หลิงเทียน : การกลับมาของเทพสงครามไร้พ่าย

    บทที่ 39 ยังไม่จบสิ้น!

            ตลอดหนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ หลิงเทียนได้จำลองกระบวนการหลอมโอสถหทัยเพลิงกัลป์ชั้นสูงอยู่ในใจ หลังจากทำซ้ำนับพันนับหมื่นครั้ง เขาก็ได้อุดรอยรั่วและเข้าใจกระบวนการหลอมโอสถชนิดนี้อย่างทะลุปรุโปร่งทุกประการแล้ว!

     

            พร้อม ๆ กับการถ่ายเพลิงเหมันต์ครามลงสู่เตาหลอม หลิงเทียนก็เทวัตถุดิบทั้งหมด รวมถึงเพลิงวิเศษธรรมชาติดวงนั้นลงไปในเตาหลอมพร้อมกันทีเดียวอย่างไม่ลังเล!

     

            “นี่มัน...”

     

            ทว่าเมื่อทุกคนได้เห็นฉากนี้ ต่างพากันโง่งมไปตาม ๆ กัน หลิงเทียนเลิกเหม่อลอยแล้วก็จริง แต่การกระทำอันพิสดารเช่นนี้มันคืออะไรกัน!?

     

            วัตถุดิบในการหลอมโอสถหทัยเพลิงกัลป์ชั้นสูงมีมากถึงหลายสิบชนิด อุณหภูมิที่ต้องใช้ในการเคี่ยวหลอมล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นับประสาอะไรกับการที่มีเพลิงวิเศษธรรมชาติรวมอยู่ด้วยดวงหนึ่ง

     

            ขั้นตอนแรกอย่างการเคี่ยวหลอมก็ถือเป็นงานหินแล้ว ก่อนหน้านี้ซ่งกวนอินก็ผิดพลาดในขั้นตอนแรกนี้จนล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่หลิงเทียนในยามนี้กลับทำเรื่องหลุดโลกยิ่งกว่า!

     

            บรรดาผู้อาวุโสแห่งสมาคมโอสถต่างพากันส่ายหัว พวกเขาจมผุดอยู่ในวิถีโอสถมาหลายสิบปี ไม่เคยพบเคยเห็นการหลอมโอสถเช่นนี้มาก่อนเลย

     

            กระทั่งผู้อาวุโสฉานซินแห่งหุบเขาเฟินเซียงก็อดถอนหายใจไม่ได้ การกระทำของหลิงเทียนเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องเลอะเทอะสิ้นดี เพื่อความปรารถนาส่วนตัว กลับสิ้นเปลืองวัตถุดิบที่ซ่งกวนอินเพียรพยายามเตรียมมาอย่างสูญเปล่า

     

            ส่วนทางด้านสำนักเฉียนหยวน เหล่าผู้ฝึกตนยิ่งไม่ตระหนี่เสียงหัวเราะเยาะเย้ย

     

            แค่นี้เนี่ยนะ? ยังมีหน้ามาคุยโตว่าจะหลอมโอสถขั้นสวรรค์อีกหรือ? ช่างเพ้อเจ้อฝันกลางวันโดยแท้!

     

            “เอ๋! การกระทำเช่นนี้ มั่นใจแล้ว เป็นเขาจริง ๆ ด้วย!”

     

            ทว่าบนแท่นยกสูงตำแหน่งที่นั่งประธาน ตงฟางจิ้งกลับเอ่ยขึ้นด้วยความมั่นใจเต็มร้อย เพราะเมื่อครั้งทดสอบช่างอาวุธก่อนหน้านี้ พวกนางเคยเห็นการกระทำที่เหมือนกันเปี๊ยบเช่นนี้มาแล้ว!

     

            ยามนั้นพวกนางเคยคลางแคลงใจ แต่สุดท้ายกลับถูกหลิงเทียนตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยการขึ้นรูปกระบี่เพียงเล่มเดียว ครั้งนี้พวกนางก็ยังคงเชื่อมั่นว่า นี่คือวิชาเคี่ยวหลอมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของหลิงเทียน

     

            และแล้วเวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไป ระยะเวลาจนกว่าจะสิ้นสุดการประลองหลอมโอสถก็เหลืออยู่ไม่ถึงชั่วจิบชาเท่านั้น

     

            ก่อนหน้านี้ศิษย์อัจฉริยะส่วนใหญ่แห่งตำหนักโอสถต่างหลอมเสร็จสิ้นกันหมดแล้ว โดยมีส่วนน้อยที่ล้มเหลว และผู้ที่ยังคงหลอมอยู่ในลานประลอง เหลือเพียงอัจฉริยะไม่กี่คนอย่างเฟิงรั่วเฉินและมั่วเชียนเลี่ยนเท่านั้น

     

            และแน่นอนว่า หลิงเทียนก็รวมอยู่ในนั้นด้วย

     

            ตูม!

     

            ยามนี้เตาหลอมของหลิวจื่อเหยาผู้อยู่อันดับสามแห่งตำหนักโอสถเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นก่อนเป็นคนแรก นางตบฝ่ามือลงบนเตาหลอม ทันทีที่ฝาเตาเปิดออก เม็ดโอสถพลันลอยตัวขึ้นพร้อมกับเมฆาโอสถ ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ปรากฏว่าหลอมเม็ดโอสถสำเร็จแล้ว!

     

            บนใบหน้าของหลิวจื่อเหยาพลันฉายรอยยิ้มปิติ จากนั้นยกมือขึ้นรับเม็ดโอสถไว้ในมือ แล้วนำไปมอบให้แก่เหล่าอาจารย์ยอดฝีมือแห่งวิถีโอสถบนแท่นสูง เพื่อเลี่ยงข้อครหา เจ้าตำหนักโอสถจึงทำหน้าที่เพียงดำเนินรายการประลองเท่านั้น ส่วนการตัดสินและประเมินจะเป็นหน้าที่ของเหล่าผู้อาวุโสจากสมาคมโอสถ

     

            “อืม ไม่เลวเลยจริง ๆ โอสถหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณขั้นปฐพีระดับกลาง เจ้ากลับสามารถหลอมได้ชำนาญถึงเพียงนี้”

     

            “นั่นสิ คุณภาพก็ไม่เลว นับว่าโดดเด่นที่สุดในการประลองยามนี้ จัดให้อยู่อันดับหนึ่งชั่วคราวได้!”

     

            ผู้อาวุโสแห่งสมาคมโอสถหลายคนพิจารณาแล้วต่างเอ่ยชมเชยไม่ขาดปาก

     

            หลิวจื่อเหยาดีใจเป็นอย่างยิ่ง ผลงานครั้งนี้ของนางก้าวข้ามศิษย์พี่รองแห่งตำหนักโอสถไปแล้ว แม้หลังจากนี้จะต้องถูกมั่วเชียนเลี่ยนและเฟิงรั่วเฉินแซงหน้าอย่างแน่นอน แต่ก็ถือว่าเหนือความคาดหมายเดิมของนางไปมาก

     

            นับเป็นผลงานที่ดีเยี่ยมทีเดียว

     

            บิดาของหลิวจื่อเหยาซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้อาวุโสก็ยิ้มจนปากหุบไม่ลง เขาเป็นเพียงเจ้าหุบเขาศิษย์รับใช้ มีสถานะในสำนักไม่สูงนัก หากหลิวจื่อเหยาทำผลงานได้โดดเด่นยิ่งขึ้น เขาก็อาจจะมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง

     

            ตึงตัง!

     

            ทว่าในตอนนั้นเอง ภายในเตาหลอมของมั่วเชียนเลี่ยนกลางลานประลองพลันส่งเสียงกึกก้องกังวานขึ้นมา

     

            เรื่องนี้ทำให้สีหน้าของเจ้าตำหนักโอสถแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน มั่วเชียนเลี่ยนคือศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจที่สุด และได้รับการสืบทอดวิชาโอสถของเขาไปจนหมดสิ้น หากครั้งนี้ไม่มีเฟิงรั่วเฉินเข้ามาแทรกกลางคัน ตำแหน่งอันดับหนึ่งของการประลองหลอมโอสถ ย่อมต้องเป็นของมั่วเชียนเลี่ยนอย่างแน่นอน

     

            ทว่ายามนี้เตาหลอมกลับสั่นสะเทือน ส่อลางไม่มั่นคงขึ้นมา หรือว่าจะหลอมล้มเหลวเสียแล้ว?

     

            เคร้ง!

     

            ทว่าในตอนนั้นเอง มั่วเชียนเลี่ยนพลันยกมือขึ้นตบลงบนเตาหลอมอย่างแรง ในชั่วครู่เมฆาโอสถพลันพวยพุ่ง พร้อมกับมีเสียงพยัคฆ์คำรณสะเทือนป่าดงออกมา

     

            “เมฆาโอสถปรากฏ เสียงพยัคฆ์คำรณก้อง นี่ไม่ใช่เตาหลอมระเบิด แต่เป็นนิมิตของการก่อร่างเม็ดโอสถ!” เจ้าตำหนักโอสถถึงเพิ่งรู้สึกตัว กระทั่งไม่อาจเก็บข่มความตื่นเต้นในใจจนต้องส่งเสียงอุทานออกมา

     

            ยามนี้มั่วเชียนเลี่ยนยกมือขึ้นหยิบโอสถสีอำพันเม็ดนั้นลงมา แล้วนำไปมอบให้แก่แท่นสูงด้วยความนอบน้อม

     

            ในชั่วพริบตา ยอดฝีมือแห่งสมาคมโอสถจำนวนมากต่างพากันล้อมวงเข้ามา แต่เมื่อได้เห็นเม็ดโอสถนี้แล้ว ต่างก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงชมเชย

     

            “โอสถดั่งอำพัน สรรพคุณโอสถพลุ่งพล่าน กลิ่นอายร้อนแรง นี่คือโอสถพยัคฆ์คำรณคุณภาพเยี่ยมโดยแท้!”

     

            “ยินดีกับท่านเจ้าตำหนักโอสถด้วย โอสถพยัคฆ์คำรณนี้หลอมได้ไม่ง่ายเลย พลังบำเพ็ญของมั่วเชียนเลี่ยนยังไม่ถึงขั้นสร้างรากฐานขั้นปลาย แต่กลับสามารถหลอมโอสถขั้นปฐพีระดับสูงเช่นนี้ออกมาได้ ช่างหาได้ยากยิ่ง!”

     

            “เช่นนั้นจัดให้อยู่อันดับหนึ่งชั่วคราว!”

     

            ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ โอสถพยัคฆ์คำรณเม็ดนี้ของมั่วเชียนเลี่ยน ไม่เพียงแต่มีระดับสูงกว่าโอสถหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณของหลิวจื่อเหยาเท่านั้น แต่ทั้งผลลัพธ์และความยากก็อยู่เหนือระดับเดียวกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นขอเพียงมั่วเชียนเลี่ยนไม่ล้มเหลว อันดับหนึ่งนี้ย่อมเป็นของเขาอย่างแน่นอน

     

            เจ้าตำหนักโอสถยิ้มแย้มแจ่มใส ในใจยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง โอสถพยัคฆ์คำรณเม็ดนี้ สองศิษย์อาจารย์เตรียมการมาเป็นเวลานาน

     

            มั่วเชียนเลี่ยนยามนี้ยิ่งหอบหายใจไม่หยุด การหลอมโอสถพยัคฆ์คำรณครั้งนี้ ผลาญพลังจิตวิญญาณของเขาไปมหาศาล โชคดีที่หลอมสำเร็จจนได้

     

            ดังนั้นขอเพียงหลังจากนี้ เฟิงรั่วเฉินหลอมโอสถมังกรคำรณล้มเหลว ตำแหน่งอันดับหนึ่งของการประลองหลอมโอสถก็ยังคงเป็นของเขาอยู่ดี!

     

            อันที่จริงโอสถมังกรคำรณมีผลลัพธ์เช่นเดียวกับโอสถพยัคฆ์คำรณ คือช่วยให้ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเพิ่มพูนพลังยุทธ์และปราณบริสุทธิ์ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งยังทำให้พลังสู้รบพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด

     

            ทว่าโอสถพยัคฆ์คำรณเพิ่มพลังสู้รบได้เพียงสามส่วน แต่โอสถมังกรคำรณกลับเพิ่มได้ถึงห้าส่วน มิหนำซ้ำยังไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ทั้งสิ้น

     

            นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดโอสถมังกรคำรณจึงจัดอยู่อันดับสูงสุดของโอสถขั้นปฐพี และถูกขนานนามว่าเป็นโอสถที่หลอมยากที่สุดรองจากโอสถขั้นสวรรค์

     

            ดังนั้น ต่อให้เฟิงรั่วเฉินจะครอบครองเพลิงวายุพัดระดับสองขั้นสูง แต่การจะหลอมโอสถมังกรคำรณให้สำเร็จจริง ๆ ก็ยังมีความยากระดับมหาโหด!

     

            ด้วยเหตุนี้ หลังจากโอสถพยัคฆ์คำรณของมั่วเชียนเลี่ยนเสร็จสิ้นลง สายตาเกือบทั้งหมดในลานประลองจึงตกไปอยู่ที่ร่างของเฟิงรั่วเฉิน

     

            ยามนี้เพลิงในเตาหลอมของเฟิงรั่วเฉินยังคงลุกโชนโหมกระหน่ำ ภายในค่ายกลใบหน้าของเฟิงรั่วเฉินเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ จ้องมองนิ่งไม่กลอกตา นึกภาพออกเลยว่า ในช่วงเวลาที่การประลองหลอมโอสถใกล้นี้ ความกดดันของเขานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด

     

            บนแท่นสูง เฟิงอู๋จี้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ไม่ยอมนั่งลง ในการฝึกหลอมก่อนหน้านี้ อัตราความสำเร็จในการหลอมโอสถมังกรคำรณของเฟิงรั่วเฉินมีเพียงหกส่วนเท่านั้น การประลองหลอมโอสถครั้งนี้ เกี่ยวพันถึงว่าเฟิงรั่วเฉินจะสามารถขึ้นเป็นศิษย์สายตรงได้หรือไม่ ดังนั้นภายในใจของเฟิงอู๋จี้จึงยังคงมีความตึงเครียดอยู่ไม่น้อย

     

            ตูม!

     

            ทว่าในตอนนั้นเอง เบื้องหน้าเฟิงรั่วเฉิน เตาหลอมพลันส่งเสียงก้องกังวาน เมฆาโอสถสีทองเข้มข้นสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า อีกทั้งยังมีเสียงมังกรคำรณด้วยความโกรธา ดังก้องกังวานไปทั่วสำนักเฉียนหยวนฝั่งนอก

     

            “เสียงโอสถดั่งมังกร เมฆาเหลืองพุ่งทะยานฟ้า นี่คือนิมิตของการเกิดเม็ดโอสถมังกรคำรณชัด ๆ !”

     

            “สวรรค์! เฟิงรั่วเฉินแสดงวิชาหลอมโอสถในดินแดนใต้เป็นครั้งแรกก็หลอมโอสถมังกรคำรณสำเร็จเลยหรือ?”

     

            “แข็งแกร่งยิ่งนัก!”

     

            ทั่วทั้งลานประลอง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมขึ้นมาทันใด

     

            อันที่จริง ไม่ว่าคุณภาพของโอสถที่เฟิงรั่วเฉินหลอมครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ขอเพียงเกิดเป็นเม็ดโอสถสำเร็จ ตำแหน่งอันดับหนึ่งของการประลองหลอมโอสถครั้งนี้ก็ตกเป็นของเขาเรียบร้อยแล้ว

     

            เฟิงรั่วเฉินภายในค่ายกลสูดลมหายใจเข้าลึก ประคองโอสถมังกรคำรณไว้ด้วยสองมือที่สั่นเทา แล้วนำไปมอบให้แก่ผู้อาวุโสมู่แห่งสมาคมโอสถบนแท่นสูง

     

            “ศิษย์ทำภารกิจสำเร็จ ไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องขายหน้า หลอมโอสถมังกรคำรณสำเร็จแล้ว ขอเชิญท่านอาจารย์ประเมิน!”

     

            ภายในใจของเฟิงรั่วเฉินตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อครู่นี้เกือบจะล้มเหลวไปแล้ว การจะหลอมสำเร็จได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ

     

            ขณะเดียวกัน ในใจของเขาก็ภาคภูมิใจเป็นล้นพ้น ภารกิจในวันนี้ของเขาถือว่าทำสำเร็จแล้ว และเขากำลังจะได้เป็นศิษย์สืบทอดสายตรงคนที่สองแห่งสำนักเฉียนหยวน!

     

            “ฮ่า ๆ ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้า เรื่องประเมินปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อาวุโสท่านอื่นเถิด ทุกท่านลองมาพิจารณาดูหน่อยเป็นอย่างไร?” ผู้อาวุโสมู่วางท่าภาคภูมิ นำโอสถมังกรคำรณส่งต่อให้แก่เหล่าผู้อาวุโสท่านอื่นแห่งสมาคมโอสถ

     

            ทุกคนมองดูเม็ดโอสถสีทองเปล่งประกาย ประกายแสงไหลเวียน ปรากฏลวดลายมังกรลาง ๆ ต่างพากันเอ่ยชมเชยไม่ขาดสาย

     

            “แม้คุณภาพจะอยู่ในระดับธรรมดา แต่นี่คือโอสถมังกรคำรณที่เสร็จสมบูรณ์จริง ๆ หาได้ยากยิ่ง สำนักเฉียนหยวนถึงกับปรากฏอัจฉริยะแห่งวิถีโอสถขึ้นมาแล้ว!”

     

            “ถูกต้อง เฟิงรั่วเฉินเพียบพร้อมทั้งกระบี่และโอสถ ความสำเร็จในวันหน้าย่อมไร้ขีดจำกัดแน่นอน!”

     

            “ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ อีกแล้ว เฟิงรั่วเฉิน ก็คืออันดับหนึ่งแห่งการประลองหลอมโอสถครั้งนี้!”

     

            บรรดาผู้อาวุโสแห่งสมาคมโอสถต่างพากันประสานมือ ครั้งนี้พวกเขามิได้ประจบประแจงแต่อย่างใด เพราะโอสถมังกรคำรณนี้ สมศักดิ์ศรีโดยแท้

     

            “ฮ่า ๆ ๆ !”

     

            เฟิงอู๋จี้หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นหันไปมองเจ้าตำหนักโอสถ “ศิษย์น้อง?”

     

            เจ้าตำหนักโอสถเม้มปาก แม้ในใจจะไม่ยินยอม แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจยาว เตรียมจะเอ่ยปากประกาศผลการประลอง

     

            “ช้าก่อน! ทุกท่านลืมใครไปคนหนึ่งหรือเปล่า ยามนี้การประลองหลอมโอสถยังไม่สิ้นสุดลงมิใช่หรือ?”

     

            ทว่าในตอนนั้นเอง ตงฟางจิ้งก็เอ่ยปากขัดขึ้นมาอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องหลิงเทียน : การกลับมาของเทพสงครามไร้พ่าย ที่คุณอ่าน