“พี่หานค่อยๆเดินเล่า”
เพ่ยหานหรงอยากจะเหลือบตามองบน ‘เขาเป็นบุรุษตัวโตกว่านาง.หรือนางจะลืม’ “เจ้าเฟิ่งเซียน”
“หืม”
“เจ้าเป็นองค์หญิงจริงๆรึ?”
“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” ยังคงสืบเท้าไปช้าๆไม่ให้ไปชนกับสิ่งใดเข้า เพราะเกรงว่าพรรคจิ้งจอกแดงจะได้ยินแต่ “โอ๊ะ!!” เคร้ง ครืดดๆๆๆๆ กลุกๆๆ จู่ๆรถม้าก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วทำให้สองคนที่จับมือกันด้านในเสียการทรงตัวทันที เพ่ยหานหรงหงายหลังนอนลงไปกับพื้นพร้อมกับกระชากร่างสตรีตัวเล็กตามติดลงมาด้วย ตุ่บ!!! ปั่ก! “อ่ะ..” ความชุลมุนด้านในทำให้เจ้าเฟิ่งเซียนถูกอะไรบางอย่างทุบไปตรงศรีษะด้านหน้าจนบวมโนขึ้นมาทันทีคนใบหน้าเป็นตุ่มน้ำตาคลอ “พี่หานข้าหัวโน”
“_” คนถูกนอนทับหมดคำจะกล่าว กายสาวนุ่มนิ่มหอมกรุ่นที่นั่งอยู่บนหน้าท้องเขาทำให้บุรุษฉกรรจ์ต้องขบกรามแน่น นางมิเคยรู้เลยรึว่าท่าทางเช่นนี้ช่างอันตรายยิ่งนักยิ่งนางคว้ามือเขาขึ้นมาจับบนหน้าผากบวม น่าแปลกที่ใจเขา ‘เต้นแรง’ กับสตรีประหลาดที่เพิ่งพบกันเมื่อคืน “อืม..บวม” มือหนาสัมผัสถูกตุ่มนับสิบก็ให้รู้สึกระคายมือแต่..มิรังเกียจ
“ตายๆ หน้าเป็นตุ่มยังไม่พอหัวยังมาโนอีกแบบนี้จะเข้าเฝ้าในวันพระราชสมภพได้อย่างไรกันเล่า..กุหลาบเจ้าปัญหาเอ๊ย!!” บ่นอย่างหัวเสีย ค่อยๆเลื่อนลงจากตัวบุรุษโดยไร้ท่าทีเขินอาย สร้างความงุนงงให้กับฝ่ายบุรุษด้านล่างยิ่งนัก
เมื่อปรับสายตาให้คุ้นชิน เพ่ยหานหรงมองฝ่าความมืดก็มิเห็นว่านางจะโวยวายอันใด ‘มิใช่ว่านางสัมผัสร่างกายบุรุษแล้วต้องบอกกล่าวให้คนผู้นั้นรับผิดชอบหรอกรึ' เสียงฟุ่บฟั่บ!! ถอยห่างออกจากกายเขาเมื่อเขาลุกขึ้นนั่ง สตรีตัวน้อยคลานเข่าเหมือนสุนัขสูดดมตามหากลิ่นกุหลาบ ‘ช่างเป็นสตรีที่เหลือจะกล่าวจริงๆ’ “_”
“เจอแล้วววว เจ้าตัวปัญหาเอาสิเอาเลยจะพ่นพิษชนิดใดใส่ข้าอีกเล่าหึหึ..ข้าพร้อมแล้วว” น้ำเสียงที่ฟังดูแล้วชวนให้ขนลุก
“_” คิ้วคมขมวดมุ่น ‘พ่นพิษ?’ ???”
ฟึ่บๆ คลานกลับมา “พี่หาน” เสียงสตรีตัวน้อยกระซิบกระซาบเขา “เราจะลงไปจากรถม้าอย่างไรดีเล่า ยามนี้พวกเรามีกันเพียงแค่สองคนวรยุทธ์ของข้าคือขั้นสี่ตอนต้น อ่อ..องครักษ์ของข้าด้านนอกมีมากมายนักเพราะข้าเป็นองค์หญิง” นางเงยหน้าขึ้นมองคุณชายผู้หล่อเหลาจนน่าใจเต้นแต่ต้องรีบส่ายหน้าเมื่อนางคิดว่าตนเองจะต้องฝึกยุทธ์ให้สำเร็จก่อนจึงจะออกเรือนมิเช่นนั้นจะมิมีโอกาสได้ฝึกตนอีกแล้ว
เพ่ยหานหรงมิค่อยจะเชื่อนางสักเท่าใดนักเพราะวาจาที่นางกล่าวทุกสิ่งที่นางปฏิบัติหาได้บ่งบอกว่านางคือองค์หญิงจริงๆ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าตัวเขาเองมีผู้ติดตามในยามนี้นับสามร้อยคน ที่ยังมิลงมือเป็นเพราะต้องการทราบว่าพรรคจิ้งจอกแดงมาหาผู้ใดในแคว้นเพ่ยกันแน่
“ยังก่อน ข้าอยากรู้ว่านักฆ่ากลุ่มนี้มาหาผู้ใดในแคว้นเพ่ย”
“หืมม งั้นรึ อืม..ช่างเป็นคุณชายที่น่านับถือดีแท้ อนาคตไกลแน่นอนหากพี่อยู่ในแคว้นเพ่ยมิมีตำแหน่งใดรองรับจะไปอยู่แคว้นเจ้ากับข้าก็ย่อมได้นะพี่หาน ข้าจะฝากฝังท่านไว้กับท่านพ่อเอง”
“_” นางช่างมีน้ำใจ
“เห็นแก่ที่พี่ติดร่างแหมากับข้า เมื่อไปถึงแคว้นเจ้าข้าจะแนะนำพี่ลิ่งหลีสตรีอันดับหนึ่งในหอนางโลมให้รู้จัก” กระซิบกระซาบ “ข้าไปแอบดูนางรับลูกค้าบ่อยๆ”
“_” ☹️ มือแกร่งยกขึ้นมานวดระหว่างคิ้วนางดูอายุมิน่าจะเกินสิบห้าหนาวเหตุใดถึงได้…. ‘กล้าไปแอบดูผู้อื่นร่วมรักกันเช่นนั้นรึ’ คำพูดที่บอกว่านางเป็นองค์หญิงก็ให้มันแล้วไปเถิด
กุกๆ กุกๆ รถม้าเริ่มชะลอตัวช้าลงเรื่อยๆ แม้ด้านในตัวรถจะมืดมิดราวกับยามไฮ่(22.00น.) แต่ด้านนอกคือยามซื่อ (09.00น.) เพ่ยหานหรงและเจ้าเฟิ่งเซียนต่างเงียบกริบฟังเสียงผู้คนด้านนอก ทั้งคู่ต่างรับรู้อยู่แล้วในใจว่าถ้าหากเกิดเรื่องกับพวกเขาองครักษ์ทั้งหลายย่อมปรากฏตัวออกมาเป็นแน่ มือบุรุษกอบกุมมือน้อยมาจับไว้แน่น เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบา “รอเสียงพูดคุยห่างออกไปเราจะออกจากที่นี่และซุ่มดูอยู่ด้านนอก”
“อืมม” อาการแพ้กลิ่นกุหลาบพันปีเริ่มตีขึ้นจมูกแล้ว เหมือนที่หมอหญิงเคยบอก..อาการข้างเคียงที่นางก็มิรู้ว่าจะมี นางรู้ตัวว่าตนเริ่มพูดยานคางอาการคล้ายคนเมา “พี่หาน..ข้าเมาแล้วว” มือหนึ่งโอบกอดกระถางไม่ยอมปล่อยอีกมือกอดแขนบุรุษผู้มีใบหน้าเครียดขรึม
นี่มิใช่ท่าทางยั่วยวนบุรุษแบบที่เขาเคยประสบพบเจอ แต่มันเป็นอาการที่คล้ายคนเมาสุรา ‘เหตุใดนางจึงเมาเล่า’ ร่างน้อยที่มีกลิ่นหอมอ่อนปวกเปียกซุกซบตัวเขา สถานการณ์ตรงหน้ามิใช่ว่าจะรับมือมิได้แต่เพ่ยหานหรงคิดว่าทำไมมิเกิดที่อื่นที่มิใช่ขณะกำลังซุกซ่อนกันอยู่เช่นนี้ มือหนาข้างที่ถูกกอดผละออกไปรวบสตรีตัวบางมาแนบอก ตาบุรุษมองตรงไปทางประตูรถม้าที่มีผ้าหนาทึบและคอยเงี่ยหูฟังเสียงกลุ่มนักฆ่าพรรคจิ้งจอกแดงนับร้อยเดินห่างออกไปจึงค่อยๆเปิดผ้าม่านออกมา พรึ่บ!!
เคร้ง!!!! ปลายกระบี่ตวัดเข้ามาด้านในพร้อมกับที่เพ่ยหานหรงตวัดเท้าถีบข้อมือโจรผู้นั้น ผั้วะ!!! บุรุษหน้าคมกอดเอวสตรีหน้าปุ่มลอดช่องประตูพร้อมกับกระโดดเหยียบหัวของคนด้านนอกทะยานกายออกห่าง เสียงเอ็ดตะโรดังลั่นตามมาหลังแต่ตัวเขาหาได้สนใจเพราะองครักษ์มากมายคอยปกป้องอยู่แล้วและเป็นต้าสึที่เหินตัวมาเคียงข้าง
เสียงทุ้มเอ่ยถาม “นัดผู้ใด”
“เจ้ากรมคลังขอรับ” ต้าสึรายงาน “มีหย่งเกอซ่อนตัวอยู่ด้านในแล้วพะยะ…ขอรับ” เจ้ากรมคลังฉีลู่จื่อคือบิดาของสนมฉีกวานฮวาตำแหน่งสนมลำดับที่สามหวางเฟย สนมผู้นี้มีความทะเยอทะยานลักลอบใส่ยาปลุกกำหนัดต่อฮ่องเต้เช่นเขามาหลายครั้งหลายหนแต่บ่อยครั้งที่พระองค์หลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปร่วมหลับนอนกับนาง ช่วงหลังพระองค์จะเข้าหาสนมเอกฟ่างกุ้ยเฟยแทน ‘ไปเพื่อตีดาบกับคู่สามีภรรยาสตรี’ ที่พระองค์ยื่นข้อเสนอให้เข้ามารับตำแหน่งสนมเอกกุ้ยเฟยปีก่อน
“อืม” ตอบรับและก้มมองสตรีข้างกายที่พระองค์หิ้วมามิยอมปล่อย ตานางเริ่มลอยในใจนึกถึงคำที่นางเคยกล่าว ‘พ่นพิษ’ มองกุหลาบที่สตรีตัวน้อยกอดไว้แน่น “เฟิ่งเซียน” ใบหน้าคมคายฉายแววกังวลออกมาอย่างปิดไม่มิด ถ้ามันคืออาการแพ้เกสรดอกไม้ มันก็ช่างรุนแรงยิ่งนักมิรู้ว่านางสูดดมอย่างไรให้เกิดอาการหนักได้เช่นนี้ เห็นทีพระองค์ต้องสั่งให้แคว้นเพ่ยห้ามนำกุหลาบเข้ามา..เอ๊ะ? ‘ความคิดที่มิถูกต้องนี้คือสิ่งใด' สตรีอัปลักษณ์ผู้นี้แค่นำมันมาส่งและกลับแคว้นเจ้าหาได้เกี่ยวข้องกันอีกไม่ มองหน้าผากบวมช้ำแล้วอยากจะทอดถอนใจ
“_”
“เฟิ่งเซียน” ฟุ่บๆ ฟุ่บๆ กระโดดไปตามกิ่งไม้
“ว่าอย่างรายย”