55.ฮ่องเต้อาณาจักรเฟย
ช่วงบ่ายไป๋หลงเปลี่ยนมาใส่ชุดสีดำของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ เพื่อไม่ให้ตัวเองโดดเด่นเกินไป เมื่อเช้าที่เลือกชุดขาวเพราะต้องการล่อให้ซุนเย่ผิงเข้ามาหาเรื่อง และประจวบเหมาะที่เธอสังเกตเห็นว่ามีคนผู้หนึ่งตามสะกดรอยเสี่ยวไป๋ตั้งแต่สามเดือนก่อนดังนั้นเธอจึงใช้คนชุดดำผู้นี้ให้เป็นประโยชน์ โดยร่วมมือกับองครักษ์ของเฟยหานตงให้พวกเขาตะโกนว่ามีคนร้าย หลังจากนั้นก็อาศัยช่วงที่ชุลมุนลงมือสังหารซุนเย่ผิงเสีย...
เด็กปีหนึ่งหลายคนยังคงตื่นกลัวกับเหตุการณ์ที่ซุนเย่ผิงถูกลอบสังหารจนไม่มีสมาธิกับการฝึกฝนวิชายุทธ์มากนักทำให้เด็กๆจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้น
ผู้สอนวิชายุทธประจำปีหนึ่งเมื่อซุนเย่ผิงตายลง โจวเหวินเจี๋ย จึงต้องรับหน้าที่สอนวิชายุทธให้เด็กปีหนึ่งคนเดียวทั้งเช้าและบ่ายจนกว่าจะหาอาจารย์คนใหม่มาได้ โจวเหวินเจี๋ยนั้นเป็นบุรุษร่างยักษ์หน้าตาดุดันโหดเหี้ยมแต่แท้ที่จริงแล้วใจดี ยิ้มแย้มเก่ง แม้จะชอบพูดจาเสียงดังไปบ้างเพียงแต่รูปลักษณ์ของโจวเหวินเจี๋ยคล้ายโจรผู้ร้ายมากเกินไปยามที่เขายิ้มแย้มอ่อนโยนจึงคล้ายกำลังแยกเขี้ยวยิงฟัน แสยะยิ้ม!
เมื่อเด็กๆไม่มีสมาธิกับการฝึกฝนโจวเหวินเจี๋ยจึงให้ทุกคนฝึกฝนกันตามสบายใครอยากฝึกก็ฝึก ไม่ฝึกก็แยกย้ายกลับที่พัก ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตัดสินใจกลับมีเพียงคนไม่กี่คนที่เลือกจะฝึกฝนต่อ
หนึ่งในนั้นมีไป๋หลงเวลาสามเดือนที่เธอเก็บตัวอยู่ในสวนร้อยพิษของย่าหลงเธอไม่ได้นั่งๆนอนๆพักผ่อนรักษาบาดแผลเหมือนที่หลายคนคิดกันเธออาศัยช่วงเวลานั้นฝึกฝนวิชาเงายมทูต โดยมีย่าหลงเป็นคนสอนโดยตรง นอกจากนั้นย่าหลงยังสอนวิชายุทธพื้นฐานให้ซึ่งเป็นหลักสูตรของปีหนึ่งดังนั้นเธอจึงเรียนทันเพื่อนๆ สามเดือนที่ผ่านมาร่างกายของเธอที่นอนเป็นศพมานานกลับมาแข็งแรงอีกครั้งแม้จะยังไม่คล่องแคล่วมากเท่าเดิมก็ตาม
โจวเหวินเจี๋ยเห็นเด็กสาวผู้ที่มีข่าวลือว่าบาดเจ็บสาหัสพักผ่อนรักษาตัวมาตลอดหกเดือนกำลังมุ่งมั่นฝึกฝนอยู่ เขาจึงมาคอยช่วยแนะนำไป๋หลงเป็นการส่วนตัวด้วยนึกเห็นใจเด็กสาวที่สูญสิ้นความงามทว่าจิตใจแข็งแกร่งกลับมุ่งมั่นที่จะฝึกพลังยุทธต่อไปโจวเหวินเจี๋ยถูกชะตากับเด็กสาวอัปลักษณ์ เขาพบว่าเด็กสาวผู้นี้ฉลาด หัวไวเรียนรู้ได้รวดเร็ว ซ้ำนางยังมีความสามารถ ดังนั้นเขาจึงสอนเด็กสาวอย่างตั้งใจและสอนไปไกลกว่าบทเรียนที่สอนเด็กๆในห้อง
หลังจากหมดเวลาเรียนคาบบ่ายไป๋หลงผู้ถูกโจวเหวินเจี๋ยเคี่ยวกรำมาทั้งวันก็หอบร่างอันอ่อนเพลียเพื่อกลับที่พักไปอาบน้ำ ตลอดทางมีซิ่นเผิงและฮุ่ยเทียนหลงตามประกบ ยังมีเฟยหานตงอีกคนที่มารอก่อนเวลาเลิกเรียนคนทั้งสามคล้ายระแวดระวังภัยตลอดเวลา ราวกับเกรงว่าจะมีใครมาทำร้ายเธอแม้เธอจะบอกว่าไม่มีนักฆ่าอีกแล้ว ซุนเย่ผิงถูกกำจัดไปแล้วก็ตาม...
“พวกเจ้ากลับไปก่อนข้ามีเรื่องจะคุยกับไป๋หลง”เฟยหานตงไล่ซิ่นเผิงและฮุ่ยเทียนหลงกลับทันทีหลังจากทุกคนมาถึงที่พักของไป๋หลง
ซิ่นเผิงและฮุ่ยเทียนหลงสบตากันด้วยความสงสัย ทว่าก็ยอมจากไปแต่โดยดี
ขณะที่เสี่ยวไป๋ก็ขอตัวไปดูคนชุดดำที่ตามสะกดรอยตัวเองว่านางกลับมาป้วนเปี้ยนวุ่นวายแถวนี้อีกหรือไม่....อย่างน้อยเสี่ยวไป๋ก็อยากเตือนให้อีกฝ่ายอยู่ให้ห่างสำนักพยัคฆ์ทมิฬไว้เพราะการตายของซุนเย่ผิงอาจารย์ของเด็กปีหนึ่ง ทำให้มีการวางเวรยามจำนวนมากหากคนชุดดำถูกพบอาจเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก...
“ข้าจะให้องครักษ์ฝีมือดีมาคอยคุ้มกันเจ้าเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยแบบคราวก่อนที่เจ้าถูกลอบสังหารอีก”เฟยหานตงกล่าวหลังจากนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องรับแขก แววตาของเขาสั่นไหวสีหน้าหม่นหมองเมื่อคิดถึงไป๋หลงยามที่ไร้ลมหายใจ นอนแน่นิ่งช่วงเวลานั้นเขารู้แล้วว่าอะไรคือความเจ็บปวดจากการสูญเสีย
ไป๋หลงเห็นคนที่ปกติทำตัวเย็นชาทำสีหน้าเศร้าหมองแล้วพลันรู้สึกเศร้าตามไปด้วย “อย่าทำหน้าแบบนั้นไม่สมกับเป็นเจ้าเลย”ไป๋หลงกล่าวขณะกอดเฟยหานตงปลอบโยน “เจ้าอยากส่งใครมาก็ตามใจเจ้าอย่าทำหน้าเศร้าอีกเลย”ไป๋หลงรัดอ้อมกอดให้แน่นขึ้นส่งผ่านความอบอุ่นสู่ร่างของคนตรงหน้าที่มักทำท่าทีหยิ่งทะนงเย็นชา แต่บัดนี้กลับดูโดดเดี่ยว เปราะบาง
เฟยหานตงกอดตอบพลันน้ำตาก็เอ่อล้นออกมา หลังจากไป๋หลงฟื้นขึ้นมาจากความตาย นางกลับทิ้งเขาไปโดยไม่ล่ำลาเก็บตัวอยู่ในสวนร้อยพิษถึงสามเดือนโดยไม่ให้เขาพบหน้า ไม่มีแม้แต่จดหมายหรือฝากฝังคำพูดใดๆมาถึงเขา
ช่วงเวลานั้นเขารู้สึกได้ว่ามีเพียงเขาที่วิ่งตามไป๋หลงโดยที่ไป๋หลงไม่เคยสนใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรต่อนาง ทว่าเมื่อครู่ที่นางกอดเขาเขาก็อยากจะหลอกตัวเองว่านางพอที่จะมีเยื่อใยให้เขาบ้าง...เขาไม่กล้าถามนางตรงๆว่ารู้สึกอย่างไรกับเขาเพราะเขากลัวคำตอบที่จะได้รับ
ดังนั้นเขาจะไม่ถามมันออกไป เพราะอย่างน้อยตอนนี้เขาก็ได้เห็นนางยิ้มแย้มหัวเราะ ทำตัวเป็นไป๋หลงผู้ร้ายกาจ แทนที่จะเป็นร่างไร้วิญญาณนอนแน่นิ่งเฉยๆไม่อาจพูดจาตอบโต้ใดๆกับเขาได้...ขอแค่ได้เห็นนางมีความสุขเขาก็พอใจแล้ว
ไป๋หลงพลันร่างแข็งทื่อเมื่อรับรู้ว่ามีหยดน้ำเย็นชืดหยดลงบนไหล่ของตัวเอง...เฟยหานตงร้องไห้หรือ
“นี่เจ้า...”ไป๋หลงตกตะลึงอ้าปากจะถามขณะกำลังจะดันร่างตัวเองออกจากอ้อมกอดของเฟยหานตง เพื่อดูว่าเขาร้องไห้ใช่หรือไม่แต่กลับถูกอีกฝ่ายรัดไว้แน่
“อย่า..ถาม..”น้ำเสียงของเฟยหานตงสั่นและแหบพร่าเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาร้องไห้...
ไป๋หลงได้แต่กอดตอบลูบหลังปลอบโยนเฟยหานตง หลังจากที่เธอฟื้นขึ้นมาจากความตายเธอเห็นการกระทำของเฟยหานตงที่ดูแลเอาใจใส่เธออย่างดีแม้ว่าเธอจะเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณก็ตามนั่นทำให้เธอรู้สึกจิตใจหวั่นไหวหัวใจเต้นรัว...ทว่าในใจลึกๆมันทำให้เธอคิดถึงหลันหลง มังกรฟ้าที่ทำทุกอย่างเพื่อเธอ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทนทั้งเฟยหานตงและหลันหลงเหมือนกันมากจนเกินไป ทำให้เธอสับสนจนต้องหนีไปอยู่สวนร้อยพิษของย่าหลงเก็บตัวคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ เธอกลัวว่าวันนึงเธออาจจะชอบเฟยหานตงเพราะเขามีหลายอย่างคล้ายหลันหลง!
ผ่านไปครู่นึงเฟยหานตงก็สงบสติอารมณ์ได้กลับมาเป็นเฟยหานตงคนเก่าที่สีหน้าเย็นชาท่าทางเย่อหยิ่ง ราวกับว่าไม่เคยร้องไห้ ทำหน้าเศร้าโศกมาก่อน...
หลังจากเฟยหานตงกลับไป ไป๋หลงก็ได้แต่นอนครุ่นคิดวนเวียนถึงเฟยหานตงที่เศร้าโศกเธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีคล้ายว่าตอนนี้พื้นที่ในหัวใจส่วนหนึ่งมีเฟยหารตงอยู่ทว่ากลับมีหลันหลงที่เธอยังบอกไม่ได้แน่ชัดว่ารักเขาหรือไม่วนเวียนอยู่ในหัวใจเช่นกัน...หากวันนึงเธอพบว่าหลันหลงและเฟยหานตงไม่ใช่คนเดียวกันแล้วหากต้องเลือกใครสักคน...เธอจะทำยังไง...
ขณะที่ไป๋หลงตัดสินใจโยนเรื่องราวทุกอย่างทิ้งแล้วนอนหลับเสีย กลับได้ยินเสียงต่อสู้ และเสียงอาวุธกระทบกันดังขึ้น...
ไป๋หลงลืมตาแทบจะในทันทีคว้าเอาเสื้อคลุมตัวนอกมาสวม พร้อมกับหยิบแส้ประจำกาย ย่องด้วยฝีเท้าแผ่วเบาในความมืดเหลือบมองทางหน้าต่างที่เปิดรับลมไว้มีคนชุดดำสองกลุ่มกำลังต่อสู้กัน...
“พวกเจ้าถอยไปจะดีกว่าอย่ามาขัดขวางพวกข้าทำงาน!”เสียงของสตรีผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มตะโกนขึ้นคนในกลุ่มทั้งหมดเป็นสตรีเช่นเดียวกัน
“เจ้าอย่าได้ฝันว่าพวกเขาจะถอยคนที่สั่งพวกเราได้มีแค่รัชทายาทเท่านั้น!”ชายผู้เป็นหัวหน้าอีกกลุ่มตะโกนตอบคาดว่าเขาคงเป็นคนของเฟยหานตง...
ขณะที่ทั้งสองพูดจาตอบโต้กันพวกเขาก็ไม่ได้หยุดการปะทะลงยังคงใช้อาวุธในมือฟาดฟันกัน
“พวกข้าทำตามรับสั่งของฝ่าบาทให้พาตัวแม่นางไป๋เข้าวังพวกเจ้าบังอาจขวางรึ!”สตรีผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มตะโกนด้วยความโมโห ขณะแทงกระบี่ใส่ฝ่ายตรงข้ามทว่าฝีมืออีกฝ่ายไม่ธรรมดาจึงปัดป้องกระบี่ของเธอได้ทัน
ไป๋หลงที่แต่เดิมแอบมองอยู่ผลักหน้าต่างเปิดออกจนสุด ทำให้เกิดเสียงดังขึ้น จนเรียกความสนใจจากทั้งสองกลุ่มให้หยุดชะงักการต่อสู้แล้วหันมามอง
ทว่าเพียงครู่เดียวพวกเขาก็หันกลับไปปะทะกันดุเดือดยิ่งกว่าเดิม
“คุณหนูไป๋ ท่านปิดหน้าต่างเสียพวกข้าจะคุ้มครองท่านด้วยชีวิต!”บุรุษผู้หนึ่งตะโกนขึ้นทว่าไป๋หลงกลับไม่ทำตามยืนกอดอกมองทั้งสองกลุ่มต่อสู้กันด้วยท่าทางสบายๆไม่ตื่นเต้นตกใจ ทำตัวเป็นผู้ชมที่ดี
ทว่าพอเธอสังเกตเห็นว่าเริ่มมีคนบาดเจ็บและทั้งสองฝ่ายต่อสู้หมายเอาชีวิตทำให้เธอต้องหยุดเรื่องนี้ลงก่อนที่จะมีคนตาย
“พวกเจ้าหยุดได้แล้ว!”ไป๋หลงตะโกนบอกทำให้ทั้งสองกลุ่มชะงัก “ข้าจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ พวกเจ้าไม่ต้องตีกันแล้ว”
“คุณหนูท่านรอก่อน ข้าน้อยจะไปเรียนรัชทายาทให้เดินทางไปพร้อมคุณหนู”หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ของเฟยหานตงกล่าว
“ไม่ต้องไปบอกเฟยหานตง”ไป๋หลงสั่งห้าม“ฝ่าบาทคงมีเรื่องอยากคุยกับข้าลำพังถึงส่งคนชุดดำมาเชิญข้าในเวลาค่ำมืดแบบนี้”น้ำเสียงของไป๋หลงแข็งกระด้างเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ถึงขั้นส่งคนมาลักพาตัวแบบนี้ ดูท่าเรื่องที่จะพูดคงไม่ใช่เรื่องน่าฟังนัก...หากเฟยหานตงไปด้วยเธอจะได้ฟังเรื่องที่ฮ่องเต้ต้องการตรัสหรือ...
“แต่...”องครักษ์ของเฟยหานตงอึกอักด้วยกลัวว่าเฟยหานตงรู้เรื่องนี้เข้าพวกเขาจะเดือดร้อน...
“หากเช้าข้ายังไม่กลับมา พวกเจ้าค่อยไปรายงานเฟยหานตง”ไป๋หลงบอกหัวหน้าองครักษ์ของเฟยหานตง
อีกฝ่ายลังเลเล็กน้อย“ขอรับ”ก่อนจะรับคำ
“ส่วนพวกเจ้ารอสักครู่ข้าแต่งตัวเรียบร้อยแล้วจะออกไปพบ”ไป๋หลงกล่าวก่อนจะปิดหน้าต่างแล้วหันกลับไปในห้องจู่ๆก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าในเงามืดของมุมห้องมีเงาดำตะคุ่มเล่นทำเธอตกใจจนผงะทว่าเมื่อตั้งสติได้ก็พบว่าที่แท้แล้วเป็นเจ้าเสี่ยวไป๋ที่หายไปตั้งแต่ตอนเย็น กำลังยืนอยู่ในเงามืดมุมห้องในร่างของบุรุษ
“เจ้าเสี่ยวไป๋บ้า!”ไป๋หลงก่นด่า “ให้สุ้มให้เสียงด้วยสิโผล่มาเงียบๆ แบบนี้ เกิดข้าตกใจตายขึ้นมาทำไง!”
ทว่าเสี่ยวไป๋ในร่างชายหนุ่มไม่สนใจเสียงก่นด่ากลับขมวดคิ้วทำหน้าเคร่งขรึม อย่างยากที่จะได้เห็น “เจ้าจะไปเข้าเฝ้าจริงหรือข้าได้ยินมาว่าฮ่องเต้อาณาจักรเฟยทั้งเจ้าเล่ห์และร้ายกาจ หนำซ้ำยังมีข่าวลือว่าครอบครองสัตว์เทพอสูรด้วยข้าเกรงว่าคนผู้นี้หากมีเจตนาไม่ดีคิดจะสังหารเจ้าขึ้นมาด้วยพลังยุทธของมนุษย์ที่เจ้ามีตอนนี้ ย่อมไม่อาจช่วยให้เจ้าหนีรอดไปได้”
“อะไรกันท่านเสี่ยวไป๋ผู้แข็งแกร่งหวาดกลัวมนุษย์หรือนี่”ไป๋หลงแซว ขณะเกล้าผมขึ้นมัดเป็นหางม้า จัดเสื้อตัวนอกให้เข้าที่แล้วคว้าพัดหยกอาวุธวิเศษมาถือ
“เจ้าอย่าทำเป็นเล่นไปบัดนี้เจ้าเป็นหญิงอัปลักษณ์ แต่รัชทายาทคนสำคัญกลับตามติดเจ้าไม่ห่างคิดว่าการที่ฮ่องเต้ส่งคนชุดดำมาเชิญเจ้าไปพบอาจจะคิดกำจัดเจ้าที่ไม่คู่ควรกับรัชทายาทผู้เพียบพร้อมก็ได้”เสี่ยวไป๋ขมวดคิ้วด้วยความกังวลใจ
“เจ้าอย่าลืมว่าข้าคือไป๋หลงเทพมังกรขาวข้ามีทั้งอาวุธวิเศษของประมุขสวรรค์ มีทั้งเจ้าคอยคุ้มครองต่อให้ฮ่องเต้ผู้นี้ร้ายกาจเพียงใดก็ไม่มีทางเอาชนะข้าได้!”ไป๋หลงกล่าวน้ำเสียงหยิ่งผยอง ก่อนจะเดินเข้าไปหาเสี่ยวไป๋ในร่างคน เสี่ยวไป๋แปลงร่างเป็นกระต่ายอย่างรู้งานก่อนจะกระโดดเข้าสู่อ้อมแขนของไป๋หลงที่รับมันไว้อย่างด้วยความเคยชิน
“ก็จริง มีข้าเสี่ยวไป๋คอยคุ้มครองฮ่องเต้ผู้นั้นจะทำอะไรเจ้าได้!”เสี่ยวไป๋เชิดหน้าด้วยความเย่อหยิ่งมั่นใจในตัวเอง ก่อนจะกล่าว“ข้าชักอยากเห็นแล้วว่าฮ่องเต้เฟยผู้นี้ครอบครองสัตว์เทพอสูรตนใดอยู่มันจะร้ายกาจกว่าข้าหรือไม่!”เสี่ยวไป๋กล่าวขณะคันไม้คันมืออยากต่อยตีกับสัตว์เทพอสูรของชายผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้าขึ้นมา!
ไป๋หลงสวมใส่ชุดสีดำซึ่งเป็นชุดของสำนักทำให้กลมกลืนกับสตรีชุดดำทั้งหมด หนำซ้ำเธอยังใช้ผ้าคลุมหน้าไว้ด้วยไป๋หลงใช้วิชาตัวเบาติดตามกลุ่มคนชุดดำไปขณะที่บนไหล่มีเสี่ยวไป๋เกาะอยู่เมื่อลงจากหุบเขาก็มีม้าหลายตัวถูกซ่อนไว้ข้างทางไป๋หลงขี่ม้าไปกับหัวหน้ากลุ่มสตรีชุดดำคนทั้งกลุ่มควบม้าสุดฝีเท้าท่ามกลางความมืด ไม่นานก็มาประตูวังหลวง
เมื่อคนชุดดำควบม้าพร้อมอาวุธเข้าไปใกล้ประตูวังทำให้ทหารหน้าประตูวังกุมหอกในมือแน่นเตรียมพร้อมรับการโจมตีทว่าพอหัวหน้าคนชุดดำโยนป้ายประจำตัวให้โดยไม่เปิดผ้าคลุมหน้าทหารยามก็รีบเปิดประตูและส่งป้ายคืนด้วยความนอบน้อมทันทีโดยไม่คิดจะให้คนทั้งกลุ่มปลดผ้าคลุมหน้าหรือแม้แต่ปลดอาวุธลง...
คนทั้งกลุ่มควบม้ามุ่งตรงเข้าสู่วังหลวงโดยใช้เส้นทางลับที่ตัดตรงเข้าสู่ตำหนักของฮ่องเต้ซึ่งตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยทหารมากมายซุ่มอยู่ในเงามืดบนกำแพงสูงใหญ่ทั้งสองข้างที่ขนาบเส้นทางลับไว้ เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นคนของวังหลวงเล็ดลอดเข้ามาตลอดทั้งเส้นทางธนูมากมายถูกขึ้นลูกง้างสายเตรียมยิงหากคนชุดดำทั้งกลุ่มมีท่าทีผิดปกติใดๆ
การถูกลูกธนูมากมายเล็งเป้าชวนให้เสียวสันหลังไม่น้อย...แต่สตรีชุดดำทั้งหมดนี้กลับมีท่าทางปกติราวกับคุ้นชินกับการถูกลูกธนูมากมายเหล่านี้เล็งเป็นเป้ายิง...
ในที่สุดการเดินทางก็จบลง เธอและเสี่ยวไป๋ถูกพามาทิ้งไว้ที่หน้าตำหนักของฮ่องเต้โดยมีหัวหน้าคนชุดดำที่ถอดผ้าคลุมหน้าออกคอยยืนคุมเธอเอาไว้ไป๋หลงถูกนางกำนัลค้นตัวเพื่อหาอาวุธ ถูกพบเพียงพัดหยกด้ามเดียว หลังจากพัดหยกถูกตรวจสอบเรียบร้อยว่าไม่มีกลไกอาวุธลับซ่อนอยู่ นางกำนัลก็ส่งคืนให้ไป๋หลง
“กงกง แล้วสัตว์อสูรนี่ ควรให้นางนำเข้าไปด้วยไหม”นางกำนัลถามหัวหน้าขันทีด้วยความลังเลแม้เจ้าตัวนี้จะเป็นกระต่ายขาวน่ารักน่าเอ็นดู ทว่าท่าทางของมันดูดุร้ายมากมันแยกเขี้ยวโชว์ฟันแหลมคมข่มขู่ยามที่นางกำนัลยื่นมือไปใกล้มัน
“เจ้าไม่เห็นฟันมันหรือแหลมคมขนาดนี้เกิดมันคลุ้มคลั่งทำร้ายฝ่าบาทขึ้นมาพวกเราได้หัวหลุดกันหมดแน่ ให้เอาเข้าไปไม่ได้!”กงกงถลึงตาใส่นางกำนัลผู้ถามคำถามโง่งม
เสี่ยวไป๋ขยับจมูกยื่นหน้าสูดดมซ้ายทีขวาที คล้ายได้กลิ่นบางอย่าง ก่อนจะสบตาไป๋หลง แล้วพูดออกมา“ข้าได้กลิ่นเผ่าเทพอสูร...”เสี่ยวไป๋ทำท่าสูดดมอีก “กลิ่นคุ้นเคยมากเหมือนข้าเคยได้กลิ่นที่ไหนสักแห่ง...”
ยังไม่ทันที่ไป๋หลงจะได้พูดอะไรกลุ่มนางกำนัล และขันทีทั้งหลาย ต่างถอยหลังไปหลายก้าวสีหน้าหวาดกลัวยามจ้องมองเจ้ากระต่ายที่พูดได้
“กระต่ายนี่เป็นสัตว์เทพอสูร!”ขันทีผู้เป็นหัวหน้าร้องด้วยความตกใจ“ทหาร ทหารคุ้มกันฝ่าบาท!”เสียงร้องโวยวายของหัวหน้าขันที ทำให้ทหารกลุ่มใหญ่กรูเข้ามาจากทุกทิศทางพุ่งหอกล้อมไป๋หลงและเสี่ยวไป๋เอาไว้
“พวกเจ้าเอะอะเสียงดังอะไรกัน!”สุรเสียงทรงอำนาจดังขึ้นหลังบานประตูขนาดใหญ่ของตำหนัก เพียงครู่เดียวบุรุษวัยสามสิบกว่าเจ้าของผมสีเงินและใบหน้าหล่อเหลาที่คล้ายคลึงกับเฟยหานตงแต่ดูเคร่งขรึมจริงจังกว่า ก็ปรากฏตัวขึ้นคนผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ ท่วงท่ายามก้าวเดินสง่างามสูงส่ง เต็มเปี่ยมไปด้วยบารมี กดข่มให้ผู้คนยำเกรงเขาสวมใส่ชุดสีดำปักลายมังกร แน่นอนว่าเขาคือฮ่องเต้แห่งอาณาจักรเฟยบิดาของเฟยหานตง...
เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าถวายความเคารพด้วยความยำเกรงต่อฮ่องเต้
“เราถามว่าเสียงดังอะไรกัน!”ตรัสถามเป็นครั้งที่สองสุรเสียงดุดันชวนให้เข่าอ่อน...
“กะ...กราบทูลฝ่าบาท”หัวหน้าขันทีเสียงสั่นยามตอบวาจา“เจ้ากระต่ายที่แม่นางผู้นี้นำมาด้วยเป็นสัตว์เทพอสูรพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เฟยเหลือบมองกระต่ายขาวครู่นึงเจ้ากระต่ายแยกเขี้ยวอวดฟันแหลมคมในปากทักทายกลับซ้ำมันยังมองมาด้วยท่าทางเย่อหยิ่งอวดดี ทำให้ฮ่องเต้หรี่ตามองมันด้วยความไม่สบอารมณ์
“เสี่ยวไป๋อย่าเสียมรรยาท”เสียงเด็กสาวผู้สวมผ้าคลุมหน้าบดบังรอยแผลเป็นอีกครึ่งที่เหลือกล่าวห้ามปรามเจ้ากระต่ายที่กำลังทำท่าทางอวดดีท้าทายฮ่องเต้เฟย
“เหอะ!”เจ้ากระต่ายทำเสียงไม่พอใจ ทว่าก็ยอมสงบปากสงบคำแต่โดยดี
ฮ่องเต้เฟยส่งสัญญาณให้ทหารลดอาวุธลงทำให้หอกทั้งหลายที่เล็งเป้ามาที่เสี่ยวไป๋และไป๋หลงถูกดึงกลับไป
“ถวายบังคมฝ่าบาทขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆปี”ไป๋หลงย่อกายถวายความเคารพต่อฮ่องเต้เฟย
ฮ่องเต้ผู้ที่ดูอ่อนกว่าวัยนับสิบปีอมยิ้มเล็กน้อย“เป็นเรื่องจริงสินะที่เจ้าครอบครองสัตว์เทพอสูร”ฮ่องเต้ตรัสพลางมองเด็กสาวอุ้มกระต่ายที่ค้างอยู่ในท่ายอบกาย
รอยยิ้มของพระองค์คล้ายดูเมตตาทว่าการกระทำกลับตรงข้ามเมื่อพระองค์ไม่สนใจจะอนุญาตให้นางทำตัวตามสบายเพื่อกลับมายืนในท่าปกติ....จงใจแกล้งให้ค้างอยู่ท่าถวายบังคมเช่นนั้น! ซ้ำยังกล่าววาจาต่อไปจงใจให้อีกฝ่ายค้างอยู่ในท่านั้นนานขึ้นไปอีก
“ได้ยินมาว่าก่อนที่เจ้าจะเสียโฉมนับเป็นสตรีรูปงามผู้หนึ่งน่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้ยลโฉมสาวงาม”ฮ่องเต้แสร้งถอนหายใจ
หัวหน้าขันทีเฒ่าเห็นฝ่าบาทจงใจแกล้งคนรักของรัชทายาทแล้วก็อดกลัวไม่ได้ว่าหากรัชทายาทรู้เรื่องเข้าจะมีโทสะได้ อย่างน้อยเขาก็ควรเตือนให้ฝ่าบาทเข้าไปข้างในรังแกคนแบบลับๆ ไม่ให้บ่าวไพร่เห็น!!!
“ฝ่าบาท ข้างนอกลมแรงเชิญเสด็จข้างในก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ยืนตากลมนานๆกระหม่อมกลัวพระองค์จะประชวร”ขันทีเฒ่ากล่าวด้วยท่าทางนอบน้อมทว่าส่งสายตาบอกใบ้ผู้เป็นนายว่าที่นี่คนมากเกินไป
“อ่า...นั่นสิเราตื่นเต้นมากไปหน่อยที่พบคนที่ครอบครองสัตว์เทพอสูรเช่นเรา...”ฮ่องเต้เปรยขึ้นทว่าสิ่งที่พระองค์ทำไม่ใช่ทำตามคำแนะนำของขันทีคนสนิทแต่กลับทรงยืดกายเงยหน้ามองท้องฟ้า ที่เต็มไปด้วยดวงดารา ทำท่าทางชื่นชมท้องฟ้าที่งดงามหลุดเข้าสู่โลกส่วนตัวไม่สนใจคนรอบข้าง...
‘ฆ่าฮ่องเต้ผู้นี้ทิ้งเลยดีไหม!’เสี่ยวไป๋ส่งกระแสจิตถามผู้เป็นนายด้วยความไม่สบอารมณ์เห็นอยู่ชัดๆว่าจงใจแกล้งไป๋หลงให้ยืนค้างอยู่ในท่าคำนับยอบกาย....
‘เจ้าไม่ต้องห่วงข้าคือไป๋หลงใครที่กล้ารังแกข้าข้าไม่เคยปล่อยเอาไว้อยู่แล้ว...รอดูไปก่อนว่าคนผู้นี้ต้องการอะไรกันแน่ถึงได้ส่งคนชุดดำไปรับข้ามา’ไป๋หลงตอบกลับทางกระแสจิตขณะมองฮ่องเต้เฟยด้วยแววตามุ่งร้ายวูบนึงจนคนถูกมองคล้ายรู้สึกได้จึงหันขวับกลับมามองทันที
ไป๋หลงแสร้งทำสีหน้านอบน้อมไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรขณะที่ฮ่องเต้เฟยมองกลับมาด้วยความสงสัย
“เข้าไปข้างในเถอะ”ฮ่องเต้ตรัสบอกไป๋หลงขณะหมุนกายเดินนำ ก่อนจะชะงักฝีเท้าเมื่อนึกบางอย่างออก “นำสัตว์เทพอสูรของเจ้าเข้าไปด้วยเราเป็นผู้ปกครองใต้หล้า ไม่กลัวกระต่ายตัวนึงหรอก...”ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงหยิ่งทะนงขณะก้าวเดินเข้าตำหนักด้วยท่าทางทรงอำนาจสง่างาม
‘ข้าเองก็เริ่มหมั่นไส้คนผู้นี้ขึ้นมาแล้วให้ข้าช่วยจัดการไหม!’เป่าเล่อพัดหยกของอวี้ตี้ถามทางกระแสจิต‘อยากให้ฮ่องเต้ผู้นี้เดินๆอยู่ล้มหงายท้อง ขายหน้าเล่นไหมข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้ เจ้ามนุษย์อวดดีผู้นี้ทำข้าคันไม้คันมือจริงๆ!’
ไป๋หลงได้ยินแล้วเกือบหัวเราะออกมาดีที่ยังพยายามกัดริมฝีปากสะกดกลั้นไว้ ‘น่าสนใจดีเหมือนกันฮ่องเต้เดินสะดุดพื้นหัวทิ่ม!คงเป็นเรื่องเล่าขานขบขันไปอีกนาน...’ไป๋หลงตอบกลับทางกระแสจิต‘ปล่อยเขาไปก่อน รอดูว่าเขาต้องการอะไรกันแน่... ไว้ค่อยคิดบัญชีรวบยอดก็ยังไม่สาย’ไป๋หลงเหยียดยิ้มชั่วร้ายวูบนึง
หากเธอเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาไร้ความทรงจำของเทพเซียนเธอคงหวาดกลัวฮ่องเต้ผู้นี้จนเข่าอ่อนทั้งส่งคนชุดดำไปจับตัวเธอมาเข้าเฝ้า ทั้งจงใจกลั่นแกล้งเธอ....
ไป๋หลงยืดตัวขึ้นก้าวเดินอย่างสง่างามตามหลังฮ่องเต้ผู้ที่กำลังถูกสัตว์เทพอสูร ทั้งกระต่ายและนกหมายหัวเข้าไปในตำหนัก