เพียงชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่ง ห่านอ้วนก็คิดขึ้นได้!
จะงอยปากสีส้มที่อ้าค้างอยู่แล้ว ยิ่งอ้ากว้างกว่าเดิมไปอีกจนน้ำลายแทบจะหยดร่วงไปกองกับพื้นดิน เจียงลี่หยูเอียงลำคอยาวระหงไปทางซ้าย ั์ตากลมสีดำขลับจ้องเขม็งไปยังก้อนขนไฟลุกในกรงเหล็กแบบไม่กะพริบ
'เดี๋ยวนะ...โลกยุคโบราณที่ไหนมันจะมีนกเอฟเฟกต์ไฟลุกท่วมตัวแบบนี้ได้ล่ะ หรือตอนยุคที่ฉันเกิดมาจนถึงปีสองพันยี่สิบหกสายพันธุ์นกไฟท่วมจะโดนล่าจนสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว อืม... ถึงฉันจะเคยเรียนซ้ำชั้นแต่ก็น่าจะจำได้นี่หว่า ใช่…มันไม่เคยมีสัตว์โลกติดไฟได้แบบนี้หรอกเฟ้ย'
อดีตพนักงานออฟฟิศที่เงินเดือนแสนน้อยนิดตั้งคำถามกับตัวเองอย่างสงสัย
'ถ้าเป็โลกที่ฉันจากมา นกที่ติดไฟสว่างวาบขนาดนั้นไม่เกินห้าวินาทีมันต้องกลายเป็ไก่ย่างหนังกรอบส่งกลิ่นหอมฉุยไปแล้ว!'
ตีนผังผืดสีส้มขยับถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความสับสนมึนงงก้อนขนสีขาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนเพื่อค้นหาความจริงบางอย่าง
ท้องนภาสีเข้มที่ควรจะมีเพียงดวงดาราและจันทราส่องสว่างตามปกติกลับปรากฏก้อนกลมสีเหลืองลอยเด่นเคียงคู่กันอยู่ถึงสองดวง
ก้าบ!
ขนห่านสีขาวร่วงหลุดออกจากปีกสองสามเส้น ปลิวว่อนไปตามสายลมอ่อนๆที่พัดผ่าน
อาการตกตะลึงสุดขีดทำเอาสตรีในร่างห่านตัวเมีย ขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัวจนแทบจะกลายเป็ห่านวิกลจริตอยู่รอมร่อ
แล้วอึดใจหนึ่ง เจียงลี่หยูก็นึกอะไรบางอย่างออก...
'นี่มันไม่ใช่ยุคโบราณธรรมดาแล้วสิ!นี่...นี่ฉันทะลุมิติมาอยู่ในโลกแฟนตาซีต่างมิติชัดๆ!'
เพียงชั่วลมหายใจถัดมาั์ตาสีดำขลับที่เคยเบิกกว้างก็หรี่แคบลงอย่างเ้าเล่ห์สมองขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวเริ่มทำงานอย่างหนักหน่วงจนแทบจะได้ยินเสียงเฟืองฝืดๆดังขึ้นในหัว
'ในเมื่อเ้านกประหลาดที่ดูเหมือนเตาย่างเนื้อเคลื่อนที่นั่นยังได้รับตำแหน่งเป็ถึงสัตว์เทพ...แล้วทำไมห่านรูปงามอย่างฉันจะเป็บ้างไม่ได้ล่ะ!'
อกอวบอ้วนยืดผึ่งผายขึ้นทันที ลำคอที่เคยหดสั้นถูกยืดออกจนสุดความยาวราวกับไม้สอยมะม่วง
แต่ความฮึกเหิมก็อยู่ได้เพียงไม่นานสมองห่านที่ถูกจำกัดพื้นที่ประมวลผลก็ตีบตันลงกะทันหัน เธอสะบัดหัวกลมๆไปมาอย่างจนปัญญา
'แต่สัตว์เทพเขาต้องทำตัวยังไงกันล่ะ ต้องบินให้ทะลุเมฆ หรือต้องเสกผักกาดให้กลายเป็ทองคำ? เอ่อ...แล้วตัวฉันไข่เป็ทองคำได้ไหมนะ?'
จะงอยปากสีส้มขยับมุบมิบไปมา
'ที่แน่ๆ ฉันคงไม่สิ้นคิดถึงขั้นเอาไฟมาจุดเผาขนตัวเองแน่การเรียกร้องความสนใจแบบนั้นมันปัญญาอ่อนสิ้นดี และขืนทำแบบนั้นฉันคงได้กลายเป็ห่านย่างหนังกรอบก่อนที่จะได้เลื่อนยศแหง'
ก้อนขนสีขาวพ่นลมหายใจออกทางรูจมูกบนจะงอยปากก่อนจะก้มหน้าลงไปจัดการจิกกินเศษผักกาดใบช้ำที่เหลืออยู่บนพื้นต่อปล่อยให้ความฝันอันยิ่งใหญ่ต้องถูกพับเก็บซ่อนไว้ในซอกปีกแบบเงียบเชียบ
และแล้ว...
กาลเวลาก็หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอีกหลายเดือนขณะที่สภาวะแวดล้อมในอุทยานหลวงยังคงครึกครื้นเช่นเดิม
พรึ่บ! พรึ่บ!
เสียงกระพือปีกดังก้องกังวานไปทั่วผืนฟ้าเบื้องบน
วิหคเพลิงผู้มีสถานะเป็ถึงสัตว์เทพบรรณาการ กำลังสยายปีกบินโฉบเฉี่ยวไปมาอย่างเริงร่าท่ามกลางหมู่เมฆสีขาวนวล
เปลวไฟสีแดงฉานลุกโชนรอบตัวของมันจนสว่างไสว ดูเผินๆคล้ายกับโคมลอยพลัดหลง ที่ถูกจุดไฟเผาแล้วบังเอิญลอยขึ้นฟ้าไปอย่างควบคุมไม่ได้
ั้แ่ย้ายเข้ามาอยู่ในอุทยานหลวงเ้านกประหลาดตัวนี้ก็ได้รับการปรนนิบัติพัดวีราวกับเป็บรรพบุรุษผู้ล่วงลับของราชวงศ์อาหารการกินล้วนเป็ผลไม้มงคลล้ำค่าน้ำดื่มยังต้องเป็น้ำค้างจากยอดหญ้าบนูเาสูง
มิหนำซ้ำ รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ยังสละเวลาอันมีค่าแวะเวียนมาประทับยืนชมความงามของมันถึงหน้ากรงทองคำทุกเช้าเย็นประหนึ่งกำลังตรวจตราบัญชีทรัพย์สินในท้องพระคลังอย่างแข็งขัน
เจียงลี่หยูถึงกลับคิดไม่ตกสักเท่าไหร่ เพราะจะว่าไปเ้านกไฟนั่นก็บินไปไหนมาไหนได้ ทำไมมันถึงไม่บินหนีไปซึ่งเมื่อมันบินจนเหนื่อยมันก็บินกลับมาพักที่กรงทองคำทุกครั้งทว่า...ห่านสาวก็ี้เีคิดต่อ เหตุผลนั้นง่ายดายฉิบหายเพราะรู้ไปแล้วห่านแบบเธอจะได้ประโยชน์อันใด และเมื่อคิดได้ดังนั้นเ้าก้อนขนอวบอ้วนก็เดินบิดตูดมานั่งใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ พลางแหงนมองพระจันทร์สองดวงที่ลอยตระหง่านเหนือหมูเมฆ
‘นี่มันกลางวันหรือกลางคืนกันนะ ถ้ากลางวันทำไมพระจันทร์ถึงมองเห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ๋ว แล้วถ้ามันคือตอนกลางคืนท้องฟ้าทำไมมันคือสว่างแท้’
แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะคิดจนหัวะเิออกมาเป็พลุมันก็ไม่น่าจะหาคำตอบอะไรได้แน่ และห่านสาวก็รู้สึกเสียดายเวลาชีวิตเพราะไม่ว่าโลกที่เธอทะลุมิติมาจะเป็อย่างไรอดีตพนักงานออฟฟิศก็เป็เพียงห่านอวบอ้วนอยู่ดี
แหมะ!
เสียงวัตถุร่วงหล่นกระแทกพื้นดินดังขึ้นดึงความสนใจกลับมาสู่เบื้องล่าง
กะหล่ำปลีหัวโตและผักกาดขาวใบช้ำถูกขันทีหน้าวอกโยนข้ามรั้วคอกไม้มาแบบส่งเดชผักบุ้งเกือบเน่าลอยแปะหัวแบบห่านๆ ของเจียงลี่หยู ราวกับหลายเดือนที่ผ่านมาอุทยานหลวงลดงบดูแลสรรพสัตว์ลงอย่างไรอย่างนั้น จากพืชผักผลไม้คัดเกรดกลายเป็ของเหลือจากโรงครัวแทนที่
แม้เจียงลี่หยูจะเป็ห่านที่เคยถูกเลี้ยงดูอย่างดีระดับหนึ่ง แต่วันนี้ความสนใจของทุกคนกลับไปกองอยู่ที่สัตว์เทพตัวใหม่จนหมดสิ้น
กร้วม!
จะงอยปากแบนกว้างสีส้มจิกทึ้งกะหล่ำปลีใบเหี่ยวเข้าปากตุ้ยๆห่านทะลุมิติเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่
ั์ตากลมสีดำขลับช้อนขึ้นมองนกไฟที่กำลังบินหมุนตัวกลางอากาศสลับกับเคี้ยวผักเน่าๆ แบบหงุดหงิด
'หนอย... ทีไอ้นกเตาถ่านนั่นได้กินของหรูหรา มีรัชทายาทมาคอยโอ๋ทุกวันตัดภาพมาที่ฉันสิ ได้กินแต่กะหล่ำปลีของเหลือ แถมยังโยนมาให้เหมือนคนกำลังให้อาหารปลาหน้าวัด'
อดีตพนักงานออฟฟิศสบถด่าในใจสองตีนผังผืดสีส้มกระทืบลงบนใบผักกาดด้วยความโมโหแบบทุกที
'บินระเริงลมเข้าไปเถอะไอ้นกหน้าโง่! บินบิดซ้ายบิดขวาโชว์ออฟแบบนั้นระวังไฟไหม้ขนตูด จนร่วงลงมาคอหักตาย หึหึ... สักวันฉันจะรอหัวเราะเยาะให้ฟันร่วงเลยคอยดู! แต่ฉันมีฟันไหมนะ หรือไม่มีกันวะ? โอ๊ย...คิดแล้วยิ่งเครียด'
สตรีในร่างสัตว์ปีกพ่นลมหายใจออกทางรูจมูกพลางจินตนาการถึงภาพสัตว์เทพตกลงมากระแทกพื้นดิน ซ้ำไปซ้ำมา
ทว่า...
กะหล่ำปลีใบช้ำยังไม่ทันถูกกลืนลงกระเพาะดี
สวบ... สวบ...
เสียงฝีเท้าของคนสองคนพลันย่ำลงบนกอหญ้าด้านหลังคอกไม้ดึงดูดความสนใจของอดีตสตรีในร่างห่านจนต้องหยุดชะงัก
"ท่านเห็นหรือไม่สัตว์เทพบรรณาการตัวนั้นช่างสง่างามเหลือเกินขนสีแดงสดนั่นสว่างไสวเสียยิ่งกว่าตะเกียงน้ำมันหมูในโรงครัวเสียอีกเพคะ"
เสียงของนางกำนัลน้อยนางหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม
"ชู่ว... เบาเสียงลงหน่อยเ้าเด็กโง่หากใครมาได้ยินเข้าจะหาว่าพวกเราแอบนินทาของสูง"
เสียงแหบพร่าของขันทีเฒ่าเอ็ดตะโรเบาๆก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงภูมิใจโอ้อวด
"นั่นคือสัตว์เทพเชียวนะไม่ใช่เป็ดย่างเกลือตามตลาดตีนเขาหากได้รับการปรนนิบัติเลี้ยงดูอย่างดีจนยอมผูกจิตสำนึกกับประยูรญาติพระองค์ใดย่อมสามารถแปลงกายเป็มนุษย์เดินเหินได้เฉกเช่นเดียวกับพวกเรา!"