยังคงงดราชกิจและอนุญาตให้คนเข้าเฝ้าได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้นนางมองสำรวจไปรอบๆห้อง ด้วยสีหน้านิ่งเฉย อดนึกถึงเรื่องราวในวันวานขึ้นมามิได้
‘นี่อย่างไร เจ้าเจียวหวง สถานที่ที่ข้ามิอยากจะย่างกรายเข้ามามากที่สุด’แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้น
นางจะทำอย่างไรต่อไปดี...
ไม่นานองครักษ์คนหนึ่งก็เข้ามารายงาน“หมอหลวงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากที่ฝ่าบาทอนุญาตหมอหลวงได้เดินเข้ามาด้วยอาการสำรวม เขาทำความเคารพฝ่าบาทแล้วเหลือบตาไปเห็นเฟิงฮวาเดิมทีเขารู้จากองครักษ์มาบ้างแล้วว่านางเป็นคนที่ช่วยฝ่าบาทไว้หลายครั้งหลายหนแต่พอได้มาเห็นตัวจริงของนาง กลับรู้สึกแตกต่างจากสิ่งที่เขาคิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง
เฟิงฮวาเองก็มองตอบหมอหลวงด้วยท่าทีเฉยชา นางกำลังประเมินว่าคนผู้นี้จัดอยู่ในประเภทมิตรหรือศัตรูกันแน่...จากประสบการณ์ครั้งก่อนที่โดนจับตัวไปนางจะไม่ไว้ใจใครง่ายๆที่นี่อีกแล้ว
‘อะ ฮึ่ม’ ฝ่าบาทส่งเสียงเตือนขึ้น ถึงเขาจะเป็นหมอหลวงแต่ก็มิได้รับสิทธิ์ให้เสียมารยาทเช่นนี้ ‘มีอันใดจะรายงานก็รีบว่ามา’
หมอหลวงได้สติรีบก้มหน้าอย่างขอประทานอภัยจากนั้นจึงเอ่ยเรื่องสำคัญขึ้นมา “ทูลฝ่าบาท หลังจากที่พระองค์ออกเดินทางไปแล้ว จู่ๆก็มีคนบังเอิญพบตำรายาพิษเล่มหนึ่ง” เขาหยิบตำราลักษณะค่อนข้างเก่าแก่ที่ได้รับมายื่นถวายไปเบื้องหน้า
“ในนี้มีการพูดถึงวิธีแก้พิษซิงเจียวเอาไว้ว่า
…ห้วงเวลาจันทราเต็มดวง
พิษทะลวงกำเริบเกิดขึ้น
สัมพันธ์สตรีกลมกลืน
ฝ่าคืนพรหมจรรย์นารี
โลหิตหยดแรกชำระพิษ
โลหิตต่อมาต้านไว้
โลหิตหยดสามทำลายไป
โลหิตหยดสุดท้ายจากลา…
จากที่กระหม่อมตีความตำรานี้เขียนไว้ว่าหลังจากผู้ถูกพิษมีสัมพันธ์กับสตรีพรหมจรรย์แล้วพิษจะถูกถอนออกหลอมรวมไปกับเลือดของนาง ยิ่งพิษถูกถอนออกไปเรื่อย ๆเลือดของนางจะยิ่งกลายเป็นพิษแทน จนถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายมิอาจต้านทานได้อีกนางจะหมดลมหายใจไปพ่ะย่ะค่ะ”
นี่ช่างเป็นวิธีที่โหดร้ายยิ่งนักหมอหลวงยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมอยู่บนใบหน้า ในฐานะที่เขาเป็นหมอการต้องสังเวยใครสักคนเพื่อการรักษามันอาจจะเลวร้ายๆพอๆกับการที่เป็นคนลงมือวางยาพิษทำร้ายเสียเอง
ผิดกับเหล่าองครักษ์ที่ต่างก็ดีใจหลังจากได้ยินสิ่งที่หมอหลวงพูด“หากเป็นวิธีนี้ เราก็แค่เสียสละสตรีผู้หนึ่งเท่านั้น มิได้ยากเย็นอันใด…”เดิมพวกเขาคิดว่าวิธีถอนพิษร้ายแรงจำพวกนี้จะต้องยุ่งยากลำบาก แต่หากเป็นเช่นนี้โอกาสถอนพิษได้สำเร็จย่อมมีสูงมากทั้งยังถือเป็นเกียรติของสตรีผู้นั้นที่ได้ช่วยชีวิตฝ่าบาทอีกด้วย
เฟิงฮวาได้ยินองครักษ์พูดก็ขยับยกมุมปากภายใต้ผ้าโปร่งปิดหน้าโดยมิมีผู้ใดเห็น ‘แค่เสียสละสตรีหรือ…’สตรีมิใช่คนหรือ พวกเจ้าพรากหนึ่งชีวิตของนางอย่างง่ายดายเช่นนี้มิรู้สึกเห็นใจบ้างเลยหรือ
ในเวลาต่อจากนั้นจิวฉิงเดินเข้ามาพร้อมกับจิวหรงพอดีระหว่างทางที่มา จิวฉิงเล่าเรื่องราวของเจียวหวงให้ฟังแล้ว แม้เขาจะรู้สึกเศร้าใจยิ่งนักแต่ในฐานะองครักษ์นั่นคือหน้าที่ ที่เขาต้องรับผิดชอบอย่างเต็มความสามารถเจียวหวงทำได้อย่างสมบูรณ์และจากไปอย่างมีเกียรติสูงสุด มิมีอันใดให้ต้องเสียดาย
ฝ่าบาทโบกมือให้หมอหลวงออกไปก่อนเรื่องวิธีแก้พิษเขาจะไตร่ตรองดูอีกที
จิวหรงทำความเคารพฝ่าบาทและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่พระองค์ไม่อยู่ในพระราชวังจนมาถึงเรื่องสุดท้าย
“ครั้งก่อนที่ให้กระหม่อมไปสืบ เรื่องคนที่จับตัวแม่นางเฟิงไป…”เขาหยุดชะงัก พลางเหลือบตาไปสังเกตสีหน้าของนางก่อนจะหันไปเห็นฝ่าบาทพยักหน้าให้เขาพูดต่อ
“พบว่าเป็นฝีมือของอัครเสนาบดีหลี และหลีฮองเฮาผู้เป็นน้องสาวพ่ะย่ะค่ะ”
'อืม' ฝ่าบาทมิได้แสดงอาการอะไรหลังจากได้ยินรายงานอันที่จริงเรื่องนี้เขาพอจะคาดเดาได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
กลับเป็นเฟิงฮวาที่ปรากฏแววตาอาฆาตขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบเฉยดังเดิมมิต่างจากฝ่าบาทบรรยากาศพลันเย็นเยียบ จนเหล่าองครักษ์ก็มิรู้จะทำเช่นไรต่อนอกจากยืนรอคำสั่งนิ่งๆในสภาพขนลุกอย่างบอกไม่ถูก