“แน่นอนว่าไม่ได้” เซียวกุ้ยเถียนคัดค้าน “โบราณว่าไว้ : เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ในเมื่อบิดายังไม่จากไป บุตรชายจะขึ้นเป็ฮ่องเต้ได้อย่างไร?”
มีประโยคหนึ่งที่เขาไม่กล้าพูดออกมา ก็เหมือนกับครอบครัวของตน หากบิดายังอยู่...เขาก็ยังไม่สามารถเป็เ้าบ้านได้
เซียวฝูเถียนกลับไม่ได้คิดมากเช่นนั้น เขาถอนหายใจพร้อมพูดว่า“หนิวอู่บอกว่าหลายปีมานี้ พวกเราทางนี้ค่อนข้างที่จะเงียบสงบ ได้ยินมาว่าสถานการณ์ทางชายแดนวุ่นวายมาเจ็ดแปดปีแล้วจนกระทั่งไม่กี่เดือนก่อนถึงสงบลงได้”
“ชายแดนวุ่นวายมาเจ็ดแปดปีแล้ว?” เซียวกุ้ยเถียนใ“เหตุใดพวกเราจึงไม่เคยได้ยินข่าวมาก่อนเลยเล่า!”
“พวกเราอยู่ห่างไกลเมืองหลวงมากนัก รอบตัวก็ไม่มีใครที่เคยไปเมืองหลวงรู้สิแปลก!”เซียวจิ่งเถียนพูดแล้วมองไปที่เซียวจิ่งเถียนผู้ไม่ยอมพูดจา จากนั้นถามเสียงต่ำว่า“น้องสามเ้าอยู่ด้านนอกน่าจะรู้เื่อะไรมากมายเคยได้ยินเื่ที่ชายแดนเกิดความไม่สงบหรือไม่?”
“ไม่เคยได้ยิน” เซียวจิ่งเถียนตอบหน้านิ่งพร้อมวางตะเกียบลงจากนั้นลุกเดินออกไป
ม่ายซุ่ยไม่เชื่อเท่าใดนัก
นางรู้สึกว่าเซียวจิ่งเถียนจะต้องเคยไปเมืองหลวงอย่างแน่นอน
“กินข้าวกันได้แล้ว” เซียวจงไห่ออกคำสั่งหน้าขรึม“เื่ราวในเมืองหลวงพูดคุยกันในบ้านก็พอแล้ว ห้ามไปพูดคุยหรือถกเถียงอันใดกันนอกบ้านเป็อันขาด”
“ทราบแล้วท่านพ่อ พวกเรารู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร เื่เช่นนี้จะไปพูดนอกบ้านได้อย่างไร”เซียวฝูเถียนพยักหน้ารับคำ สักพักจึงถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของที่ดินร้าง
“จิ่งเถียนบอกว่าเขามีวิธีของเขา” เซียวจงไห่พูดตรงๆ “หลายวันมานี้ก็ไปตัดหญ้าข้าวโอ๊ตป่ากันเขาบอกว่าหญ้านี้เมื่อเผาแล้วสามารถแก้ความมันที่มีอยู่ในดินของที่ดินร้างผืนนั้นได้”
“จะแก้ได้จริงหรือ?” เซียวกุ้ยเถียนสงสัย
หญ้าข้าวโอ๊ตป่านั้นมีสรรพคุณสามารถขจัดความมันได้เื่นี้เขาทราบดีแต่ไม่เคยได้ยินว่าสามารถแก้ปัญหาดินในที่ดินร้างได้
“เ้าสามบอกว่าแก้ได้”เมื่อเซียวจงไห่เห็นสีหน้าที่ไม่เชื่อของสองพี่น้องก็ถอนหายใจ“ที่ดินผืนนั้นมีทั้งหมดสิบไร่ เ้าสามเซ็นสัญญาเช่าไปห้าปี ถ้าหากว่าสำเร็จเช่นนั้นพวกเราก็ได้กำไรแล้ว พวกเ้าก็อย่าเพิ่งคิดไปในแง่ร้าย ในครอบครัวมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาจะไม่มีที่ดินเพิ่มก็ไม่ได้อีกอย่างเื่นี้จะคิดแค่อย่างเดียวไม่ได้ ต้องลองลงมือทำจึงจะรู้”
เซียวฝูเถียนและเซียวกุ้ยเถียนขมวดคิ้วพร้อมพยักหน้ารับคำ
ต่างก็รู้ดีว่าท่านพ่อลำเอียงไปทางเ้าสาม
ที่ดินไร่นาของตระกูลไม่นานก็เพาะปลูกเสร็จ
ทุกวันเซียวจิ่งเถียนจะออกจากบ้านแต่เช้าและกลับมาในตอนค่ำเพื่อไปตัดหญ้าข้าวโอ๊ตป่าเขาลองคำนวณคร่าวๆ แล้วว่าที่ดินสิบไร่นี้จะต้องใช้หญ้าข้าวโอ๊ตป่าทั้งหมดประมาณห้าพันกิโลกรัมแต่ว่าเดือนหน้าก็จะต้องลงเมล็ดพันธุ์เพาะปลูกแล้ว รวมทั้งจัดการตกแต่งหน้าดินทำให้เวลาไม่พอและกระชั้นชิดเป็อย่างมาก
เมื่อถึงตอนเที่ยงแล้วไม่เห็นเซียวจิ่งเถียนกลับมาบ้านเมิ่งซื่อจึงให้ม่ายซุ่ยขึ้นเขาไปตามสามีกลับบ้านกินข้าว
ม่ายซุ่ยที่กำลังเรียนรู้การใช้กิมไม้สานแหกับเซียวอวิ๋นเหนียงอย่างสนุกสนานอยู่นั้นเมื่อได้ยินว่าแม่สามีให้ตนไปตามเซียวจิ่งเถียนกลับบ้านมากินข้าวก็รีบเดินทางออกจากบ้านทันที
เซียวอวิ๋นเหนียงก็อยากจะไปด้วยเช่นกัน แต่ถูกเมิ่งซื่อถลึงตามอง“พี่สะใภ้ของเ้าไปตามสามีของนางกลับบ้าน เ้าจะไปด้วยไม่กลัวเคืองตาหรืออย่างไร?”
“ฟังที่ท่านพูดแล้วเช่นนั้นข้าอยู่ที่บ้านก็เคืองตาเช่นกัน”เซียวอวิ๋นเหนียงยียวน จากนั้นนั่งลงอย่างขมขื่นแล้วสานแหต่อ
หลังเขานั้นอยู่ทางด้านหลังของหมู่บ้านหยวีจุ่ย
หญ้าข้าวโอ๊ตป่าสีแดงสดในผืนป่าของูเาม่านซานนี้กำลังเอนไหวไปตามแรงลมสีสันสดใสของพวกมันช่างดูสวยงามน่าประทับใจยิ่งนัก
ม่ายซุ่ยเดินตามรอยทางเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยไม่นานก็หาเซียวจิ่งเถียนพบ ร่างกายของชายหนุ่มเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อเขากำลังมัดหญ้าข้าวโอ๊ตป่าที่ตัดมาได้และวางเรียงกันบนพื้นที่ว่างอย่างเป็ระเบียบเพื่อเตรียมขนไปตากแห้งยังที่ดินร้างใน่บ่าย
“ท่านแม่ให้ข้ามาตามท่านกลับไปกินข้าว”ม่ายซุ่ยยืนพูดตรงหน้าเขา
นางเดินขึ้นเขามาในตอนเที่ยงที่แดดค่อนข้างแรง ทำให้ใบหน้าเล็กมีเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
“ข้ารู้แล้ว เ้ากลับไปเถอะ”เซียวจิ่งเถียนทำงานของตนต่อโดยไม่มองนาง
เขาเปลือยท่อนบน เผยให้เห็นแผ่นหลังอันใหญ่หนาหยาดเหงื่อไหลย้อยลงมาตามกล้ามเนื้อ จากนั้นก็ค่อยๆ ไหลลงไปบนผ้าผูกเอวที่ผูกแน่นอยู่บริเวณเอวหนานั้น
ม่ายซุ่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยที่จะมองเขาตรงๆ
เอ่อ..ที่เขาให้นางกลับไปหมายความว่าอย่างไรกัน?
เช่นนั้นเขาจะกลับไปหรือไม่กลับเล่า?
“ท่าน...ท่านไม่กลับไปกินข้าวหรือ? ม่ายซุ่ยถาม”
“ข้ากินแล้ว” เซียวจิ่งเถียนตอบอย่างไร้อารมณ์
กินแล้ว?
ม่ายซุ่ยใเป็อย่างมาก
ในตอนเช้าเขาไม่ได้นำอาหารมาด้วยเสียหน่อย เช่นนั้นเขาไปกินข้าวที่ไหนกัน?
ตอนนั้นเองก็มีกลิ่นหอมลอยมาตามลม
ม่ายซุ่ยเดินไปข้างหน้าเล็กน้อยก็พบว่าบนพื้นมีกองไฟที่ยังไม่ดับมอดอยู่กองหนึ่งบนก้อนหินรอบกองไฟนั้นมีเศษกระดูกไก่ที่กินเหลือวางอยู่ ที่แท้เขาย่างไก่ป่ากินคนเดียวบนเขา...
“ท่านจับไก่ป่าได้อย่างไรหรือ?”ม่ายซุ่ยตาเป็ประกาย
เมื่อก่อนตอนที่นางอยู่ที่บ้านเก่าหลังนั้น นางเคยเห็นไก่ป่าอยู่บริเวณที่นาแต่ไก่ป่าพวกนั้นวิ่งเร็วมาก นางยังไม่ทันจะดูว่าพวกมันหน้าตาเป็อย่างไร ก็วิ่งหนีไปหมดแล้ว
“ใช้มือจับน่ะสิ” เซียวจิ่งเถียนไม่เงยหน้าพูดกับนางเห็นได้ชัดว่าเขาไม่้าคุยกับนางด้วยบทสนทนาอันน่าเบื่อเช่นนี้“เ้ากลับไปเถอะ! เดี๋ยวอีกสักพักเมื่อท่านพ่อมาแล้ว พวกข้าก็จะขนหญ้าข้าวโอ๊ตเหล่านี้ไปยังที่ดินร้างจากนั้นพวกเราก็เก็บของกลับบ้านแล้ว”
“ให้ข้าช่วยสิ่งใดหรือไม่?” ม่ายซุ่ยถามอีก
“ไม่จำเป็” เซียวจิ่งเถียนพูดเรียบๆ
ม่ายซุ่ยได้ยินดังนั้นก็หันหลังเดินกลับทันที
ไม่จำเป็ก็ไม่จำเป็!
อยู่บนเขานี้ทั้งตากแดดตากลม สู้นางอยู่บ้านสานแหก็ไม่ได้!
แต่เมื่อเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว ม่ายซุ่ยก็เห็นงูลายขาวตัวหนึ่งนอนขดขวางอยู่บนทางที่นางกำลังจะเดินมันส่งสัญญาณเตือนเป็เสียงขู่ฟ่อพร้อมแลบลิ้นแยกเขี้ยวมาที่นางเมื่อม่ายซุ่ยเห็นดังนั้นก็ร้องเสียงดังลั่นพร้อมหันหลังวิ่งกลับมาทันที
“งู! งู! งู!” ม่ายซุ่ยวิ่งหน้าซีดเผือดมาหลบอยู่ด้านหลังเซียวจิ่งเถียนพร้อมพูดด้วยเสียงสั่นเทา “ข้างหน้ามีงู งูตัวใหญ่มากๆ!”
เซียวจิ่งเถียนเหลือบมองงูตัวนั้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “วางใจเถอะงูตัวนั้นไม่มีพิษ”
“ท่าน...ท่านช่วยไล่มันไปได้หรือไม่?” ม่ายซุ่ยดึงเสื้อเขาสีหน้าซีดเผือด“สิ่งที่ข้ากลัวที่สุดก็คืองูนี่ล่ะ”
มีพิษหรือไม่นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ
แต่ที่สำคัญก็คือนางกลัวงู ถึงไม่มีพิษนางก็กลัว!
“เ้าเดินไปอย่างสบายใจได้ มันไม่ฉกเ้าก่อนหรอก”เซียวจิ่งเถียนขมวดคิ้วอย่างรำคาญ ผู้หญิงก็คือผู้หญิงสินะ แม้กระทั่งงูก็กลัวหรือ?
“ไม่ได้ ท่านไปส่งข้า” ม่ายซุ่ยจับชายเสื้อเขาแน่นไม่ปล่อย แม้ว่างูตัวนั้นไม่ฉกนางก่อนแต่นางก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะเดินผ่านมันไปเพียงแค่เห็นมันขดตัวนอนอยู่เช่นนั้นนางก็ขนลุกแล้ว
เซียวจิ่งเถียนทำอะไรไม่ถูก จึงได้แต่เดินไปข้างหน้า
ม่ายซุ่ยจับชายเสื้อเขาไว้จากนั้นก็ค่อยๆ เดินตามหลังเขาไปทีละก้าว
งูตัวนั้นไม่กลัวคนแต่กลับชูคอขึ้นแลบลิ้นแยกเขี้ยวขู่ฟ่อส่งสัญญาณเตือนมายังคนทั้งสองมันชูคอไปมาอย่างดุร้าย ภาพที่ปรากฏดูสยดสยองจนน่าขนลุก
เซียวจิ่งเถียนไม่ได้เห็นงูตัวนั้นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อยเขายังคงเดินหน้าต่ออย่างไม่เกรงกลัว
จังหวะที่ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้นเองมันก็ดีดตัวฉกไปที่เซียวจิ่งเถียนหมายจะกัดรัดเขาม่ายซุ่ยใจนขาอ่อนแรงทันที
เซียวจิ่งเถียนยื่นมือออกไปกำรอบคองูตัวนั้นไว้อย่างใจเย็นงูใหญ่สิ้นฤทธิ์หมดท่าลงทันที ซากของมันถูกทิ้งลงบนพื้นไม่ขยับเขยื้อนเหมือนเชือกหนาๆ กองหนึ่ง
“มันตายแล้ว”เซียวจิ่งเถียนใช้เท้าเขี่ยงูตัวนั้นไปมาพร้อมหันมาพูดกับม่ายซุ่ยว่า“งูชนิดนี้ไม่มีพิษ ทั้งยังทำอาหารได้ เ้านำมันกลับบ้านไปให้ท่านแม่ นางรู้ว่าต้องทำเช่นไร”
“ไม่...ไม่...ข้ากลัว” ม่ายซุ่ยส่ายหน้ารัว
ยังจะให้นางถืองูที่น่าขนลุกนี้กลับไปด้วยหรือ?
ทำเช่นนี้แกล้งนางชัดๆ !
เซียวจิ่งเถียนขมวดคิ้วไม่พูดจา
กลัวงูเป็ก็พอเข้าใจ แต่นี่งูที่ตายแล้วยังกลัวอีกหรือ?
ปอดแหกไปไหม?
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
******เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #Fishermanหนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า