จารึกที่ 320 : รุ่งอรุณแห่งแผ่นดินเร้นลับ : รากฐานแห่งอักขระและเจตจำนงที่ก่อเกิด
ความเงียบงันที่แผ่ซ่านปกคลุมแผ่นดินเร้นลับอุดรทิศในยามนี้ มิใช่ความเงียบอันอ้างว้างของป่าช้า ทว่ามันคือความสงบอันศักดิ์สิทธิ์ที่หลงเหลืออยู่หลังจากการพังทลายของสัจธรรมจอมปลอม รอยแยกมิติที่เคยเปิดอ้ากลืนกินร่างของเซียนอมตะไป๋จื่อและศัสตราระดับเทพบรรพกาล สมานตัวปิดสนิทไร้ร่องรอย ราวกับผืนผ้าใบของเอกภพได้ลบล้างรอยเปื้อนอันน่ารังเกียจออกไปจนหมดสิ้น
เหนือผิวน้ำของทะเลสาบสีเงินยวงที่กลับมาสงบนิ่ง มหานาวาปราณสูญตาที่เหลือเพียงครึ่งลำลอยลำอยู่อย่างอ้างว้าง โครงสร้างไม้หยกดำบรรพกาลที่เคยวิจิตรตระการตา บัดนี้เต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและรอยปริร้าวลึก ทว่าแกนปราณขับเคลื่อนยังคงส่งเสียงครางแผ่วเบา ยืนหยัดประดุจนักรบเฒ่าที่ไม่ยอมล้มลงจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ
บนดาดฟ้าเรือที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าหุ่นกลศิลาพิทักษ์ที่ร่างแหลกละเอียดไปกว่าครึ่ง ผ้าคลุมสีเทาเข้มของเด็กหนุ่มขาดวิ่น โลหิตสีดำคล้ำที่แห้งกรังเปรอะเปื้อนไปทั่ว ทว่าแผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงดุจยอดเขาที่ทะลวงสรวงสวรรค์ ดวงตาแห่งความว่างเปล่าหรี่ลงเล็กน้อย ซึมซับความตระหนักรู้ที่ตกผลึกจากการใช้ 'ความเงียบงัน' รื้อถอนกฎเกณฑ์แห่งเสียง
กาลเวลาล่วงเลยเข้าสู่ เดือนสามฮวาเย่วบุปผาบานสะพรั่ง 花月 (ฮวาเยว่ - ดอกไม้ผลิบาน) ในช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำทอแสงสีทองสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำ บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ขัดแย้งกับความเหน็บหนาวในจิตใจของผู้บำเพ็ญเพียร
เย่ปิงอวิ๋น ศิษย์เอกสายในผู้งดงาม ถอนฝ่ามือที่เปล่งประกายปราณวิถีพฤกษาออกจากแผ่นหลังของอาเจียอย่างเชื่องช้า หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายบนหน้าผากเนียนของนาง
"รอยร้าวในจุดตันเถียนของเจ้าสงบลงแล้ว อาเจีย..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้า "ทว่าปราณเซียนแท้ของเจ้าถูกรีดเค้นจนเหือดแห้ง การผสานอักขระบรรพกาลด้วยระดับวิญญาณแรกเริ่ม เป็นการฝืนลิขิตฟ้าที่อันตรายเกินไป หากเจ้าพลาดพลั้งเพียงเสี้ยวลมหายใจ ทารกวิญญาณของเจ้าคงแหลกสลายกลายเป็นผุยผง"
"ขอบคุณศิษย์พี่ปิงอวิ๋นที่เหน็ดเหนื่อย" อาเจียเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่น "มรรคาแห่งหมื่นอักขระ มิใช่เส้นทางที่ปูด้วยกลีบกุหลาบ หากข้าหวาดกลัวความแตกสลาย ย่อมไม่อาจมองเห็นความสมบูรณ์แบบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง... บาดแผลเหล่านี้ คือใบเบิกทางสู่ความเข้าใจ"
