ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 142 ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวง

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์!

            เสียงนี้ดังก้องออกไปทุกแห่งในเขตกู่ซวีและดังอยู่นานไม่จางหายไป

            เพียงคำเดียวกลับโจมตีเข้าไปถึงจิตใจของทุกคนเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในหัวของทุกคน

            เป็นไปได้อย่างไร

            จะมีผู้ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวขึ้นได้อย่างไร

            “เขาคือผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ”

            ราชามารตะวันตกลอยอยู่ข้างๆเริ่นเสี้ยวเทียน เอ่ยถามอย่างระแวดระวัง

            “ใช่แล้วผู้ศักดิ์สิทธิ์”

            เริ่นเสี้ยวเทียนพยักหน้าเป็นการตอบรับอีกครั้ง

            “ผู้ศักดิ์สิทธิ์ในโลกมีเพียงเจ็ดคนยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีคนนี้ด้วย”

            ราชามารตะวันตกส่ายหัวยังคงไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้

            แต่พลังของอีกฝ่ายเหนือไปกว่าที่เขาจะรับรู้ได้ตอนนี้เขายังไม่ถึงขั้นจักรพรรดิเลยด้วยซ้ำแต่ไอพลังของอีกฝ่ายกลับทำให้เขารู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งมิอาจมองเห็นได้เลยว่าอยู่ในขั้นไหนแล้ว

            “เขาคือผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงฝึกตนอย่างสันโดษ ก่อนหน้านี้ตอนที่แม่ทัพเทพปรากฏตัวขึ้นข้าสงสัยอยู่แล้วคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง”

            เริ่นเสี้ยวเทียนเปิดเผยตัวตนของอีกฝ่ายออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่คนทั่วโลกยอมรับมีเพียงเจ็ดคนหากถามว่ามีคนที่แอบซ่อนอยู่อีกไหมก็ต้องบอกว่ามีซึ่งไม่มีทางที่คนทั่วไปจะรู้จักได้โดยเฉพาะขั้นราชันในหุบเขาสุขาวดียิ่งไม่น่าจะรู้

            แต่เริ่นเสี้ยวเทียนกลับรู้ได้แสดงให้เห็นว่าเบื้องหลังของเขาไม่ธรรมดาเลย

            “เขาคือข้ารับใช้ของผู้เฒ่าจี๋เล่อหลังจากผู้เฒ่าจี๋เล่อล่วงลับไปก็ขโมยของล้ำค่าของผู้เฒ่าจี๋เล่อ ทำให้ตนเองได้กลายเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้”

            เสิ่นเสวียนยืนอยู่กลางอากาศอธิบายให้ทุกคนรับรู้โดยอ้างอิงจากที่เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าวมา

            “ข้ารับใช้ของผู้เฒ่าจี๋เล่อ! เมื่อพันปีก่อน!”

            จี๋เล่อน้อยราชามารทิศเหนือ และผู้แข็งแกร่งอีกมากมายต่างถอนหายใจออกมา ไม่รู้จะกล่าวอะไรแล้ว

            “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

            จี๋เล่อน้อยถามเสิ่นเสวียน

            “เพราะก่อนหน้านี้ข้าเจอเขาในสุสานสุสานมีข้อจำกัดคือห้ามคนอายุมากกว่ายี่สิบปีเข้าไป เขาจึงหาภาพวาดภาพหนึ่งแล้วยึดครองร่างคนอื่นแฝงกายเข้าไปในภาพ จากนั้นพวกเราได้สู้กันแล้วเขาก็โดนฆ่าตายและเมื่อออกมาอยู่ด้านนอกแล้วเขาจึงมาหาข้าเพื่อแก้แค้น”

            เสิ่นเสวียนอธิบายให้ทุกคนรู้ต่อไป

            หลังจากได้ยินคำของเสิ่นเสวียนเริ่นเสี้ยวเทียนและจี๋เล่อน้อยต่างตื่นตกใจ

            พวกเขาเข้าไปในนั้นด้วยกันกลับไม่รู้เรื่องที่เสิ่นเสวียนต้องเผชิญเลยแม้แต่น้อย

            “ข้ารู้แล้วก่อนหน้านี้ที่เกิดการต่อสู้ขึ้นในถ้ำคือเจ้ากับเขา”

            จี๋เล่อน้อยคิดไปถึงร่องรอยการต่อสู้ก่อนหน้านี้และเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ทันที

            ในตอนนั้นหลังจากรับรู้ได้ถึงร่องรอยการต่อสู้เขาก็เข้าไปยังที่แห่งนั้นทันทีเมื่อไปถึงแล้วที่นั่นเหลือเพียงร่องรอยการต่อสู้เท่านั้นแต่ไม่เจอใครเลยเขาในตอนนั้นพยายามตามหาอยู่นานมากแต่ก็ไม่เจออะไร

            คิดได้ดังนั้นทำให้เขาอดเลื่อมใสเสิ่นเสวียนไม่ได้เขาใช้ชีวิตมาอย่างยาวนาน เพียงแต่ร่างกายไม่แก่ลงเท่านั้นกลับมิอาจเทียบคนรุ่นหลังอย่างเสิ่นเสวียนได้เลย

            แก่แล้วเขาแก่แล้วจริงๆ

            “คนผู้นี้อายุถึงพันปีแล้วหรือเปล่า! และยังเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วยพวกเราจะสู้เขาได้หรือ”

            ผู้นำอำนาจหนึ่งกล่าวกับเสิ่นเสวียน

            แม้พวกเขาจะอยู่ในหุบเขาสุขาวดีมานานไม่หวั่นเกรงสิ่งใดเลย แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มิอาจเอาชนะได้เช่นนี้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวอยู่เหมือนกัน

            ร่างกายมีเลือดมีเนื้อใครบ้างไม่กลัวตาย

            “หรือว่าพวกเรายอมแพ้เลยดีไหม! ไม่แน่ว่าอาจรอดชีวิตไปก็ได้”

            ผู้นำอีกอำนาจหนึ่งกล่าวขึ้น

            ระหว่างความเป็นและความตายคนโง่ยังรู้เลยว่าต้องเลือกอย่างไร

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์เจ็ดคนในทวีปหลิงโซ่วแต่ละคนมากฝีมือทั้งนั้น การต่อสู้ของพวกเขาเหนือไปจากที่ตนเองจะรับรู้ได้การยอมแพ้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

            แม้อำนาจอื่นๆจะไม่แสดงท่าทีออกมา แต่ความคิดของพวกเขาก็ชัดเจนมาก ไม่ว่าใครก็อยากมีชีวิตต่อไปต้องเผชิญหน้ากับผู้ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาไม่มีพลังที่จะตอบโต้กลับได้เลย

            ก่อนหน้านี้ที่สู้ได้เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าผู้ศักดิ์สิทธิ์จะมาที่นี่ด้วยไม่อย่างนั้นจะสู้ไปทำไม เข้าอ้อนวอนร้องขอชีวิตยังไม่ทันเลย!

            ที่ไม่แสดงท่าทีออกมาตอนนี้เพราะอยากดูว่าผู้ศักดิ์สิทธิ์จะทำอย่างไรต่อไปเพราะตนเองเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ไปแล้ว อีกฝ่ายจะยอมให้ตนเองกล่าวอะไรอีกหรือเปล่า!

            หากว่าไม่ยอมต่อให้ตนเองอ้อนวอนอย่างไรก็คงไม่เป็นผล หากว่ายอมแสดงท่าทีช้าสักหน่อยก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง

            “มดฝูงหนึ่งหุบเขาสุขาวดี ดินแดนสกปรก เดิมทีไม่คู่ควรที่จะอยู่บนโลกนี้อยู่แล้วนับแต่วันนี้ไปจงสลายหายไปซะ”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สีม่วงมอง‘ฝูงมด’ เบื้องล่างอย่างเหยียดหยามพลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “พวกเจ้าไร้ประโยชน์ยิ่งนักแม้แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ทำกันไม่ได้”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์กล่าวด้วยความโกรธทำให้แม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังตื่นตกใจจนเสียงสั่นเครือ

            “นายท่านไว้ชีวิตด้วยข้าน้อยมิกล้าอีกแล้ว”

            แม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิสองคนนั้นคุกเข่าลงตรงหน้าผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงโค้งกายคารวะไม่หยุด ต้องการให้อีกฝ่ายให้อภัยตั้งแต่เสียงอ้อนวอนไปจนถึงร่างกายสั่นเทิ้มพอมองออกได้ว่าพวกเขารู้จักนิสัยของผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงอย่างแท้จริง

            หากไม่อ้อนวอนพวกเขาคงต้องตายอย่างน่าอนาถ

            “พวกเจ้าทำข้าเสียหน้าไปแล้วไม่มีครั้งหน้าอีกต่อไปแล้ว”

            ชายชราชุดม่วงส่ายหัวพลางมองแม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิสองคน

            ทันใดนั้นเองลำแสงสว่างจ้าสองสายพุ่งออกมาจากดวงตาของผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงยิงเข้าที่ร่างของแม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิสองคนนั้นอย่างแม่นยำ

            เกราะสีเงินที่แข็งแกร่งบนร่างของพวกเขาลุกไหม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเชื้อเพลิง

            “อ๊าก!!!”

            “อ๊าก!!!”

            แม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิสองคนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเปลวเพลิงบนร่างลุกโชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆชั่วพริบตาพวกเขาได้กลายเป็นมนุษย์เพลิงไปแล้ว

            หลังจากนั้นเจ็ดลมหายใจ

            เสียงร้องโหยหวนจางหายเหลือเพียงควันฟุ้งกระจายเท่านั้น

            แม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิสองคนที่จี๋เล่อน้อยและราชามารทิศเหนือต่อสู้กันมาอย่างยาวนานยังมิอาจเอาชนะได้กลับกลายเป็นจุณในพริบตาเพียงเพราะสายตาของผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวง

            พลังของอีกฝ่ายเรียกได้ว่าน่ากลัวมาก!

            ความสามารถเช่นนี้ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนในที่นี้อย่างชัดเจน

            ความน่ากลัวและความรู้สึกไร้แรงตอบโต้ต่างรับรู้ได้

            แววตาที่มองผู้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยความเลื่อมใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวไม่มีที่สิ้นสุด

            คนเลวไม่น่ากลัวที่น่ากลัวคือคนเลวที่มีพลังไร้เทียมทาน นี่ต่างหากคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

            “ตายแล้วหรือ”

            ราชามารทิศเหนือกล่าวอย่างไม่อยากเชื่ออีกฝ่ายมีพลังแข็งแกร่งขนาดไหน เขาได้สู้ด้วยตัวเองย่อมรู้ดีแต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ศักดิ์สิทธิ์ นึกอยากให้ตายก็ตายเลยเช่นนี้ดูจะมากเกินไปหน่อยหรือเปล่า!

            “สหายเสิ่นช่วยพวกข้าด้วย พวกข้ายังไม่อยากตาย...”

            ผู้นำอำนาจเล็กๆที่กล่าวออกมาก่อนหน้านี้ได้เห็นด้านที่น่ากลัวของผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงจึงหันไปอ้อนวอนต่อเสิ่นเสวียน

            อีกฝ่ายบอกว่าจะทำลายที่นี่ให้สิ้นพวกเขาเป็นคนที่นี่ก็จะถูกทำลายไปด้วยตอนนี้คนที่ยังพอตั้งความหวังได้คงมีเพียงเสิ่นเสวียนเท่านั้น

            “อ้อนวอนเขา? ลองดูซิว่าเขาจะช่วยเจ้าได้ไหม”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงกล่าวจบลำแสงสายหนึ่งพุ่งออกมาจากดวงตายิงเข้าใส่ร่างของผู้นำอำนาจเล็กๆนั้นที่เพิ่งกล่าวไปก่อนหน้านี้ ทำให้ร่างของเขาเริ่มลุกไหม้ขึ้นมาอย่าว่าแต่เจ็ดลมหายใจเลยเสียงร้องโหยหวนจางหายไปทั้งที่ยังไม่ถึงสามลมหายใจเลยด้วยซ้ำ

            ในที่นี้มีราชามารทิศเหนือเพียงคนเดียวที่อยู่ในขั้นจักรพรรดิส่วนเหนือกว่าขั้นจักรพรรดิยังมีระดับกลาง ระดับสูง และระดับสูงสุดอีกซึ่งห่างจากขั้นศักดิ์สิทธิ์มากเกินไป

            พลังของสองฝ่ายต่างกันราวฟ้ากับเหวไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย

            “ตอนนี้ถึงคราวของเจ้าแล้วเจ้าสังหารศิษย์รักของข้าไป บอกมาเถอะ เจ้าคิดจะตายอย่างไร”

            ชายชราจื่อกวงแสดงท่าทีที่เป็นมิตรออกมาตั้งแต่แรกจนกระทั่งถึงตอนนี้เขาเปิดเผยเจตจำนงสังหารออกมาแล้วโดยไม่คิดปิดบังอีกต่อไปแสดงว่าเขาหมดความอดทนกับเสิ่นเสวียนแล้ว

            “ถึงเวลาของข้าแล้วข้ายังคิดไม่ออกเลยว่าจะตายอย่างไรดี ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดเจ้าถึงต้องการสังหารข้าขนาดนี้เพราะข้าสังหารร่างนั้นของเจ้าไปอย่างนั้นหรือ”

            เสิ่นเสวียนถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

            ขณะที่เขากล่าวในหัวของเขากำลังคิดอย่างรวดเร็ว อย่างแรกหาว่ามีวิธีใดบ้างในการรับมือจากนั้นค่อยเข้าไปหาของล้ำค่าภายในผังเมืองซานเหอที่เพิ่งคลายผนึกได้เพียงเล็กน้อยหาไปหามาก็ยังไม่เจอสิ่งที่เหมาะสม

            ทันใดนั้นเขาก็เจอขวดสีดำที่ใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้ภายในผังเมืองซานเหอ

            นี่คือขวดที่เคยบรรจุยาน้ำสกัดจากหลินจือโมรามาก่อนมันอยู่ในขั้นปฐพีซึ่งใกล้เคียงกับขั้นเซียนมาก

            “ขวดนี้ยาน้ำสกัดจากหลินจือโมรา หม่าเมี่ยน?”

            เสิ่นเสวียนกล่าวพึมพำและค่อยๆ คิดไปถึงหม่าเมี่ยนที่ช่วยเขาสกัดหลินจือโมราก่อนหน้านี้

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน