ซูอันหนิงลืมตาขึ้นก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากห้องข้าง นางตื่นขึ้นมาหลังจากคนข้างหมอนลุกออกไปก่อนแล้วทุกครั้ง
วันนี้นางลุกขึ้นมานั่งด้วยผมยุ่งเหยิง มือลูบที่นอนข้างตัวเบาๆ ซึ่งยังคงทิ้งไออุ่นไว้ไม่จางไป นางแหวกมุ่งออก เห็นเงาหลังสูงใหญ่เดินผ่านม่านกั้นห้องชั้นนอกวับแวม เขาผลักประตูเปิดออกแล้วหันมามองทางนี้ครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไป
นางไอเบาๆ ลี่หนานก็โผล่หน้าเข้ามา “หวางเฟยตื่นแล้วหรือเพคะ”
“ขอน้ำ” นางเอ่ยเสียงแหบ ลำคอร้อนผ่าวแห้งผากราวกับข้างในมีแต่ทรายแห้งๆ
หลังจิบน้ำแล้วจึงได้เงยหน้าขึ้นถาม “หวางเย่ไปแล้วหรือ จะอยู่เสวยหรือไม่”
“หวางเย่แต่งกายเสร็จก็ออกไปแล้วเพคะ บ่าวก็ไม่ทราบว่าจะกลับมาอีกหรือไม่”
ซูอันหนิงนิ่งเงียบครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ยืดเส้นยืดสาย เอาแต่นอนแล้วก็กินยา ข้อต่อข้าฝืดหมดแล้ว”
“แต่หวางเฟยยังไม่แข็งแรงนะเพคะ”
ซูอันหนิงหย่อนขาลงข้างเตียง ยกมือขึ้นมากำ แรงกำยังคงไม่แน่นเท่าใด แต่ก็ดีกว่าเดิมมากแล้ว
“หากเอาแต่นอนจะขี้เกียจเอาได้ นี่ก็ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว ช่วยข้าแต่งตัวเถิด”
“เจ้าค่ะ”
ซูอันหนิงออกไปรำไท่เก็ก กินอาหารเช้าตามลำพัง เดินเล่นให้อาหารไก่ที่เรือนหลัง โดยลี่หนานเดินตามอยู่ด้านหลัง คอยเล่าเรื่องข้างนอกให้นางฟัง
“ถุงมือหนังกวางของบุรุษที่ขายในรุ่ยจิ่งฟางขายดีมาก พลอยทำให้ชุดสตรีที่ยอดขายตกไปก่อนหน้านี้พุ่งสูงขึ้นมาใหม่ด้วยเจ้าค่ะ”
ซูอันหนิงเลิกคิ้ว “อาภรณ์ที่ข้าตั้งใจออกแบบกลับสู้ไม่ได้ แปลกจริง”
ลี่หนานยิ้มกว้าง “ตอนที่บ่าวไปรับสมุดบัญชี เห็นคนเข้าร้านเยอะมากเจ้าค่ะ รุ่ยฮูหยินบอกว่ามีคนมาสั่งเสื้อที่หวางเฟยเคยสวม ขนสัตว์ที่กักตุนไว้จึงได้นำออกมาใช้แล้ว ทางร้านจึงถือโอกาสเปิดตัวชุดฤดูหนาวแบบใหม่ของหวางเฟย พบว่าแบบที่ท่านสวมออกไปข้างนอกได้รับความนิยมมากที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
ซูอันหนิงมีสีหน้าฉงน ก่อนหน้านี้เริ่มมีคนกลับมาสั่งเสื้อที่นางออกแบบ แต่ยอดขายไม่ได้พุ่งแรงเหมือนอดีต หรือเพราะถุงมือหนังกวางจึงทำให้เสื้อของนางได้รับการยอมรับกัน
“ถุงมือหนังกวางเป็นของใช้บุรุษที่ร้านทำออกมาไม่มาก เหตุใดจึงไปกระตุ้นยอดขายเสื้อสตรีได้”
ลี่หนานเอียงคอครุ่นคิด “ก่อนจะมีถุงอุ่นมือขาย เคยมีข่าวลือเรื่องที่จ้าวหวางไปสั่งทำถุงอุ่นมือแบบเดียวกับฮั่นหวางที่รุ่ยจิ่งฟาง เรียกได้ว่าของยังไม่มีแต่สินค้าโด่งดังเป็นที่รู้จักก่อนแล้ว เพราะถุงอุ่นมือหนังกวางมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง พอมีสินค้าวางขายสตรีหลายนางก็รีบซื้อไปฝากบุรุษของตนเอง ไม่แปลกที่เสื้อของหวางเฟยจะกลับมาขายดีอีกครั้งนะเจ้าคะ”
“เรื่องเล่าของตัวเอง...เรื่องเล่าอะไรหรือ”
ลี่หนานหน้าบานราวกับบุปผาแรกแย้ม เล่าเรื่องที่กำลังโด่งดังอยู่ข้างนอกให้ผู้เป็นนายฟังทันที “รุ่ยจิ่งฟางเล่าว่าถุงมือนี้หวางเฟยตั้งใจทำออกมาเพื่อให้ฮั่นหวางได้สวมป้องกันความหนาว แล้วยังมีจ้าวหวางมายืนยันเรื่องราวคนจึงเชื่อกันทั้งเมือง ตอนนี้ชาวเป่ยจิงคนใดไม่รู้บ้างว่าฮั่นหวางเฟยใส่ใจสามีตนเองเพียงใด”
ซูอันหนิงนิ่งค้าง ใบหน้าร้อนขึ้นมาทันใด นางแสร้งบ่นกลบเกลื่อน “เหตุใดรุ่ยจิ่งฟางจึงได้แต่งเรื่องมาหลอกคนซื้อเยี่ยงนี้”
ลี่หนานประท้วงตาโต “ไม่ใช่เรื่องแต่งเสียหน่อยนี่เจ้าคะ ก็หวางเฟยทำถุงมือให้หวางเย่โดยเฉพาะจริงๆ”
“ข้าทำให้ตัวเองหรอก” หญิงสาวแก้ตัว
ลี่หนานอ้าปากจะแย้ง แต่พอเห็นใบหูเจ้านายกลายเป็นสีแดงก็ลอบยิ้ม ไม่เอ่ยอะไรอีก
ทั้งคู่ให้อาหารปลาเสร็จก็เดินกลับทางเดิม เห็นชางอิงเดินแกมวิ่งผ่านประตูกั้นเรือนเข้ามาจึงหยุดถาม “รีบร้อนอันใดของเจ้า ค่อยๆ เดินก็ได้”
สาวใช้ตัวน้อยยอบกายก่อนจะรายงาน “หวางเฟยเพคะ เซียวฮูหยินยื่นเทียบขอเข้าพบเจ้าค่ะ”
ดวงตาของซูอันหนิงเปล่งประกายวาบ “รีบเชิญ ข้ากำลังจะออกไป”
เซียวฮูหยินนั่งรออยู่นานแล้ว พอเห็นสภาพพระชายาฮั่นอ๋อง นางก็รีบขออภัยทันที
“หม่อมฉันไม่ทราบว่าหวางเฟยเจ็บหนักเพียงนี้ เห็นหลายวันก่อนรุ่ยฮูหยินมาขอพบได้ วันนี้จึงบากหน้ามา หากรู้เช่นนี้คงจะไม่มารบกวนท่านหรอกเจ้าค่ะ”
ซูอันหนิงยิ้มเอ่ย “จะได้อย่างไรกัน พวกท่านมาหาข้าย่อมนำการค้ามาเสนอให้ถึงที่ ข้าชอบใจมาก ยิ่งการค้ารุ่งเรืองข้าก็จะยิ่งหายดีในเร็ววัน”
เซียวฮูหยินหัวเราะเบิกบาน รีบกล่าวเข้าเรื่องทันที
“ชาดสามกลิ่นที่ปล่อยขายไปก่อนหน้านี้ ได้รับการตอบรับดีมากเพคะ ทางร้านตระกูลเซียวจึงอยากได้อะไรใหม่ๆ สำหรับเปิดตลาดในเทศกาลหยวนเซียว จึงคิดว่าจะทำเป็นน้ำมันบำรุงผิว ทางเหนืออากาศเลวร้ายเพียงนี้ จะต้องขายดีแน่นอนเพคะ หวางเฟยคิดเห็นเช่นไรเพคะ”
“ในตลาดไม่มีขายหรือ” ซูอันหนิงถาม
“มีแต่เป็นแบบทั่วไป แต่ของที่หวางเฟยคิดออกมา ย่อมไม่ใช่ของทั่วไปนี่เพคะ”
ซูอันหนิงนิ่งคิด น้ำมันบำรุงผิวที่นางใช้อยู่ทำมาจากเมล็ดชาผสมขี้ผึ้ง กลิ่นดอกเหมยกุย แต่เหมยกุยไม่สามารถหาได้ในปริมาณมากๆ ในตลาด อาจต้องใช้ดอกไม้ชนิดอื่นแทน
สายตาของนางเลื่อนไปทางต้นเหมยในสวน ดอกสีชมพูอมแดงกำลังผลิบาน และคงจะงามและมีมากมายในตลาดยามนี้ ถึงอย่างไรนางก็กำลังคิดหาของขวัญปีใหม่สำหรับส่งเข้าวังงอยู่แล้ว
ซูอันหนิงหันมายิ้มให้เซียวฮูหยิน “ได้สิ แต่ต้นทุนจะอาจมากหน่อยนะ เพราะของที่ข้าใช้ ไม่ธรรมดาจริงๆ”
วันนี้ฮั่นอ๋องมาร่วมฝึกกับทหารด้วย สำหรับทหารชั้นผู้น้อยแล้วอากาศจึงไม่ได้โหดร้ายเท่าใดนัก เพราะเบื้องหน้า คืออ๋องผู้หนึ่งที่ร่วมทุกข์ยากไปพร้อมกัน
หลังฝึกช่วงเช้าเสร็จ จูเกาเซวียนก็ชำระร่างกายแล้วร่วมโต๊ะอาหารมื้อเที่ยงพร้อมขุนศึกเช่นเดิม
วันนี้ใช้พลังกายไปมาก เขาจึงก้มหน้าคีบอาหารทุกอย่างที่วางอยู่ตรงหน้า กินอย่างเอร็ดอร่อยกว่าทุกวัน เสียงสนทนาของขุนศึกไม่เอ่ยถึงรสชาติแย่เช่นปกติ คงเป็นเพราะวันนี้พ่อครัวพัฒนาฝีมือแล้วกระมัง
จูเกาเซวียนสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมา จึงเงยหน้าขึ้น แต่ตาแก่เหล่านั้นกลับหลบสายตาแล้วก้มหน้ากินต่อ บ้างก็หันไปทางรองแม่ทัพหวังแล้วยิ้มให้กันอย่างมีความหมาย
มือที่ถือตะเกียบของเขาบีบแน่น อาหารในปากกลายเป็นไร้รสชาติขึ้นมาแทน สายตาเลื่อนไปมองจานอาหารตรงหน้า หน้าตาอยู่ในระดับภัตตาคาร รสชาติดีกว่าปกติมาก จะเป็นอาหารที่ทำจากฝีมือพ่อครัวกองทำได้อย่างไร
ในอกเกิดความขุ่นเคืองขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขาวางตะเกียบยกชาขึ้นดื่มแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “พวกท่านกินต่อเถอะ ข้ากลับก่อน”
พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากกระโจมทันที จางเจี้ยนวางชามข้าวของตนเองแล้วรีบวิ่งตามออกมา จูเกาเซวียนหันไปมองทางหน้าค่ายทหาร เอ่ยถามเหอไห่ว่า “วันนี้มีใครมาส่งอาหารให้กองทัพหรือไม่”
“มีรถม้าสกุลหวังมาส่งอาหารจริงพ่ะย่ะค่ะ ส่งมาปริมาณมากเพียงพอจะเลี้ยงขุนศึกระดับสูงได้ทั้งกองทัพทีเดียว”
บัดซบ!
ข้ากลับคิดว่าเปลี่ยนพ่อครัวแล้ว!
จูเกาเซวียนขมวดคิ้วแน่น จางเจี้ยนจูงม้ากลับมาถึงได้ยินบทสนทนานี้พอดี จึงเอ่ยอย่างไม่รู้ที่ตาย “อาหารเจ้านี้อร่อยกว่าพ่อครัวกองทัพอีกนะขอรับ”
ดวงตาคมราวของจูเกาเซวียนเลื่อนมา หากเป็นดาบคงแทงบ่าวปากไม่มีหูรูดผู้นี้ให้ดับดิ้นไปแล้ว จางเจี้ยนยิ้มค้างไม่รู้ตนเองพูดสิ่งใดผิดไป