หลินชิงเสวี่ยที่ยืนเฝ้าระวังอยู่ไม่ไกล ก้าวเข้ามาประคองแขนของเขา หญิงสาวผู้มีใบหน้าเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง บัดนี้ดวงตาทอประกายความรวดร้าวลึกซึ้ง "เจ้าแบกรับภาระที่หนักหนาเกินไป... พวกเราคือสหายร่วมเป็นร่วมตาย ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับสัจธรรมของเซียนอมตะ พวกข้ากลับทำได้เพียงยืนมองเจ้ายืนหยัดเพียงลำพัง"
"อย่าได้กล่าวเช่นนั้น ชิงเสวี่ย" อาเจียส่ายหน้า รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปาก "หากปราศจากค่ายกลสี่ทิศที่พวกเจ้ากางขึ้นเพื่อปกป้องวิญญาณเหล่านั้น ข้าย่อมไม่อาจรวบรวมสมาธิเพื่อวาดอักขระแห่งการปลดแอกได้... สวรรค์อาจกว้างใหญ่ ทว่ามันไม่อาจกว้างไปกว่าสายใยของมิตรสหาย"
ฉินมู่หลางที่เพิ่งฟื้นฟูเจตจำนงกระบี่สำเร็จ เดินเข้ามาพร้อมกับเฟิงอี้หราน ยอดกระบี่ประสานมือคารวะอาเจียด้วยความเคารพที่ออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ
"การต่อสู้ของเจ้าในวันนี้ ทำให้ข้าตระหนักว่า วิถีกระบี่ของข้ายังคับแคบนัก" ฉินมู่หลางกล่าวเสียงหนักแน่น "การทำลายล้างมิใช่คำตอบของทุกสิ่ง การชำระล้างกฎเกณฑ์ด้วยปัญญาต่างหาก คือจุดสูงสุดของเต๋า ข้าเคยคิดว่าความคมกริบของกระบี่นิรันดร์สามารถตัดได้ทุกสรรพสิ่ง ทว่าเมื่อเผชิญกับ 'ความว่างเปล่า' ที่เจ้าถักทอ ข้าจึงตระหนักว่า สิ่งที่ไร้รูปต่างหากคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุด"
เฟิงอี้หรานทอดถอนใจยาว แววตาของดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิงแฝงความตลกร้าย "ข้าล่ะเกลียดความชอบธรรมที่เจ้าแสดงออกเสียนี่กระไร... ตีหน้าเศร้า เล่าความอยู่รอดของวัฏสงสาร แล้วย้อนศรจนเซียนอมตะกระอักเลือดตกมิติไป... หากวิหารเทพเบื้องบนรู้ว่าตัวตนระดับนั้นถูกเด็กหนุ่มวิญญาณแรกเริ่มเล่นงานจนหมดสภาพ พวกมันคงแทบกระอักเลือดออกมาเป็นสายน้ำตก!"
อาเจียไม่ได้หัวเราะตอบ เขากลับทอดสายตามองไปยังพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ที่วางอยู่บนตัก
วูบ...
ละอองแสงสีทองบรรพกาลค่อยๆ รวมตัวกันเหนือพู่กันวิเศษ ร่างโปร่งแสงของมู่เฉินปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ซึ่งเป็นศิษย์คนสุดท้ายเมื่อ 1,000 ปีก่อน และบัดนี้ได้กลายเป็นวิญญาณสถิตอยู่ในพู่กันระดับตำนานที่น้อยคนนักจะล่วงรู้ความลับ กลิ่นอายของเขาแม้จะเลือนรางลงจากการฝืนกางม่านอักขระคุ้มกัน ทว่าความสง่างามและความลึกล้ำในดวงตายังคงไม่เสื่อมคลาย
อาเจียรีบประสานมือ ก้มศีรษะลงด้วยความเคารพอย่างสูงสุด "ผู้น้อยอาเจีย คารวะท่านอาจารย์... ขอรับ"
มู่เฉินมองศิษย์รักด้วยความภาคภูมิใจ เขาลูบเคราเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "เจ้าทำได้ดีมาก อาเจีย... เจ้าไม่ได้เพียงแค่รักษาชีวิตของพวกเราไว้ ทว่าเจ้าได้แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของอักขระสูญตา หรือ อักขระหลิง 零 (หลิง)... เจ้าใช้ความว่างเปล่าเพื่อยุติความโกลาหล นี่คือสัมผัสแรกของ วิถีแห่งสูญญตา 空之道 (คง-จือ-เต้า) อย่างแท้จริง"
"ท่านอาจารย์..." อาเจียเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ "มหาคัมภีร์อักขระบรรพกาลที่นักพรตหมื่นอีแปะมอบให้... ข้าสัมผัสได้ว่ามันเป็นเพียงเศษเสี้ยวของรากฐานทั้งหมด ขีดเส้นเดียวนั้นแฝงน้ำหนักของเอกภพ ทว่าข้ายังไม่อาจเข้าใจโครงสร้างการสอดประสานของมันได้อย่างสมบูรณ์... หากการปะทะครั้งหน้า ศัตรูมิได้มาเพียงผู้เดียว หรือใช้ศัสตราที่ทรงพลังกว่านี้ วิถีแห่งสูญตาของข้าอาจรับมือไม่ไหว"
มู่เฉินพยักหน้าช้าๆ เดินไพล่หลังไปมาบนดาดฟ้าเรือ "เจ้ากล่าวถูกต้อง ความจองหองของสวรรค์ย่อมไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ การสูญเสียเซียนอมตะไป๋จื่อและระฆังมฤตยูสยบสวรรค์ จะทำให้วิหารเทพถือว่าพวกเจ้าคือหายนะที่ต้องถูกลบล้างด้วยกฎเกณฑ์ขั้นสูงสุด... การศึกษาอักขระของเจ้า จะอาศัยเพียงความเข้าใจชั่ววูบไม่ได้อีกต่อไป เจ้าต้องเริ่มทดลอง 'สร้าง' กฎเกณฑ์ของเจ้าเอง"
อดีตมหาปรมาจารย์ชี้ปลายนิ้วไปยังเศษซากของหุ่นกลศิลาพิทักษ์ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าอาเจีย "การพังทลายของพยนต์เทวะตัวนี้ คือโอกาสอันดี... เจ้าเคยมองว่ามันคือชิ้นส่วนของกลไกฟ้า ทว่าบัดนี้ เจ้าจงมองมันเป็นผืนกระดาษ... ใช้มันเพื่อทดลองผสานอักขระหลิง 零 (หลิง) เข้ากับสสารที่แหลกสลาย จงดูว่าเจ้าจะสามารถถักทอมันขึ้นมาใหม่ โดยไม่พึ่งพากลวิธานแบบเดิมได้หรือไม่"
อาเจียหันไปมองหุ่นกลศิลา ดวงตาของเขาสาดประกายแห่งความกระหายในการเรียนรู้ เขายกพู่กันนิรันดร์ขึ้น ปลายพู่กันปราศจากน้ำหมึก ทว่าอัดแน่นไปด้วยเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า
"ศิษย์จะลองดูขอรับ"
สมการแห่งความพินาศและการจุติใหม่
อาเจียหลับตาลง เข้าสู่สภาวะสมาธิขั้นสูงสุด เขาสูดปราณบริสุทธิ์ของแผ่นดินเร้นลับเข้าสู่จุดตันเถียน ทารกวิญญาณสูญตาที่เต็มไปด้วยรอยร้าวเริ่มส่องประกายสีเงินยวง
เขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นกลางอากาศธาตุเหนือเศษซากของหุ่นกลศิลา จากนั้นจรดปลายพู่กัน ถ่ายทอด อักขระหลิง 零 (หลิง) ลงไปตรงกึ่งกลาง!
"วิถีแห่งอักขระ... จารึกผสานโครงสร้างบรรพกาล!"
เส้นสายปราณสีเงินยวงพุ่งทะยานลงไปพันธนาการเศษศิลาและศัสตราประกอบที่แตกหัก ทว่าทันทีที่เจตจำนงแห่งความว่างเปล่าสัมผัสกับศัสตราประกอบที่ไร้ชีวิต ความขัดแย้งก็บังเกิด! สสารของหุ่นกลต่อต้านความว่างเปล่า พลังปราณตีกลับอย่างรุนแรงจนเศษหินระเบิดกระจายออก!
เปรี๊ยะ!
อาเจียขมวดคิ้ว มือที่จับพู่กันสั่นสะท้าน ทว่าเขาไม่ยอมถอย "ล้มเหลว... โครงสร้างของสสารแข็งกระด้างเกินไป มันต่อต้านความว่างเปล่า... ข้าพยายามจะยัดเยียดมรรคาแห่งสูญตาลงไปในสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยหลักการทางกายภาพ"
เขาพยายามวิเคราะห์ความล้มเหลวอย่างเยือกเย็น 'ศัสตราประกอบเหล่านี้ ถูกหล่อหลอมมาเพื่อสอดรับกันตามกลไกฟ้า หากข้าเพียงแค่นำอักขระไปห่อหุ้ม มันก็เป็นเพียงการสร้างเปลือกนอกที่เปราะบาง เมื่อเผชิญแรงกดดัน สสารกับความว่างเปล่าก็จะปะทะกันเองจากภายใน'
"อย่าได้บังคับมัน อาเจีย" เสียงของมู่เฉินดังขึ้นชี้แนะ สไตล์การสอนของมหาปรมาจารย์ผู้ชี้ทางสว่าง "อักขระสูญตา หรือ คงซิ่งฝู 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) มิใช่กาวที่ใช้ประสานวัตถุ ทว่ามันคือ 'พื้นที่' ที่อนุญาตให้สรรพสิ่งกลับคืนสู่สมดุล... เจ้าต้องให้ความว่างเปล่า แทรกซึมเข้าไปในรอยต่อของความพินาศ ไม่ใช่บีบบังคับให้มันรวมตัวกัน"
อาเจียทบทวนคำกล่าวของอาจารย์ เขาลบสมการเดิมทิ้ง เปลี่ยนวิธีการเดินลมปราณ คราวนี้เขาไม่ได้ใช้อักขระหลิงเป็นแกนกลาง ทว่าเขาเขียนอักขระธาตุ 'ปฐพี' และ 'โลหะ' ขึ้นมาก่อน
เขาเพ่งสมาธิไปที่ชิ้นส่วนพยนต์แต่ละชิ้น เข้าใจถึงแก่นแท้ของพวกมัน จากนั้นจึงใช้อักขระหลิง 零 (หลิง) ค่อยๆ หยอดลงไปในช่องว่างระหว่างธาตุทั้งสอง ประหนึ่งหยาดน้ำค้างที่แทรกซึมลงในรอยแยกของผืนดินแห้งแล้ง
"มหาเวทสูญตา 大空法 (ต้า-คง-ฝ่า)... ถักทอวัฏสงสารใหม่!"
ความอัศจรรย์บังเกิดขึ้น!
เศษซากศิลาที่แหลกละเอียด ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นจากพื้นกระดานเรือ พวกมันไม่ได้ประกอบกลับเป็นรูปร่างเดิมด้วยกลวิธาน ทว่าพวกมันถูก 'ดึงดูด' เข้าหากันด้วยกฎเกณฑ์ใหม่ที่อาเจียเพิ่งเขียนขึ้น!
เส้นสายสีเงินยวงประสานรอยแตกทุกจุด ชิ้นส่วนพยนต์ที่เคยขัดแย้งกัน บัดนี้กลับมีพื้นที่ว่างให้แก่กันและกัน อาศัยอักขระหลิงเป็นตัวเชื่อมประสาน หุ่นกลศิลาที่เคยเทอะทะและแข็งกระด้าง บัดนี้กลับมีรูปทรงที่เพรียวบางและแฝงกลิ่นอายความลึกล้ำประดุจงานประติมากรรมแห่งสวรรค์ มันไม่ใช่หุ่นกลที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังปราณดื้อๆ อีกต่อไป แต่มันคือ 'ภาชนะแห่งเต๋า' ที่ขับเคลื่อนด้วยการหมุนเวียนของสัจธรรม!
"สำเร็จ..." อาเจียหอบหายใจ รอยยิ้มแห่งความปีติปรากฏชัด "นี่คือการผสานอักขระเข้ากับสสารโดยตรง... ข้าไม่ได้ซ่อมแซมมัน ทว่าข้าได้มอบ 'การจุติใหม่' ให้แก่มัน!"
หุ่นกลศิลารูปแบบใหม่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น อัญมณีวิญญาณที่เคยเป็นสีคราม บัดนี้สาดประกายสีเงินยวงอันลึกล้ำ มันคุกเข่าลงเบื้องหน้าอาเจีย ไร้ซึ่งเสียงของฟันเฟือง ทว่าแผ่กลิ่นอายแห่งความหนักแน่นที่เหนือกว่าเดิมหลายเท่า
หุบเขาสูญตา และชะตากรรมที่ต้องก้าวเดิน
แปะ... แปะ... แปะ...
เสียงตบมือดังขึ้นแผ่วเบา นักพรตหมื่นอีแปะ ที่ไม่รู้ว่าปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ยืนอยู่บนยอดเสากระโดงเรือที่หักโค่น ชายชราในชุดนักพรตสีมอๆ มองดูผลงานของอาเจียด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาภายใต้หมวกฟาง
"การเปลี่ยนความพินาศให้กลายเป็นกฎเกณฑ์แห่งชีวิต... เจ้าเรียนรู้ได้รวดเร็วนัก ราชันหมื่นอักขระ" เสียงแหบพร่าของนักพรตเฒ่าดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณ "ทว่า การสรรค์สร้างพยนต์เทวะตัวหนึ่ง ย่อมไม่อาจเทียบได้กับการรื้อถอนเจตจำนงของเอกภพ... สวรรค์ได้เพ่งเล็งเจ้าแล้ว และเซียนอมตะที่ร่วงหล่น เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานอันกว้างใหญ่"
อาเจียเงยหน้ามองนักพรตหมื่นอีแปะ เขาประสานมือคารวะด้วยความหนักแน่น "ผู้น้อยทราบดีขอรับ การกดขี่ของสวรรค์หยั่งรากลึกเกินกว่าจะถอนทิ้งในคราเดียว... แต่ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจและพู่กันในมือ ข้าจะเขียนกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อทวงคืนความชอบธรรมให้แก่วัฏสงสาร"
"ความมุ่งมั่นของเจ้าน่ายกย่อง..." นักพรตหมื่นอีแปะกระโดดลงมายืนบนดาดฟ้าเรือ แส้ปัดในมือตวัดเบาๆ "แผ่นดินเร้นลับแห่งอุดรทิศนี้ ยังมีความลับอีกมากมายที่ซ่อนเร้นอยู่ใน 'หุบเขาสูญตา' หุบเขาที่เป็นดั่งสุสานของบรรพชนผู้ใช้มหาเวทสูญตา... หากเจ้าปรารถนาจะก้าวขึ้นสู่ระดับที่สามารถเผชิญหน้ากับ เทพบรรพกาล หรือ ราชันย์เทวะ เจ้าต้องเข้าไปในหุบเขานั้น เพื่อศึกษาความล้มเหลวและความสำเร็จของสายเลือดอักขระในอดีตกาล"
"หุบเขาสูญตา..." อาเจียพึมพำ ชื่อนี้กระตุ้นให้เลือดในกายของเขาสูบฉีด
"ทว่าจงจำไว้" นักพรตหมื่นอีแปะหรี่ตาลง "ในหุบเขานั้น กาลเวลาและกฎเกณฑ์แห่งพื้นที่แปรปรวนอย่างหนัก บางสถานที่หนึ่งวันอาจยาวนานเท่ากับหนึ่งร้อยวันในโลกภายนอก บางสถานที่หนึ่งร้อยวันอาจสั้นดุจหนึ่งชั่วยาม... เจ้าและสหายของเจ้า ต้องใช้สติปัญญาในการเอาตัวรอด มิใช่พึ่งพาเพียงพลังปราณอันดิบเถื่อน"
มู่เฉินก้าวเดินเข้ามายืนเคียงข้างศิษย์ "อาเจีย... หนทางเบื้องหน้าคือบททดสอบที่แม้แต่ข้าในยุค 1,000 ปีก่อน ก็ยังมิอาจก้าวผ่าน เจ้าพร้อมที่จะแบกรับมันหรือไม่?"
"ผู้น้อยพร้อมแล้ว ที่จะเผชิญหน้ากับความจริงทุกประการ... ไม่ว่าหุบเขานั้นจะซ่อนอันตรายใดไว้ ผู้น้อยก็จะใช้พู่กันนิรันดร์ด้ามนี้ จารึกเส้นทางของตนเองขึ้นมา!"
สายลมแห่งแผ่นดินเร้นลับพัดโชยมา หอบเอาละอองสีเงินยวงให้ปลิวไสวไปทั่วผืนน้ำในช่วงเวลาตะวันคล้อย การทดสอบที่แท้จริงเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้ปกครองอักขระ กำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า มหานาวาปราณสูญตาที่ได้รับการซ่อมแซมด้วยวิถีแห่งหมื่นอักขระ ค่อยๆ ขับเคลื่อนเข้าสู่ม่านหมอกที่หนาทึบ มุ่งหน้าสู่สุสานบรรพชนที่หลับใหลมาเนิ่นนานนับหมื่นปี... ความลี้ลับแห่งอักษรสูญตา กำลังจะถูกเปิดเผย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามเหนือสวรรค์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง!