บทที่ 8
ไร้ตัววุ่นวาย
เหมือนบางสิ่งจะหายไปจากสายตาของซือเหยียน เขาบุกถล่มหมู่บ้านเละไปเป็สิบในเมือง ทว่ากลับไร้วี่แววของตัวยุ่งที่เคยชอบมาขัดแข็งขา
ประมุขเผ่าปีศาจนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หรูสลักลวดลาย เบื้องหน้าก็คือชาวบ้านนับสิบที่ก้มหน้าติดพื้นแสดงถึงความเคารพ มองเห็นศักดิ์ศรีที่เคยทระนงถูกทำลายลง ซือเหยียนกระตุกยิ้มที่สามารถสยบพวกโง่เง่าโอหังให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา
“ขอเถอะท่านประมุข มีสิ่งใดก็ค่อยพูดจากัน”
ปึง!
ซือเหยียนตบโต๊ะเป็เชิงให้หยุดพูด เ้าสำนักหลิงนั่งตัวสั่นด้วยความกลัวตาย
“ข้าคุยกับท่านรอบที่เท่าไรแล้ว! ข้าให้โอกาสท่านกี่ครั้งก็ยังเป็เช่นเดิม”
“...”
“นับแต่นี้เ้าสำนักหลิงต้องเป็ทาสเผ่าปีศาจ ทำงานถวายหัวให้กับข้า! นั่นถึงจะเป็สิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมมิใช่หรือ!”
“...”
“ตอบ!!”
“ขอรับ ถูกต้องเหมาะสมดังที่ท่านประมุขซือเหยียนเอ่ยขอรับ”
ซือเหยียนผ่อนคลายอารมณ์ของตน หัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจ เขามันเป็พวกที่เห็นคนสิ้นหวังแล้วมีความสุข เดิมทีการฆ่าก็อาจเป็หนทางที่ง่าย ทว่าตอนนี้การมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานสนุกสนานกว่าเป็เท่าตัว
“อันที่จริงพวกเ้าก็แค่สวะชั้นต่ำ สติปัญญาเหลื่อมล้ำเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใดกัน..”
“...”
“แต่ข้าก็ยัง้าให้พวกเ้าทำงานอย่างแข็งขัน บุญคุณครั้งนี้ที่ข้ายังให้โอกาสหายใจอยู่! รักษามันไว้ก็แล้วกัน มิเช่นนั้นข้าจะส่งไปเยือนปรโลก!”
ซือเหยียนเดินลงจากเก้าอี้ ยกฝ่าเท้ายันเ้าสำนักหลิงหงายท้องโครมไปด้านหลัง ทุกคนต่างถอยห่างออกจากทางเดินเพราะเกรงจะโดนทำร้าย สตรีสาวนับสิบที่เป็ฮาเร็มของเ้าสำนักหลิงนั้นกรูเข้าไปพยุงคอยดูแล ซือเหยียนมองด้วยความสมเพช ชายแก่บ้าตัณหาราคะจะมีค่าอะไร
ชิงมู่เอ่ยถึงเื่ที่ตนไปสืบมา เซียนสาวทั้งสองหายออกไปจากเผ่าเทพั้แ่คราวก่อนที่เกิดเื่ท้ายหมู่บ้าน เดาว่าพวกนางคงโดนส่งตัวไปอยู่ที่ไหนสักที่
“เหตุใดจึงไปอยู่ที่อื่น?”
“ข้าเองก็ไม่ทราบขอรับท่านประมุข พวกนางทั้งสองอาสาจะไปจากที่นี่เอง”
“เหอะ! ใจเสาะนัก!”
ซือเหยียนแค่นเสียงพูดอย่างดูแคลน ทุกครั้งที่เห็นนางต้องมีน้ำตาอยู่เสมอ ทว่าก็ชอบสอดตัวเข้ามายุ่งวุ่นวายไม่เข็ดหลาบ พอเขาเอาจริงขึ้นมานางคงกลัวจนหนีไปแล้ว
“ครั้งหน้าข้าต้องได้ที่อยู่ของจิ่วเหริน”
“ขอรับท่านประมุข”
ชิงมู่ก้มหน้ารับคำสั่งของประมุขเผ่าปีศาจ ที่ควบม้าทะยานออกไปจากสำนักหลิง
คล้อยหลังผู้เป็นาย ชิงมู่เริ่มสงสัยขึ้นมาในบางอย่าง ซือเหยียนนั้นเดิมทีเป็พวกใจน้ำแข็ง ไม่สนความรู้สึกของผู้อื่น ชีวิตใฝ่หาอำนาจและความเป็ใหญ่ กระหายาการต่อสู้ ความบ้าคลั่งของซือเหยียนสามารถทำลายล้างทุกสิ่งในพริบตา ไม่มีผู้ใดอยากยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับเขา แต่ว่าตอนนี้ซือเหยียนกลับทำลายทุกอย่างเพียงเพราะสตรีผู้นั้น
จิ่วเหริน เซียนเทพที่หยุดซือเหยียนได้ด้วยฝ่ามือเดียว
ซือเหยียนกลับมาที่เผ่าปีศาจเพียงลำพัง ปล่อยชิงมู่จัดการที่สำนักหลิง เขาตั้งใจจะซุ่มสร้างกองทัพและระดมพลเพื่อขยายอณาเขตของเผ่าปีศาจ ทั้งนี้เขาอยากครองเผ่าเทพเป็ลำดับสุดท้าย ด้วยเื่ที่ได้ยินมาว่าเผ่าเทพนั้นซ่อนวิหคสีชาดเอาไว้
“ซือเหยียน”
เขาลงจากหลังม้าขายังไม่แตะพื้น เสียงผู้เป็พี่ชายก็เอ่ยเรียกเขาเสียก่อน
“ท่านพี่”
“เ้ายึดสำนักหลิงเช่นนั้นหรือ? ทำแบบนั้นอาจทำให้เผ่าเทพไหวตัว” พี่ชายอ่อนแอขี้โรคเอ่ยท้วงเื่ที่ซือเหยียนบุกไปถึงสำนักหลิง การกระทำเลื่องชื่อนั้นอาจนำพาเื่วุ่นวายมาสู่เผ่าปีศาจ
ทว่าคำพูดของซือเจิ้งไม่ได้เข้าหูของซือเหยียนเลยสักนิด
“ข้าเป็ประมุขเผ่าปีศาจ กระทำการใดย่อมคิดมาอย่างถ้วนถี่แล้ว”
“ไม่เลยซือเหยียน” ผู้เป็พี่ชายส่ายหน้ากับคำพูดที่ออกจากปากน้องชาย “เ้าไม่เคยคิดเลยสักนิด! ชื่อเสียงของเ้าฉาวโฉ่ไปทั่ว ข้าต้องคอยตามปิดปากล้างเช็ดไม่เว้นวัน”
“เหตุใดพี่ชายที่ป่วยแทบปางตาย ถึงต้องลงแรงเช่นนี้กัน ท่านอยากได้ตำแหน่งคืนงั้นหรือ?”
“ตำแหน่ง? หึ!” ซือเจิ้งส่งเสียงอยู่ในลำคอ “ข้าไม่อยากได้ตำแหน่งอะไรทั้งสิ้นซือเหยียน สิ่งที่ข้าอยากได้คือเผ่าปีศาจสงบสุข ไม่ต้องออกไปสร้างเื่ให้มันวุ่นวายมากกว่านี้”
“ข้าไม่ได้สร้างเื่ แต่กำลังหาอำนาจเพิ่มให้แก่เผ่าปีศาจ มันก็วิสัยของเราอยู่แล้วนี่ท่านพี่”
“...”
“ท่านพี่อยากได้ตัววิหคสีชาดนักหนามิใช่หรือ?”
ซือเจิ้งหันขวับเมื่อน้องชายเอ่ยปากพูดถึงเื่ที่ตนสนอกสนใจ มีผู้ใดบ้างที่ไม่อยากได้วิหคสีชาดมา โลกใบนี้การมีโลหิตวิหคสีชาดก็ถือเป็ผู้มีอำนาจ โลหิตที่พลิกฟื้นทุกสิ่งดังใจปรารถนา
เขาวาดรอยยิ้มส่งให้แก่ซือเหยียน ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีสบายใจออกมา “เ้าเองก็สนใจวิหคสีชาดเช่นกันรึ?”
ซือเหยียนส่ายหน้าของตนเองเป็คำตอบ “ข้าไม่สนใจเื่ไร้สาระพวกนี้”
“ไร้สาระรึ! เ้าบอกว่าเื่วิหคสีชาดเป็แค่เื่ไร้สาระ?”
“ท่านพี่ยังไม่เคยพบเจอพวกมันสักครา เอาแต่อ่านตำราในห้อง หากไม่ให้ข้ามองว่ามันเป็เื่ไร้สาระ แล้วจะให้มองว่ามันเป็เื่ที่ควรใส่ใจอย่างนั้นรึ?”
“เ้าโง่!”
“หากท่านฉลาดเฉลียวนักก็ลองออกตามหาดูสักครั้ง เผื่อจะพบวิหคสีชาดงดงามบินมาโฉบเฉี่ยวให้ท่านได้ยลรูปโฉมของมัน”
ซือเหยียนกล่าวจบก็เดินออกไปโดยไม่คิดเอ่ยคำร่ำลา ทิ้งเพียงซือเจิ้งที่มองตามหลังด้วยสายตายิ้มเยาะในความโอหังของซือเหยียน
“อีกไม่นานเ้าก็จะรู้ว่าตนเองนั้นแหละ ที่นำพาวิหคสีชาดมาพบเจอกับข้า”
ประมุขเผ่าปีศาจไม่สนเื่ยิบย่อยที่ดูเพ้อฝัน เขาวางแผนจะยึดครองดินแดนไปเรื่อย สร้างอำนาจให้กับตนเอง แม้เื่วิหคสีชาดจะดูเลอะเทอะไปสักหน่อย แต่ชิงมู่เคยบอกเขาว่ามันมีจริง วิหคสีชาดนั้นจะมอบโลหิตให้แก่ผู้ที่ตนรักเท่านั้น พวกมันจะไม่ยอมให้ใครมา่ชิงเอาโลหิตไปได้โดยง่าย
หน้าอกซ้ายดูเหมือนจะมีอาการบีบรัดขึ้นมาอีกครั้ง โรคประหลาดนี้คงไม่มีผู้ใดรักษาให้หายได้ ในห้วงของความเ็ปมีภาพบางอย่างแวบขึ้นมา
สตรีนางหนึ่งที่อยู่ข้างกายของบุรุษหนุ่มผู้นั้น เหตุใดจึงสวมชุดนักรบเยี่ยงพวกเผ่าเทพ!
‘ซือเหยียนเจ็บมากหรือไม่?’
‘’หากข้าเจ็บมากเล่า'
‘ก็อย่าวิ่งเข้าหาศัตรูแบบคนไม่กลัวตายเช่นนั้นสิ ให้ข้ารักษาท่านเถอะ’ สตรีผู้นั้นเอาใจใส่ทะนุถนอมบุรุษนักรบที่มีชื่อเดียวกับเขา
‘เก็บมันไว้ อย่ามอบให้กับผู้ใด เ้ารับปากกับข้าว่าจะไม่ใช้มันแม้จะมีเื่ยากลำบากก็ตาม’
ซือเหยียนคุกเข่าลงกับพื้น ปวดศีรษะราวกับว่ามันกำลังจะแตกออกเป็เสี่ยง คำพูดและภภาพที่เขาเห็นนั้นมันทำให้อาการที่เป็อยู่ย่ำแย่ ทว่าชายชาตินักรบเช่นเขาก็ยังฝืนร่างกายต่อสู้กับความเ็ป
“ซือเหยียน”
“หยุด!”
“ท่านเป็ปีศาจไปแล้วจริงหรือ? จงจำให้ได้สิว่าท่านเป็ชายที่อยู่ข้างกายของข้า”
“บอกให้หยุด!!!”
ทุกสิ่งเงียบดับสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซือเหยียนลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองนั้นไม่มีอาการเ็ปตรงส่วนไหนแล้ว เขาหยัดกายลุกขึ้นและเดินเข้าห้องของตนไป
ทุกอากัปกิริยาที่ซือเหยียนเป็เมื่อครู่นั้นอยู่ในสายตาของซือเจิ้งและท่านราชครูลั่วเต๋อ อาการที่ดูเหมือนว่าจะหนักหนาขึ้นทุกวันนั้นไม่มีวี่แววจะดีขึ้น
“ในร่างกายเขาไม่ต่างกับิญญาที่ถูกผูกไว้ด้วยบางสิ่ง มันคอยหล่อเลี้ยงหัวใจของเขาอยู่”
“เดี๋ยวก็รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร?”
“ข้าเกรงว่าความจำเขาอาจกลับมาในอีกไม่ช้า เมื่อเขาได้ออกไปพบกับที่ที่เคยอยู่”
ราชครูลั่วเต๋อกล่าวขึ้น ทว่าซือเจิ้งไม่ได้คิดเป็กังวลเลยสักนิด อย่างไรสักวันซือเหยียนก็ย่อมต้องรู้ว่าตนเองนั้นไม่เกี่ยวข้องสิ่งใดกับเผ่าปีศาจ ทุกอย่างก็เป็เพียงละครที่ต้องมีผู้แสดง
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด