ข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน

    ตอนที่ 44 เฉินเหมียวเหมี่ยวอัดอสูรมาร

    มีไม่กี่สาเหตุที่ทำให้เกิดฟ้าผ่ามากมายเช่นนี้ 


    สมบัติวิเศษถือกำเนิด อสูรวิญญาณเลื่อนขั้น แดนลับปรากฏ


    แต่รอบ ๆ บริเวณนี้ไร้ซึ่งอสูรวิญญาณและแดนลับ อีกทั้งสายฟ้าเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำอะไรเรือนหลังนี้ได้…


    ในใจของทุกคนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที!


    ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากสังหารคนเพื่อชิงสมบัติ พวกเขาเป็นถึงศิษย์ของสำนักฮั่วชิง หาใช่โจรป่าไม่


    แต่หากมีของวิเศษจริงและสามารถแลกด้วยราคาที่ต่ำที่สุดได้ เช่นนั้นก็ถือเป็นโชคใหญ่แล้ว!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวเห็นดวงตาลุกวาวของคนเหล่านี้ ก็เอ่ยออกมา “ข้าเป็นเจ้าของเรือนจริง ๆ แต่ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้าอยู่ต่ออีก รอบ ๆ ไม่มีอันตรายอะไรแล้ว พวกเจ้ากลับไปเถอะ”


    หลี่อวิ๋นรีบเอ่ยขึ้น “คุณหนู ท่านล้อข้าเล่นกระมัง นิมิตประหลาดเช่นนี้ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่ ขอคุณหนูได้โปรดให้พวกเราค้างที่นี่สักคืนเถอะขอรับ หากพรุ่งนี้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้ว พวกเราจะจากไปทันทีและจะตอบแทนท่านอย่างงาม”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวอยากจะตะโกนออกไปว่า ‘พวกเจ้าเลิกเปลืองแรงเถอะ สิ่งที่พวกเจ้าต้องการข้าไม่มี ที่สายฟ้าฟาดลงมาเป็นเพราะจู่ ๆ คนบางคนเกิดคลุ้มคลั่งทำลายภูเขาของนางก็เท่านั้น’


    แต่ไม่ว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวจะเอ่ยเช่นไรพวกเขาก็ไม่ยอมเชื่อ นางจึงทำได้เพียงเอ่ยว่า “ในเมื่อทุกท่านดื้อรั้นจะอยู่ที่นี่ให้ได้ เช่นนั้นก็เชิญไปอยู่ที่โถงด้านหน้า อย่าได้เดินเพ่นพ่านเด็ดขาด”


    โถงด้านหน้า?


    ไม่ให้แม้แต่ห้องสักห้องเลยงั้นหรือ?


    มีคนไม่พอใจ “เจ้าของเรือน อย่างไรซะพวกเราก็เป็นศิษย์สำนักบำเพ็ญเพียร นี่เป็นการต้อนรับแขกของท่านอย่างนั้นหรือ?”


    คนที่เอ่ยเป็นดรุณีน้อยใบหน้าน่ารัก แก้มกลม ตากลมโต ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจ


    เฉินเหมียวเหมี่ยวกลอกตามองบน เห็นได้ชัดว่าเป็นกิริยาที่ไม่งามอย่างมาก ทว่าเมื่อนางทำออกมากลับดูสง่างามไม่น้อย “ไม่อยากอยู่ก็ไปซะ ที่นี่ไม่ใช่โรงเตี๊ยม ไม่ต้อนรับแขก”


    สตรีใบหน้ากลมไม่เคยถูกปฏิบัติอย่างไร้มารยาทเช่นนี้มาก่อน ดวงตาของนางเบิกโพลง “เจ้า...เจ้า...เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้อย่างนั้นหรือ!”


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “ไม่รู้ แต่ข้าไม่ได้ขอร้องให้พวกเจ้าอยู่ที่นี่”


    สตรีใบหน้ากลมอ้าปากพะงาบ ๆ “เจ้า...เจ้า...มีอย่างที่ไหนกัน!”


    หลี่อวิ๋นลุกขึ้น “เอาละศิษย์น้องเล็ก เป็นพวกเราที่บังคับฝืนใจผู้อื่น เจ้าช่วยอดกลั้นหน่อยเถอะ”


    “ใช่แล้ว อดทนหน่อย ศิษย์น้องเล็ก”


    “ใช่แล้ว ศิษย์น้องเล็ก”


    พวกเขายังต้องถามเฉินเหมียวเหมี่ยวเกี่ยวกับสมบัติวิเศษอยู่ จะล่วงเกินนางตอนนี้ไม่ได้


    สตรีใบหน้ากลมถูกเฉินเหมียวเหมี่ยวต่อว่าจนใบหน้าแดงก่ำ นางไม่เข้าใจว่าสตรีธรรมดาผู้หนึ่งเหตุใดถึงได้ยโสโอหังเพียงนี้


    รอนางได้สมบัติวิเศษมาเมื่อใด นางจะให้ศิษย์พี่สั่งสอนสตรีผู้นี้ให้หนัก!!!


    ……


    สุดท้ายเฉินเหมียวเหมี่ยวก็อุ้มเจ้าตัวเล็กเข้าไปในเรือน ผู้อาวุโสอิ๋งก็เดินตามไปดูแลเจ้าตัวเล็กด้วย ส่วนม่อเสวียนหมิงที่ถูกทิ้งเอาไว้ด้านหลัง ผ่านไปครู่ใหญ่เมื่อผู้อาวุโสอิ๋งนึกขึ้นได้อีกครั้งก็พบว่านายท่านของตนกำลังยืนอยู่ข้างบ่อน้ำ จ้องมอง...เอ่อ...ผักป่าตรงหน้าราวกับศัตรูตัวฉกาจ?


    นี่เป็นภารกิจแรกที่เฉินเหมียวเหมี่ยวมอบหมายให้กับ ‘คนงานม่อเสวียนหมิง’


    “ล้างให้สะอาดนะ อย่าให้ช้ำล่ะ เจ้าทำลายภูเขาของข้าจนเละไปหมดแล้ว นี่จึงเป็นเสบียงอย่างสุดท้ายที่เหลืออยู่”


    หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางขึงขัง “สู้ ๆ นะคนงาน ล้างให้สะอาด ไม่อย่างนั้นข้ากับเจ้าตัวเล็กต้องหิวเป็นแน่”


    ม่อเสวียนหมิง “...”


    ม่อเสวียนหมิงคิดว่าตัวเองต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ ถึงได้ลดตัวมาอยู่ในที่เช่นนี้


    แต่ผักป่าที่เปราะบางเช่นนี้ ไม่สามารถทนรับพลังวิญญาณของเขาได้...


    สุดท้าย ราชาผู้สูงส่งก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะโค้งตัวลง มือที่งดงามราวกับหยกแกะสลักหยิบผักขึ้นมา ตั้งใจล้างทีละใบอย่างระมัดระวัง เกรงว่าหากทำพลาดไปนิดเดียวจะทำให้ร่างบางและเจ้าตัวเล็กหิ้วท้องทนหิวจริง ๆ


    เฉินเหมียวเหมี่ยวมองใบหน้าด้านข้างที่เคร่งขรึมของเขา ก็กลั้นขำจนท้องคัดท้องแข็ง


    ว่ากันว่ายามที่บุรุษเอาจริงเอาจังจะหล่อเหลาที่สุด นี่ไง ม่อเสวียนหมิงในยามนี้จึงหล่อเหลาไม่น้อย!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวลูบศีรษะของเจ้าตัวเล็กพลางเอ่ย “หน้าที่กำกับดูแลคงต้องยกให้เจ้าแล้วนะ เพราะข้าจะไปดูเจ้าหมูกับเจ้าวัว พวกมันคงใกล้จะตื่นแล้ว”


    เจ้าตัวเล็กพยักหน้ารับหงึก ๆ “ได้ เหมียวเหมี่ยววางใจเถอะ รับรองว่าภารกิจต้องสำเร็จอย่างแน่นอน!”


    “เด็กดี~”


    “เหมียวเหมี่ยว...หากท่านเห็นว่าพวกหมูหรือวัวผิดแปลกไปก็ไม่ต้องตกใจนะ ข้าเป็นคนเปลี่ยนรูปร่างให้พวกมันเอง”


    “หืม?”


    “ก็คือ...” เจ้าตัวเล็กมีสายตาล่อกแล่กอย่างคนที่ทำความผิดมา ก่อนสุดท้ายจะชูนิ้วชี้ขึ้น ทำท่าทางราวกับว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย “ก็แค่ให้สายเลือดในกายของพวกมันตื่นขึ้นมานิดหน่อย พวกมันอาจจะฉลาดกว่าสัตว์ธรรมดาไปบ้าง และแข็งแกร่งกว่า อืม ไม่มาก แค่นิดหน่อย”


    “เอาละ ข้ารู้แล้ว”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวลูบผมปลอมบนศีรษะของเด็กน้อย ก่อนจะเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม นางรีบวิ่งมาจนถึงลานหลังบ้าน สายตาจ้องมองด้วยความตกตะลึง


    ลานหลังบ้านระเกะระกะไปหมด ราวกับโดนโจรปล้นก็มิปาน ไม่เพียงแต่เครื่องมือที่นิกายดาวเหนือมอบให้จะถูกทุบจนแหลกเป็นชิ้น ๆ แม้แต่เมล็ดพืชและพืชวิญญาณที่นิกายเทียนเอี้ยนมอบให้ก็ถูกคนปัดทิ้ง จนยุ่งเหยิงไปหมด


    ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นติด ๆ กันเฉินเหมียวเหมี่ยวไหนเลยจะทนรับไหว ตอนกลางวันเพิ่งจะสูญเสียภูเขาไป พอตกเย็นก็ต้องสูญเสียเมล็ดพันธุ์ไปอีกงั้นหรือ?


    ไฟโทสะพลันแล่นขึ้นสมองของเฉินเหมียวเหมี่ยว เพียงพริบตานางก็สังเกตเห็นรอยกีบเท้าและรอยอุ้งเท้าที่ปรากฏบนพื้น


    ในฐานะนักล่าชั้นแนวหน้า การสะกดรอยตามจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่สุด เฉินเหมียวเหมี่ยวหยิบไม้ที่มีขนาดเท่าแขน พลางกระโดดขึ้นราวกับเสือที่ว่องไว ไม่นานก็สามารถติดตามไปจนถึงส่วนลึกของสวนหลังบ้าน ก่อนจะพบว่ามีไอของอสูรราชาหนาแน่นราวกับเมฆดำปกคลุมไปทั่วพื้นที่ตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้


    รุนแรงและน่าสะพรึงกลัว


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”


    เห็นได้ชัดว่า ‘นิดหน่อย’ ที่เจ้าตัวเล็กเอ่ยนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องนิดหน่อยเสียแล้ว


    ขณะที่เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังปวดหัวอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงแหลมสูงดังออกมาจากในความมืด...


    “โอ๊ยยยย ช่วยด้วย ศิษย์พี่ช่วยข้าเร็วเข้า!!!”


    “ช่วยด้วย!!!”


    เป็นเสียงของสตรีใบหน้ากลมผู้นั้น


    “บัดซบ!”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบพุ่งเข้าไป ก็เห็นอสูรมารสีชมพูขนาดเท่าหมีสีน้ำตาล ใช้กรงเล็บกดคนผู้หนึ่งเอาไว้ ราวกับต้องการกัดคอของนางให้รู้แล้วรู้รอด รูปลักษณ์ของมันมีเอกลักษณ์มาก หูยาว ๆ ของมันนุ่มระพื้น ดวงตาเปล่งประกาย เขี้ยวดูน่ากลัว!


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”


    มันคือกระต่ายสีชมพูตัวนั้นของนางอย่างนั้นหรือ?


    จากกระต่ายตัวเท่าฝ่ามือ กลายเป็นกระต่ายตัวเท่าหมี นี่เรียกว่า ‘นิดหน่อย’ อย่างนั้นหรือ???


    เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรถูกไอพลังของมันสะกดเอาไว้จนไม่สามารถขยับตัวได้ อย่าว่าแต่ช่วยคนอื่นเลย แม้แต่พยุงตัวเองให้ยืนก็แทบไม่ไหว


    พวกเขาไม่เคยเห็นอสูรมารที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน


    ระดับสร้างรากฐานปราณงั้นหรือ?


    ไม่!


    พวกเขาสงสัยว่า พลังของมันต้องเหนือกว่าระดับแดนสร้างแก่นเป็นแน่!


    สายตาของเฉินเหมียวเหมี่ยวมองไปที่เท้าหลังของอสูรมารทันที ในใจแสยะยิ้มออกมาหลังจากยืนยันรอยอุ้งเท้าได้แล้ว ว่าเป็นผู้ร้ายที่นางตามหา


    “เยี่ยมมาก!” เฉินเหมียวเหมี่ยวหัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะพุ่งตัวไปที่ข้างกายของอสูรมาร หยิบไม้ขึ้นมาฟาดไปที่หัวของกระต่ายตัวนั้นทันที


    โป๊ก!


    ท่อนไม้แตกเป็นเสี่ยง ๆ เศษไม้ถูกไออสูรของอสูรมารพัดจนว่อนไปทั่ว ก่อนมันจะคำรามไปทางเฉินเหมียวเหมี่ยว


    “โร่ว...”


    ดวงตาคู่โตเผยแววดูแคลนออกมา เหมือนกำลังเหยียดหยามเฉินเหมียวเหมี่ยวที่ไม่รู้จักเจียมตัว


    มันค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น สายตาละจากสตรีใบหน้ากลมและมองมาทางเฉินเหมียวเหมี่ยว กรงเล็บแหลมยกขึ้นสูง พลางแยกเขี้ยวออกมา จากนั้นก็กระโจนเข้าหานางทันที


    “กรี๊ด!”


    สตรีใบหน้ากลมทนมองต่อไปไม่ได้อีก


    ในตอนนั้นเอง ภาพที่ทำให้ทุกคนสะพรึงกลัวก็เกิดขึ้น!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวใช้ชุดคลุมสีขาวพันแขนของตนเองเอาไว้ ก่อนจะกระโดดขึ้น และกระแทกกำปั้นเข้าที่หัวของกระต่ายสีชมพูตัวนั้นอีกครั้ง


    ปัง!


    พื้นดินสั่นสะเทือน


    “อิ๋งอิ๋งอิ๋ง...”


    กระต่ายที่มีขนาดตัวเท่าหมีถูกเฉินเหมียวเหมี่ยวชกจนกระเด็นออกไป เสียงร้องอย่างน่าสงสารของมันดังขึ้นทันที ราวกับลูกสุนัขที่ถูกทำร้ายก็มิปาน


    แต่เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังโมโหอยู่ ดังนั้นหมัดแล้วหมัดเล่าที่ถูกส่งออกไปหาได้ปรานีไม่ ปากก็ยังไม่ลืมเค้นคำสารภาพไปด้วย


    ปัก!


    “ใครให้เจ้าทำลายเมล็ดพันธุ์ ทำลายเรือนข้า!”


    “อิ๋งอิ๋ง...” ‘ข้าผิดไปแล้ว ๆ!’


    ปัก ปัก!


    “เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร ว่าตอนนี้เจ้านายของเจ้ายากจนอยู่!”


    “อิ๋งอิ๋งอิ๋ง...” ‘ขอโทษ นายท่าน ฮือฮือฮือ!’


    ปัก ปัก ปัก!


    “พูดมา ผู้สมรู้ร่วมคิดตัวอื่นอยู่ที่ไหน รีบไปเรียกพวกมันออกมา!”


    “อิ๋งอิ๋งอิ๋ง...” ‘ข้าจะไปเรียกเดี๋ยวนี้ ไปเดี๋ยวนี้เลย ฮือฮือฮือ เลิกต่อยข้าได้แล้ว ฮือฮือ ข้าผิดไปแล้ว...’

    คล้ายกับเรื่องข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน ที่คุณอ่าน