สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 109 จงสักการะแด่ผู้วายชนม์

    ยูรันนำสายลูกประคำพันรอบฝ่ามือ ก่อนปล่อยให้เครื่องรางลอยอยู่เหนือร่างของหญิงชรา


    ดวงอาทิตย์สีทองและเสี้ยวพระจันทร์เริ่มเปล่งแสงประสานกัน ขณะที่เสียงของยูรันดังก้องเข้าไปถึงส่วนลึกของจิตวิญญาณทุกคน


    “ภายใต้ดวงตะวันซึ่งเป็นพยานแห่งการถือกำเนิด และเสี้ยวจันทราซึ่งเฝ้ามองการจากลา...”


    “ขอให้ทุกดวงวิญญาณ ณ ที่แห่งนี้จงสดับฟัง”


    ประกายแสงจากลูกประคำค่อย ๆ ลอยลงมาโอบล้อมร่างของหญิงชรา


    “ผู้มีชีวิตทุกคนล้วนเคยหลงทาง บางคนหลงอยู่ในความแค้น บางคนหลงอยู่ในความกลัว ขณะที่บางคนยึดมั่นในสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ จนหลงลืมว่าตนกำลังทำร้ายผู้ใด”


    “ท่านเองก็เคยเป็นดวงดาวที่หลงอยู่ในความมืด ถูกความสูญเสียและจารีตพันธนาการ จนลืมเลือนไปว่าตนเคยเป็นภรรยา เป็นมารดา และเป็นท่านยายผู้รักครอบครัวเพียงใด”


    หยาดน้ำตาไหลลงจากหางตาของหญิงชรา


    “ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้ผู้ใดสูญเสียความเป็นมนุษย์ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ไม่ต่างจากเดรัจฉาน คือการหลงลืมว่าตนเป็นใคร มีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใด และควรใช้ชีวิตที่เหลือทำอะไร”


    “ท่านยอมรับความผิด กล่าวคำขอโทษซึ่งเก็บเอาไว้นานหลายสิบปี และก้าวข้ามความเจ็บปวดที่พันธนาการตนมาตลอดชั่วชีวิต”


    “แม้ต้องใช้เวลาจนถึงวาระสุดท้าย แต่ในที่สุด ดวงดาวที่เคยหลงทางก็ได้ค้นพบแสงสว่างของตนเอง”


    แสงจากดวงอาทิตย์และเสี้ยวจันทร์ค่อย ๆ หลอมรวมเป็นเส้นทางเหนือร่างของหญิงชรา


    “ทุกชีวิตล้วนเริ่มต้นจากความต้อยต่ำ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด และท้ายที่สุดย่อมหวนคืนสู่ธุลีดิน”


    “เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าความตาย ทุกนามล้วนเท่าเทียม”


    “สิ่งที่หลงเหลืออยู่จึงไม่ใช่อำนาจ ตำแหน่ง หรือจารีต หากคือความรักและความทรงจำซึ่งเรามอบให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิต”


    ยูรันกระชับสายลูกประคำในมือ


    “จากนี้ท่านจะไม่ใช่ดวงดาวที่หลงทางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นแสงนำทางแก่ผู้ที่ยังหลงอยู่ท่ามกลางความมืดมิด”


    “จงสลักนามของตนเอาไว้ในจิตวิญญาณและหัวใจ”


    “จงจดจำว่าท่านเป็นใคร เคยรักผู้ใด และได้รับความรักจากผู้ใด”


    เมื่อถ้อยคำสุดท้ายของบทเทศนาสิ้นสุดลง ภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด


    ดวงตาของทุกคนแดงก่ำ หยาดน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม แม้แต่องครักษ์จางยังต้องรีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา ก่อนหันหน้าหนีไปอีกทาง


    มีเพียงคนเดียวที่ยังคงสงบนิ่งไม่หวั่นไหว


    แน่นอนว่าคนผู้นั้นคือยูรัน


    มิใช่เพราะเขาไร้ความรู้สึก แต่เพราะตลอดชีวิตอันยาวนาน เขาได้เห็นการถือกำเนิดและการจากลามามากเกินกว่าจะนับได้


    สำหรับเขา ความตายไม่ใช่การดับสูญ หากเป็นเพียงการสิ้นสุดของการเดินทางช่วงหนึ่งเท่านั้น


    หญิงชรามองบุตรสาวกับหลานสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนริมฝีปากจะปรากฏรอยยิ้มอันสงบ


    ดวงตาของนางค่อย ๆ ปิดลง


    ลมหายใจซึ่งเคยแผ่วเบายิ่งอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ กระทั่งหยุดลงในท้ายที่สุด


    ก่อนจากไป ริมฝีปากของนางขยับเล็กน้อย เสียงขอบคุณแผ่วเบาราวกับสายลมหลุดออกมาเป็นครั้งสุดท้าย


    “ขอบคุณ... ท่านยูรัน... เอล นาวา...”


    เสียงนั้นเบามากจนแทบไม่มีผู้ใดได้ยิน


    ทุกคนภายในห้องได้ยินเพียงคำว่า


    “ขอบคุณ... ท่านยูรัน...”


    มีเพียงยูรันเท่านั้นที่ได้ยินนามทั้งหมดอย่างชัดเจน


    แสงจากดวงอาทิตย์และเสี้ยวพระจันทร์โอบล้อมร่างหญิงชราเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนประกายดวงหนึ่งจะลอยออกจากร่างและเคลื่อนไปตามเส้นทางซึ่งทอดยาวอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว


    ยูรันมองตามแสงดวงนั้นจนลับหาย ก่อนกล่าวอย่างแผ่วเบา


    “เดินทางให้ดี ท่านยายไป๋”


    เมื่อวิญญาณจากไปแล้ว เครื่องรางจึงค่อย ๆ หยุดเปล่งแสง เส้นทางแห่งดวงดาวสลายหายไป พร้อมกับตะเกียงวิญญาณภายในห้องที่กลับมาสว่างขึ้นอีกครั้ง


    ผ่านไปครู่หนึ่ง ไป๋จิ้งเหวินจึงยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าของมารดา


    เมื่อรับรู้ว่าลมหายใจของหญิงชราหยุดลงอย่างสมบูรณ์ กำแพงซึ่งนางพยายามสร้างขึ้นภายในใจก็พังทลายลงในที่สุด


    “ท่านแม่...”


    เสียงเรียกนั้นสั่นเครือ ก่อนนางจะก้มลงกอดร่างมารดาแล้วปล่อยโฮออกมา


    “ท่านแม่!”


    ไป๋หลิงเองก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป นางทรุดตัวลงข้างเตียง กุมมือของผู้เป็นยายเอาไว้แน่น ก่อนร้องไห้ออกมาราวกับเด็กคนหนึ่ง


    เสียงร่ำไห้ของสองแม่ลูกดังก้องอยู่ภายในห้อง


    แม้พวกนางจะเตรียมใจเอาไว้แล้ว แม้หญิงชราจะจากไปโดยไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งใดค้างคา แต่เมื่อช่วงเวลาแห่งการจากลามาถึงจริง ความสูญเสียก็ยังคงเจ็บปวดเกินกว่าจะรับไหวอยู่ดี


    เวลาผ่านไปพักใหญ่ เสียงร้องไห้ภายในห้องจึงค่อย ๆ เบาลง


    ยูรันเดินเข้าไปหาไป๋จิ้งเหวินกับไป๋หลิง ก่อนวางมือลงบนไหล่ของทั้งสองอย่างแผ่วเบา


    “ได้เวลาแล้ว”


    สองแม่ลูกเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งน้ำตา แม้ยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่ก็ยอมถอยออกจากข้างเตียงอย่างเชื่อฟัง


    ยูรันจัดเสื้อผ้าของหญิงชราให้เรียบร้อย ก่อนช้อนร่างอันไร้ลมหายใจขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง


    ทันใดนั้น ประกายแสงเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นทั่วร่างของนาง


    วูบ...


    ตะเกียงวิญญาณทุกดวงภายในห้องดับลงพร้อมกัน


    ความมืดแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว จากห้องนอนสู่ทางเดิน จากทางเดินสู่เรือนทุกหลัง กระทั่งทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลไป๋ตกอยู่ในความมืดมิด


    ไม่ว่าจะเป็นเปลวเทียน ตะเกียงวิญญาณ หรือสมบัติให้แสงชนิดใด ล้วนไม่สามารถเปล่งประกายออกมาได้


    ทุกคนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง


    หนานอวี้รีบถามขึ้น


    “ศิษย์น้อง เจ้าคิดจะทำอะไร?”


    ยูรันไม่ได้ตอบ


    สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง ร่างกายไม่ไหวติงแม้แต่น้อย มีเพียงสองแขนที่ประคองหญิงชราเอาไว้อย่างมั่นคง


    จากนั้นเขาจึงก้าวออกจากห้องอย่างช้า ๆ


    เสียงผิวปากท่วงทำนองหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความมืด


    บทเพลงนั้นเชื่องช้า สงบนิ่ง และแฝงความอาลัย ทุกจังหวะสอดคล้องกับฝีเท้าของยูรันอย่างสมบูรณ์ ราวกับกำลังแสดงความเคารพต่อผู้ล่วงลับ และนำทางนางไปสู่การเดินทางครั้งสุดท้าย


    ท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงจากร่างของหญิงชรา และประกายซึ่งปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของยูรันในทุกย่างก้าว


    หนึ่งก้าว หนึ่งประกาย


    แสงเหล่านั้นไม่ได้ดับหาย แต่คงอยู่เบื้องหลังเขา กลายเป็นเส้นทางดวงดาวทอดยาวไปตามทางเดิน


    บ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันทั่วคฤหาสน์ต่างแตกตื่น พวกเขารีบวิ่งออกมาตรวจสอบ เพราะคิดว่ามีศัตรูบุกรุกหรือค่ายกลของตระกูลเกิดปัญหา


    ทว่าเมื่อมาถึง สิ่งที่ทุกคนเห็นกลับมีเพียงชายหนุ่มผู้ปิดตากำลังอุ้มร่างของนายหญิงเฒ่า เดินผ่านความมืดไปพร้อมบทเพลงอันสงบนิ่ง


    ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงถาม


    เมื่อเสียงผิวปากลอยผ่าน จิตใจที่สับสนของทุกคนก็สงบลงโดยไม่รู้ตัว ความหวาดกลัวเลือนหาย เหลือเพียงความเคารพและอาลัยต่อผู้ที่จากไป


    เหล่าสาวใช้ค่อย ๆ คุกเข่าลง


    ผู้คุ้มกันลดอาวุธในมือลง ก่อนก้มศีรษะอย่างพร้อมเพรียง


    ผู้คนที่ยืนขวางทางต่างแยกออกเป็นสองฝั่ง เปิดเส้นทางให้ยูรันเดินผ่านโดยไม่มีผู้ใดออกคำสั่ง


    ไป๋จิ้งเหวินกับไป๋หลิงเดินตามหลังเขาออกมาเป็นคู่แรก ตามด้วยลู่เหยียนหนิง ลู่ชิงถาน หนานอวี้ และองครักษ์จาง


    จากนั้นบ่าวรับใช้ ผู้คุ้มกัน และสมาชิกตระกูลไป๋ที่ได้ยินเสียง ต่างทยอยเข้าร่วมขบวนมากขึ้นเรื่อย ๆ


    ไม่มีเสียงสนทนา ไม่มีเสียงฝีเท้าอันวุ่นวาย


    มีเพียงบทเพลงส่งวิญญาณ เส้นทางแห่งแสง และขบวนผู้คนซึ่งค่อย ๆ เดินตามหลังผู้ล่วงลับไปอย่างสงบ


    ท้ายที่สุด ยูรันก็อุ้มร่างของหญิงชราเดินมาถึงลานกว้างใจกลางคฤหาสน์


    เขาหยุดยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ขณะที่ผู้คนทั้งหมดค่อย ๆ รวมตัวอยู่รอบลานอย่างเงียบงัน


    ยูรันยังคงอุ้มร่างของหญิงชราเอาไว้ ก่อนยกเท้าก้าวขึ้นไปบนอากาศอย่างช้า ๆ


    ก้าวแรก


    วงแสงปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้า ราวกับขั้นบันไดซึ่งสร้างขึ้นจากหมู่ดาว


    ก้าวที่สอง


    สายลมทั่วทั้งลานสงบนิ่งลง เสียงสะอื้นของผู้คนค่อย ๆ เงียบหาย เหลือเพียงท่วงทำนองจากเสียงผิวปากของยูรัน


    ก้าวที่สาม


    เขาหยุดยืนอยู่กลางอากาศเหนือศีรษะของทุกคน


    บทเพลงส่งวิญญาณยังคงบรรเลงต่อไปอย่างเชื่องช้า แต่ละท่วงทำนองเต็มไปด้วยความอาลัย ทว่าไม่มีความเศร้าหมอง ราวกับมันไม่ได้กำลังร่ำลาผู้ตาย หากกำลังส่งผู้เดินทางไปยังสถานที่อันห่างไกล


    แสงบนร่างของหญิงชราค่อย ๆ สว่างขึ้น


    เริ่มจากปลายเท้า ก่อนแผ่ขึ้นมาตามร่างกายอย่างช้า ๆ


    ร่างของนางไม่ได้แตกสลายหรือกลายเป็นเถ้าธุลี หากเปลี่ยนเป็นละอองแสงนับไม่ถ้วน ลอยขึ้นไปตามท่วงทำนองของบทเพลง


    ใบหน้าของหญิงชรายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันสงบ


    กระทั่งเสียงผิวปากท่วงทำนองสุดท้ายสิ้นสุดลง ร่างของนางก็เปลี่ยนเป็นแสงอย่างสมบูรณ์


    ประกายทั้งหมดหลอมรวมกัน กลายเป็นดวงดาวดวงหนึ่งลอยอยู่เหนือฝ่ามือของยูรัน


    ดวงดาวนั้นส่องสว่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าและหายลับเข้าไปท่ามกลางราตรีอันกว้างใหญ่


    ไม่มีร่างกายหลงเหลืออยู่


    ไม่มีเถ้าธุลีแม้แต่น้อย


    เหลือเพียงแสงดวงหนึ่งบนฟากฟ้า ซึ่งเปล่งประกายสว่างไสวกว่าดวงดาวโดยรอบ


    พรึ่บ!


    แสงทั้งหมดภายในคฤหาสน์ดับลงอีกครั้ง


    ความมืดเข้าปกคลุมทั่วทั้งลาน เหลือเพียงประกายไฟเล็ก ๆ จากธูปหนึ่งก้านซึ่งปรากฏอยู่ในมือของยูรัน


    เขายืนอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัด ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน


    “ธูปหนึ่งก้าน...”


    “จงสักการะแด่ผู้วายชนม์”


    ยูรันประสานมือโดยให้ธูปอยู่ระหว่างฝ่ามือ ก่อนก้มศีรษะลงอย่างช้า ๆ


    ผู้คนทั่วทั้งคฤหาสน์ทำตามโดยไม่มีผู้ใดนัดหมาย


    ไป๋จิ้งเหวินกับไป๋หลิงคุกเข่าลงเป็นกลุ่มแรก ตามด้วยลู่เหยียนหนิง ลู่ชิงถาน หนานอวี้ องครักษ์จาง ตลอดจนสมาชิกตระกูลและบ่าวรับใช้ทุกคน


    ท่ามกลางความมืดมิด ผู้คนนับร้อยก้มศีรษะลงพร้อมกัน เพื่อส่งหญิงชราผู้เคยหลงทางกลับคืนสู่หมู่ดาวเป็นครั้งสุดท้าย

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน