“หยุดนะ! เสิ่นจื่อโยว หญิงสารเลว!”
เสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากกลุ่มคนทุกคนต่างตกใจกับเสียงคำรามนี้ แล้วพวกเขาก็ค่อย ๆ แหวกตัวออกเป็นเส้นทางหนึ่ง
เสิ่นอี้กวงก้าวยาว ๆ เข้ามาเขาเดินอาด ๆ ด้วยความโมโห ไม่แม้กระทั่งจะเปลี่ยนชุดราชสำนักเป็นชุดลำลองเสียด้วยซ้ำ
“ท่านพ่อ!”
ทั้งเสิ่นเชียนซีและเสิ่นเฉี่ยวเหลียนต่างพากันร้องเรียกด้วยความตกตะลึงและดีใจพวกนางโผตัวทิ้งศีรษะในอ้อมกอดของเขาอย่างรวดเร็วแล้วร่ำไห้คร่ำครวญ
ราวกับได้รับความอยุติธรรมเหลือคณา
ก็ถูกต้องก่อนหน้านี้ภายใต้คำขู่ขวัญของเสิ่นจื่อโยวพวกนางยังไม่รู้จะทำเช่นไรได้แต่ตัวสั่นเทากับชะตากรรมที่อยู่บนเส้นทางคดเคี้ยวสูงต่ำในที่สุดหลักเขาพึ่งพิงก็ปรากฏ หากพวกนางไม่ร้องไห้ก็คงเป็นเรื่องยาก
ที่สำคัญยิ่งพวกนางร้องไห้คร่ำครวญมากเท่าใดเสิ่นอี้กวงก็จะยิ่งรู้สึกปวดใจและยิ่งเสิ่นอี้กวงรู้สึกปวดใจเขาก็จะยิ่งสั่งลงโทษเสิ่นจื่อโยวอย่างรุนแรง
ในตระกูลเสิ่นนี่ถือเป็นเรื่องจริงโดยปริยายแม้จะเป็นบ่าวไพร่เล็ก ๆ ที่ปัดกวาดในเรือนของเสิ่นเชียนซีหรือเสิ่นเฉี่ยวเหลียนก็น่ากลัวว่ายังจะมีสถานะสูงกว่าเสิ่นจื่อโยว
เสิ่นจื่อโยวปรายตามอง ‘ญาติ’ ทั้งสามคนของตน มุมปากยกหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันจาง ๆ
เทียบกับภาพบิดารักเมตตาบุตรสาวกตัญญูด้านหนึ่งนางที่ถูกทิ้งเพียงลำพังจึงดูราวกับคนนอกที่ไร้ซึ่งความสัมพันธ์อันใดกับตระกูลเสิ่น
เสิ่นอี้กวงโอบกอดบุตรสาวคนรองและบุตรสาวคนที่สามด้วยความปวดใจเขาตบแผ่นหลังของพวกนางเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม
ครั้นเห็นบุตรสาวคนโตปรายตามองมา เพลิงโทสะในหัวใจก็ลุกโหมกระพือขึ้นหลายส่วนเขาชี้ไปที่เสิ่นจื่อโยว ตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยว
“เจ้ามันหญิงสารเลว! ต้องสร้างความเดือดร้อนไปถึงเมื่อไรจึงจะพอใจ?!”
“พอใจ?” เสิ่นจื่อโยวราวกับได้ยินเรื่องน่าขันนางหัวเราะอยู่หลายเสียงก่อนกล่าว “ท่านเสนาบดีเสิ่น หากคำว่า ‘พอใจ’ ของท่านหมายถึงการที่ข้าต้องยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้พวกท่านกลึงให้กลมตบให้แบนตามอำเภอใจแล้วล่ะก็...ขออภัยด้วยที่อย่างไรข้าก็คงไม่สามารถบรรลุถึงคำว่า‘พอใจ’ นี้ได้”
“เหลวไหล!ผู้ใดจะกลึงเจ้าให้กลมตบเจ้าให้แบนกัน ข้าเป็นพ่อของเจ้า!สองคนนี้ก็เป็นน้องสาวของเจ้า!”
เสิ่นอี้กวงโกรธจนหน้าแดงก่ำลำคอปูดโปนเส้นเลือดบริเวณลำคอของเขาจวนเจียนระเบิดออก
กล้าเรียกขานยศศักดิ์ ‘เสนาบดีเสิ่น’ ของเขาโดยตรง หญิงชั่วผู้นี้คิดจะพลิกผืนฟ้าแล้ว!
“ฮ่า ๆๆ พ่อ?” เสียงหัวเราะของเสิ่นจื่อโยวยิ่งเสียดแทงมากขึ้น“ท่านเสนาบดีเสิ่นในหัวใจของท่านแต่ไรมาก็มีเพียงเสิ่นเชียนซีและเสิ่นเฉี่ยวเหลียนที่เป็นบุตรสาวของท่าน?ข้าเสิ่นจื่อโยวไม่มีหน้าเรียกขานท่านว่า ‘ท่านพ่อ’ หรอกเจ้าค่ะ”
“เจ้า!”
“อย่าได้รีบร้อนปฏิเสธคำของข้าไป”ดวงตาทั้งคู่ของเสิ่นจื่อโยวพลันหรี่แคบ นางตัดคำแก้ต่างของเสิ่นอี้กวงอย่างเย็นชา“ท่านดูคนที่อยู่บนพื้นนั่น ท่านดูที่สองมือของเขา เล็บสีม่วงเข้มทั้งสิบนิ้วล้วนเคลือบไปด้วยยาพิษ!คาดไม่ถึงว่าท่านจะส่งนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดที่รู้จักการใช้พิษมาจัดการข้าหึ ท่านพ่อ ท่านช่างให้ความสำคัญกับข้าเหลือเกินท่านรังเกียจว่าข้าใช้ชีวิตขัดหูขัดตาท่านมากใช่หรือไม่ จึงคิดอยากให้ข้าตายรวดเร็วขึ้น?”
ยากนักที่เสิ่นจื่อโยวจะเรียกขาน ‘ท่านพ่อ’ ออกมาสักคำ เพียงแต่คำว่า ‘ท่านพ่อ’ นี้กลับฟังดูเสียดหูยิ่งนัก
ฝูงชนรอบด้านต่างรู้สึกว่าคำกล่าวของเสิ่นจื่อโยวมีเหตุผลมีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยกัน
มีผู้ใดบ้างที่ใช้วิธีการเช่นนี้กับบุตรสาวของตนหากกล่าวว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตยังเหมือนมากกว่า
เสิ่นอี้กวงโกรธจนสีหน้าประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวขาว
หากเสิ่นจื่อโยวไม่เกริ่นขึ้นยังดีแต่ทันทีที่เอ่ยขึ้นอารมณ์เดือดดาลของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่าน!
“เจ้ายังกล้าพูด?! หากไม่ใช่เพราะเจ้าใช้ยันต์ทำร้ายแม่ใหญ่และบรรดาน้องสาวของเจ้าทั้งยังพาตัวแม่อัปมงคลของเจ้าหนีไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าจะสรรหาทุกวิธีการเพื่อจับตัวพวกเจ้ากลับมาหรือ?!”
เสิ่นอี้กวงไม่สำนึกสักนิดว่าตนเองกระทำสิ่งใดผิด!
เสิ่นจื่อโยวหรี่ตาเล็กลง ค่อย ๆ เบี่ยงสายตาเย็นชาไปสบตาเสิ่นอี้กวง
ครั้นสบสายตากับนัยน์ตาดำขลับที่เปี่ยมด้วยความเย็นชาคู่นั้นของเสิ่นจื่อโยวหัวใจของเสิ่นอี้กวงก็สั่นสะท้าน ในหัวปรากฏภาพที่บรรดาบ่าวไพร่ถูกระเบิดเป็นชิ้น ๆรอบข้างประหนึ่งโปรยปรายด้วยพิรุณโลหิต จากนั้นท่าทีแข็งกร้าวของเขาก็พลันอ่อนลงในบัดดล
ตั้งแต่ที่บุตรสาวผู้นี้หายจากอาการสติวิปลาสฝีมือก็เหี้ยมโหดขึ้นอย่างยิ่งยวด
ครั้นเสิ่นจื่อโยวเห็นเสิ่นอี้กวงขดร่างเล็กลงโดยไม่รู้ตัวริมฝีปากทั้งคู่ที่เม้มแน่นก็ยกโค้งเป็นรอยยิ้มเหยียดหยัน นางกล่าวคำไม่ช้าไม่เร็ว“ก่อนที่ท่านพ่อจะไต่สวนความผิดของข้า เหตุใดท่านจึงไม่ลองถามพวกนางก่อนว่าเคยทำสิ่งใดมาบ้างถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนหดตัวในอ้อมกอดของเสิ่นอี้กวงโดยพลันนัยน์ตาฉายประกายมาดร้ายทว่าเสิ่นเชียนซีกลับร้องไห้คร่ำครวญหนักขึ้นดูน่าสงสารเวทนา
ครั้นเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของทั้งสองคนโทสะในทรวงอกของเสิ่นอี้กวงก็พลุ่งพล่าน ดึงมาดผู้อาวุโสออกมาอีกครา
“พวกนางจะทำสิ่งใดได้ เจ้าคิดว่าพวกน้องสาวของเจ้าจะมีจิตใจโหดเหี้ยมเช่นเดียวกับเจ้าหรือ? ยังมีไป๋เหอเจ้าทำร้ายนางจนมีสภาพเช่นนั้นทว่านางก็ยังร้องไห้วิงวอนขอความเมตตาแทนเจ้าเจ้ายังมีสิ่งใดไม่พอใจอีก หากเจ้าสามารถมีจิตใจเมตตาเช่นพวกนางได้สักครึ่งหนึ่งข้าก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว”
“เมตตา?” มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักลากเสียงยาวแฝงนัยล้ำลึก
“หากคำว่า ‘เมตตา’ของท่านหมายถึงการลอบวางยาพิษภรรยาห้องหลักจนทำให้บุตรสาวของนางเกิดมาพร้อมรูปลักษณ์อัปลักษณ์สติวิปลาสและไร้ประโยชน์ เช่นนั้นข้าก็ขอยอมรับว่าพันไป๋เหอมีจิต ‘เมตตา’ จริงๆ”
“เจ้ากล่าวเหลวไหล!”เสิ่นเชียนซีถลึงตาแดงก่ำจ้องมองเสิ่นจื่อโยวด้วยความโมโหไม่ยอมรับการใส่ร้ายป้ายสีของเสิ่นจื่อโยวที่มีต่อพันไป๋เหอ
“ข้าพูดจาเหลวไหล? เสิ่นเชียนซีข้ายังไม่ได้เอ่ยถึงเจ้าสักนิด” เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหัวเราะหยัน
“ในปีนั้นข้าอายุห้าขวบถูกเจ้าที่มีอายุเพียงสามขวบผลักตกลงไปในกองหิมะถูกแช่แข็งอยู่อย่างนั้นทั้งวันทว่าพันไป๋เหอกลับใช้ข้ออ้างว่าเด็กน้อยซุกซนไม่รู้ความปล่อยให้เรื่องนี้จบไปอย่างง่ายดาย”
“ในปีนั้นข้าอายุหกขวบเจ้าถูกใจถุงปักใบหนึ่งที่ท่านแม่ตัดเย็บให้ข้ายืนกรานกล่าวหาว่านี่เป็นถุงปักที่ข้าขโมยเจ้าไป แล้วเสิ่นอี้กวงก็ดึงถุงปักไปจากมือข้าโดยไม่แยกแยะถูกผิดก่อนจะโยนข้าเข้าไปในห้องลงทัณฑ์ให้คุกเข่าอยู่สามวันสามคืนเต็ม ๆ”
“ในปีนั้นข้าอายุสิบปี...”
“พอได้แล้ว!”เสิ่นเชียนซีกัดฟันกรอดตัดบทของเสิ่นจื่อโยว นางมองเสิ่นจื่อโยวด้วยความโกรธเคือง“เสิ่นจื่อโยว แต่ก่อนเจ้าสติวิปลาสมิใช่หรือ? คนสติวิปลาสจะจำเรื่องราวได้ชัดเจนถึงเพียงนี้ได้อย่างไรเจ้าต้องการกล่าวเพื่อสร้างเรื่องขำขันอย่างนั้นหรือ!”
“ข้าในอดีตสติวิปลาสแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าไร้ซึ่งความทรงจำ!”เสิ่นจื่อโยวกล่าวหนักแน่น “ยังมีเจ้า เสิ่นเฉี่ยวเหลียนตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาเจ้าสั่งให้พวกบ่าวไพร่ลงมือทำร้ายข้าไปไม่น้อยมิใช่หรือ การรังแกคนสติวิปลาสคนหนึ่งทำให้เจ้ารู้สึกประสบความสำเร็จใช่หรือไม่”
“เสิ่นจื่อโยวเจ้ากล่าวเหลวไหลอะไร!”เสิ่นเฉี่ยวเหลียนตะโกนออกมาอย่างโมโหร้อนรน
“ข้ากล่าวเหลวไหลหรือไม่ในใจของพวกเจ้าย่อมตระหนักดีข้าเองก็คร้านที่จะคิดบัญชีกับพวกเจ้าทีละหน้าเพราะอย่างไรวิธีการที่ดีที่สุดที่ใช้จัดการคนที่เคยรังแกดูหมิ่นตนเหล่านั้นมิใช่การรื้อฟื้นบัญชีเก่าแต่เป็นการก้าวไปยังตำแหน่งสูงที่คนเหล่านั้นไม่มีวันไปถึงจากนั้นค่อยบดขยี้พวกมันไว้ใต้ฝ่าเท้า! ข้ากล่าวได้ถูกต้องหรือไม่”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลายสบายอารมณ์แต่มีเพียงผู้ที่เคยพบเห็นวิธีการลงมือของนางเท่านั้นที่รู้ว่านางไม่ได้ล้อเล่นนางกำลังตั้งมั่นก้าวไปสู่จุดหมายนั้น
ในขณะที่ฝูงชนโดยรอบกำลังนับถือฝีมือและจิตใจของเสิ่นจื่อโยวอย่างจริงใจพวกเขาก็ยังลอบผรุสวาทถึงจิตใจที่เอนเอียงของท่านเสนาบดีเสิ่น
สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ‘เมตตา’? มิใช่ว่าหัวใจของท่านเสนาบดีเสิ่นมืดบอดไปแล้วหรือ
มีคนเช่นนี้เป็นเสนาบดีหนทางในกาลข้างหน้าของแคว้นหลิวหั่วเป็นเรื่องที่น่ากังวลแล้ว
“เจ้า...เจ้า...”ถ้อยคำที่สาธยายออกมาไม่หยุดของเสิ่นจื่อโยวทำให้เสิ่นอี้กวงเดือดดาลและอับจนคำพูดเขาได้แต่กล่าวคำว่า “เจ้า”อยู่นานค่อนวันแต่ก็ยังสรรหาคำพูดที่จะนำมาโต้กลับเสิ่นจื่อโยวอย่างแสบทรวงไม่ได้ ทำได้เพียงกัดฟันแน่นปรี่เข้าไปหาเสิ่นจื่อโยวด้วยท่าทางดุดัน
เขาจะตบหญิงสารเลวนี่ให้ตาย!
กร๊อบ
ฝ่ามือของเสิ่นอี้กวงยังไม่ทันฟาดไปบนใบหน้าของเสิ่นจื่อโยวเขาก็ถูกใครบางคนหักข้อมือ
สีหน้าเขาพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาวเตรียมชักมือกลับด้วยปฏิกิริยาตอบสนอง ทว่าบริเวณข้อมือที่หักของเขากลับถูกตรึงแน่น
สีหน้าของเสิ่นอี้กวงยิ่งขาวซีดเจ็บปวดแสนสาหัส
“เจ้า...เจ้าเป็นใคร” เสิ่นอี้กวงหันไปมองบุรุษที่หักข้อมือเขาด้วยสีหน้าเจ็บปวดเหงื่อเย็นผุดพราวเต็มหน้าผาก
ซูเฟยอวี่มองเขาด้วยสายตาเย็นชานัยน์ตาอัดแน่นด้วยโทสะ
“คิดทำร้ายเสี่ยวโยวต้องผ่านข้าไปก่อน”
เพลิงโทสะของเสิ่นอี้กวงลุกโชนขึ้นอีกครั้งเขาตวาดกร้าว “นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของพวกเรา เจ้าจะยุ่งมากไปไย!”
เสิ่นจื่อโยวตะลึงงันไปชั่วครู่ก่อนจะปรบมือแค่นเสียงหัวเราะออกมา“ท่านเสนาบดีเสิ่นหนอท่านเสนาบดีเสิ่น ในอดีตเป็นตระกูลซูที่ช่วยสนับสนุนท่านจนไปถึงตำแหน่งเสนาบดียามนี้ท่านประเสริฐนัก ทันทีที่ตระกูลซูโค่นล้มแม้แต่สายเลือดของพวกเขาที่หลงเหลืออยู่เพียงคนเดียวท่านก็หลงลืมเสียแล้ว เช่นนี้ข้าควรจะกล่าวว่าสันดานหมาป่าตาขาวของคนในตระกูลเสิ่นตั้งแต่เจ้านายจนบ่าวไพร่ต่างแสดงสัญชาตญาณได้เยี่ยมยอดยิ่งนัก?”
นัยน์ตาของเสิ่นอี้กวงหรี่แคบโดยพลันก่อนที่เขาจะถลึงตาจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างยากจะเชื่อ
“เจ้า...เจ้าคือซูเฟยอวี่?!”
เป็นไปไม่ได้!มิใช่ว่าซูเฟยอวี่ถูกทำลายเส้นลมปราณแปรเปลี่ยนเป็นคนพิการแล้วหรือ เหตุใดยามนี้จึงมีพละกำลังแข็งแกร่งเช่นนี้?! เสิ่นอี้กวงมองเขาอย่างตกตะลึงครุ่นคิด
มิใช่เรื่องแปลกที่เขาจะจำเด็กที่หลงเหลืออยู่เพียงคนเดียวในตระกูลของพ่อตาไม่ได้เพราะตั้งแต่ที่ตระกูลซูล้มลงเขาก็ไม่เคยไปมาหาสู่กับตระกูลซูอีกสิบปีผ่านไปผู้ใดจะจำเด็กหนุ่มที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวคนนั้นได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแต่ไรมาเขาก็ไม่เคยให้ความสำคัญกับตระกูลซู
ซูเฟยอวี่ไม่คิดตอบกลับเขาเขาเพียงปรายตามองเสิ่นอี้กวงด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะค่อย ๆ กระชับแรงที่ข้อมือ
ทุกถ้อยคำที่เสิ่นจื่อโยวกล่าวเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง!
หากไม่ใช่เพราะสติของญาติผู้น้องกลับมาสมประดีโดยบังเอิญท่านป้าและเสี่ยวโยวจะต้องได้รับการทรมานทรกรรมในตระกูลเสิ่นไปอีกนานเพียงไร!
หรือกระทั่งถูกทรมานจนสิ้นใจก็ยังไม่มีผู้ใดช่วยเหลือพวกนาง
ครั้นคิดถึงตรงนี้ เขาก็ไม่คิดจะปล่อยบุรุษที่อยู่ตรงหน้าไปอีก
แม้ชายคนนี้จะเป็นลุงเขยของเขา แม้ว่าบุรุษผู้นี้จะเป็นถึงท่านเสนาบดีของแคว้นหลิวหั่ว!
สีหน้าของเสิ่นอี้กวงยิ่งซีดขาวเขาร้องอย่างเจ็บปวด
“ซูเฟยอวี่ ปล่อยมือข้า!เจ้าคิดก่อกบฏหรือ ข้าเป็นถึงเสนาบดีคนสำคัญของราชสำนัก!”
เขาเสียใจนักที่ไม่ได้พาคนจำนวนมากมาด้วยมิเช่นนั้นเขาจะปล่อยให้เจ้าสารเลวคนนี้วางท่าเหิมเกริมถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?!
“เป็นท่านเสนาบดีแล้วอย่างไรหากท่านเสนาบดีทำผิดแล้วไม่จำเป็นต้องรับโทษหรือ” ซูเฟยอวี่ย้อนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เจ้า!”เสิ่นอี้กวงทั้งร้อนรนทั้งโมโห
ในเวลานี้เองเสิ่นจื่อโยวจึงปริปากออกมาเนิบช้านางกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่รีบไม่ร้อน
“ท่านพ่อหากท่านคิดอยากรับโทษน้อยลงย่อมเป็นเรื่องที่ทำได้...ท่านหย่ากับท่านแม่เสีย”
“อะไรนะ?!”
หัวใจของเสิ่นอี้กวงกระตุกหลงนึกว่าตนเองฟังผิดไป
“ข้ากล่าวว่าท่าน-หย่า-กับ-ท่าน-แม่-เสีย”เสิ่นจื่อโยวกล่าวเน้นย้ำทีละคำ ยิ้มเหยียดหยัน“ข้าไม่ยี่หระต่อตำแหน่งบุตรสาวของตระกูลเสิ่นท่านแม่เองก็ไม่อยากอยู่ในตระกูลเสิ่นอันเป็นสถานที่ดุจนรกนั่นแล้วในเมื่อพวกเราทุกคนต่างรู้สึกขัดสายตากันและกัน...ช่นนั้นก็มิสู้แยกจากกันในเร็ววันเสียเป็นอย่างไร ท่านพ่อ ข้อเสนอนี้ไม่เลวใช่หรือไม่”
ไม่เลวประหนึ่งผายลมอะไรเล่า!
เสิ่นอี้กวงรู้สึกแน่นหน้าอกหายใจติดขัด
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดทันทีที่คิดว่าต้องหย่าขาดจากซูหวั่นเยว่เขาก็รู้สึกไม่ยินดีอย่างยิ่งยวด