จารึกที่ 119 : ผู้เฝ้าประตูมิติ : อสูรหมอกทมิฬ
ณ ซากโบราณสถานกลางป่าหมอกลวงตา
บรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวและหนาวเหน็บจนเสียดกระดูก แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องถูกกลืนกินโดยกลุ่มควันสีดำทมิฬที่พวยพุ่งออกมาจากรอยแยกของแท่นหิน ร่างเงาขนาดมหึมาของ 'อสูรหมอกทมิฬ' ลอยตัวอยู่เหนือพื้นดิน กรงเล็บที่สร้างจากไอความมืดกรีดกรายไปมาในอากาศ ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณ
"อึก... แรงกดดันนี้มัน..." เฟิงอี้หราน กัดฟันแน่น เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก เขาพยายามสะบัดพัดจีบเพื่อสร้างเกราะไฟ แต่เปลวเพลิงที่เคยโชติช่วงกลับริบหรี่ราวกับเทียนไขต้องลม "ปราณของข้า... ฟื้นฟูไม่ทัน!"
"ระวัง!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ ร้องเตือน
อสูรหมอกทมิฬไม่รอให้พวกเขาตั้งตัว มันพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวอันใหญ่โต กรงเล็บเงาตวัดวูบเดียว ตัดผ่านเกราะไฟอันเบาบางของเฟิงอี้หรานจนแตกกระจาย
เพล้ง!
"อั่ก!" เฟิงอี้หรานกระเด็นไปกระแทกเสาหินด้านหลัง ร่างไถลลงกองกับพื้น เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปาก
"ท่านพี่!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กรีดร้อง นางสะบัดแส้อัคคีเข้าใส่ดวงตาสีแดงฉานของอสูรร้ายอย่างบ้าบิ่น
ฟึ่บ!
แต่ทว่า... แส้ของนางกลับพุ่งทะลุร่างควันของมันไปราวกับหวดใส่อากาศธาตุ อสูรหมอกทมิฬแสยะยิ้ม (หากมันมีปาก) ก่อนจะเหวี่ยงแขนเงากระแทกนางกระเด็นไปอีกทาง
"โอ๊ย!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ล้มกลิ้งไปกับพื้น สภาพดูไม่จืดทั้งพี่ทั้งน้อง
ตอนนี้ เหลือเพียง อาเจีย ที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่หน้าแท่นหิน (เพราะหนีไม่ทัน) กับอสูรระดับกึ่งก่อกำเนิดที่กำลังจ้องมองเขา... และแผนที่ในอกเสื้อของเขา
"ส่ง... กุญแจ... มา..."
มันส่งเสียงครางฮือในลำคอ ค่อยๆ ลอยเข้ามาหาอาเจีย แรงกดดันมหาศาลทำให้ขาของอาเจียแข็งทื่อ ขยับไม่ได้
"ท่านผู้เฒ่า! ช่วยด้วย! ผีจะกินข้าแล้ว!" อาเจียร้องลั่นในจิต
"ตั้งสติ! อาเจีย!" มู่เฉิน ตวาดเรียกสติ "เจ้านั่นมันเป็นกายละเอียด การโจมตีกายภาพธรรมดาทำอะไรมันไม่ได้! แต่ในทางกลับกัน... การโจมตีของมันก็ต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อทำให้เป็นรูปธรรม!"
"แล้วข้าต้องทำยังไง!? วิ่งก็ไม่ได้ สู้ก็ตาย!"
"ใช้ 'ตัวชน' ของเจ้าสิ! หัวใจศิลาที่เจ้าเพิ่งใส่เข้าไป... มันไม่ได้มีไว้แค่ประดับนะ!"
อสูรหมอกทมิฬเงื้อกรงเล็บเงาขนาดใหญ่ขึ้นฟ้า ไอความมืดควบแน่นจนกลายเป็นใบมีดสีดำสนิทที่คมกริบ หมายจะผ่าร่างอาเจียให้ขาดเป็นสองท่อน
"ตายซะ!"
ใบมีดเงาฟาดลงมาด้วยความเร็วเสียง!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย อาเจียกัดฟันกรอด นิ้วมือขยับวาดอักขระควบคุมกลางอากาศ
"เจ้าสัว! โหมดเกราะปฐพี! "
ตึง!
ร่างหยกทมิฬของ เจ้าสัว พุ่งเข้ามาขวางหน้าอาเจียด้วยความเร็วสูงสุด เท้าทั้งสองข้างปักหลักแน่นลงไปในดิน อักขระสีทองอำพันที่หน้าอกสว่างวาบขึ้น พร้อมกับแผ่นดินรอบข้างที่สั่นสะเทือน
ครืนนนน!
พลังธาตุดินจากหัวใจศิลาไหลเวียนไปทั่วร่างหุ่นเชิด สร้างม่านพลังสีเหลืองทองรูปทรงกระดองเต่าปกคลุมร่างของอาเจียและเจ้าสัวเอาไว้
เปรี้ยงงงงงง!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า แรงกระแทกจากการโจมตีของอสูรระดับกึ่งก่อกำเนิดทำเอาพื้นที่รอบข้างยุบตัวลงไปเป็นหลุมลึก ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
เฟิงอี้หรานที่นอนบาดเจ็บอยู่พยายามลืมตาขึ้นมองด้วยความหวาดหวั่น
"อาเจีย..."
แต่เมื่อฝุ่นจางลง... ภาพที่ปรากฏทำให้ดวงตาของเขากับน้องสาวต้องเบิกกว้างด้วยความตะลึง
เจ้าสัวยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม แต่ทว่า... สภาพไม่ได้ดูดีอย่างที่คิด!
ร่างหุ่นเชิด ทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง เท้าทั้งสองข้างจมลึกลงไปในดินจนถึงหน้าแข้ง เสียงลั่น เปรี๊ยะ! ดังขึ้น แขนซ้ายที่เป็นหยกทมิฬ (ซึ่งใช้รับใบมีด) เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ลามไปถึงหัวไหล่ ม่านพลังสีทองอำพันวูบไหวและหรี่แสงลงอย่างเห็นได้ชัด
"อึก...!" อาเจียหน้าซีดเผือด รีบตรวจสอบความเสียหาย "เกราะปฐพีร้าวไปสามส่วน! แขนซ้ายเสียหายหนัก! ...แต่ยังกันได้! ลูกพ่อยังไหว!"
อสูรหมอกทมิฬดูจะสับสนเล็กน้อยที่การโจมตีของมันถูกป้องกันได้ มันคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
"แข็ง... แกร่ง... ข้า... จะ... บดขยี้... เจ้า!"
มันเริ่มรวบรวมพลังความมืดอีกครั้ง คราวนี้เข้มข้นกว่าเดิม ร่างเงาขยายใหญ่ขึ้นจนบดบังแสงจันทร์
"อาเจีย!" มู่เฉินสั่งการทันที "มันกำลังจะใช้ท่าใหญ่! เจ้าสัวในสภาพนี้กันอีกทีไม่ไหวแน่! รีบใช้ 'เนตรอักขระ' หาแกนกลางวิญญาณของมันให้เจอ! จุดอ่อนเดียวที่จะสังหารกายละเอียดได้ คือทำลายแกนกลาง!"
"รับทราบ!"
อาเจียหลับตาลงวูบหนึ่ง แล้วลืมตาโพลงขึ้นมา นัยน์ตาส่องประกายแสงสีทองเจิดจ้า เขาจ้องมองทะลุผ่านกลุ่มควันหนาทึบของร่างอสูร มองลึกเข้าไปถึงโครงสร้างภายใน
...
ตัดภาพไปที่ หอสังเกตการณ์ ณ ยอดเขาพู่กันหยก
บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ กระจกมิติฉายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าหมอกลวงตาอย่างชัดเจน
เย่ปิงอวิ๋น จ้องมองภาพ 'เจ้าสัว' ที่รับการโจมตีระดับกึ่งก่อกำเนิดได้ แม้จะเสียหายหนักแต่ไม่พังทลาย ถ้วยชาในมือของนางสั่นเล็กน้อยจนน้ำชาหก
"หุ่นเชิดนั่น..." นางพึมพำ "โครงสร้างภายนอกเป็นหยกทมิฬธรรมดา... แต่แกนพลังงานภายใน... แสงสีอำพันนั่น... มันคือ 'หัวใจศิลา' ของอสูรบรรพกาล?"
หลินชิงเสวี่ย ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
"เขา... เขาไปเอามันมาจากไหน? และที่สำคัญ... เขาสามารถผสานมันเข้ากับหุ่นเชิดระดับต่ำได้ยังไงโดยที่หุ่นไม่ระเบิด?"
เย่ปิงอวิ๋นวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์
"อาเจียผู้นี้... ไม่ใช่แค่คนกะล่อนธรรมดาเสียแล้ว ศิษย์น้องหลิน... ข้าคิดว่าเราอาจจะได้เจอ 'เพชรในตม' เข้าแล้วจริงๆ"
นางหันไปสั่งการผู้คุมสอบที่อยู่ด้านหลัง
"จับตาดูต่อไป... และเตรียมหน่วยแพทย์ฉุกเฉินไว้ แต่อย่าเพิ่งเข้าไปแทรกแซง ข้าอยากรู้ว่า... เขาจะจัดการกับอสูรตนนี้ยังไง"
...
กลับมาที่สนามรบ
อาเจียแสยะยิ้มมุมปาก เหงื่อเม็ดโตไหลเข้าตาแต่เขาก็ไม่กะพริบตา
"เจอแล้ว..."
ท่ามกลางกลุ่มควันหมุนวนบริเวณหน้าอกด้านซ้ายของอสูร มีดวงแสงสีแดงเลือดหมูขนาดเท่ากำปั้นซ่อนอยู่ มันเคลื่อนที่ไปมาตลอดเวลาเพื่อหลบเลี่ยงการโจมตี
"แกนกลางของแก... อยู่นั่นเองสินะ!"
อาเจียหันไปตะโกนสั่งเฟิงอี้หรานที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้น
"คุณชายเฟิง! ท่านยังมีแรงเหลือพอจะจุดไฟแช็ค... เอ้ย จุดไฟใส่พัดท่านไหม!?"
"ข้า..." เฟิงอี้หรานหอบหายใจ เขาหยิบขวดยาฟื้นฟู (เกรดต่ำที่เหลืออยู่) กรอกเข้าปาก "พอได้... แต่แค่ครั้งเดียวเท่านั้น!"
"ครั้งเดียวก็เกินพอ!" อาเจียชี้ไปที่ร่างอสูร "ข้าจะให้เจ้าสัวตรึงมันไว้! ท่านรอจังหวะที่ข้าเปิดทาง... เล็งไปที่หน้าอกซ้ายของมัน! ยัดทุกอย่างที่มีเข้าไปตรงนั้น!"
"เข้าใจแล้ว!" เฟิงอี้หรานรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย พัดจีบในมือเริ่มเรืองแสงสีแดงอีกครั้ง
อสูรหมอกทมิฬคำรามลั่น มันพุ่งเข้าใส่อาเจียอีกครั้งด้วยความบ้าคลั่ง
"เข้ามาเลยไอ้ตัวดร็อปของ!" อาเจียตะโกนลั่น (ปลุกใจตัวเอง)
เขาบังคับเส้นด้ายวิญญาณ สั่งให้เจ้าสัว (ที่แขนหักไปข้างหนึ่ง) พุ่งสวนเข้าไปปะทะกับร่างยักษ์นั้นตรงๆ เป็นการวัดใจระหว่าง 'หินที่ใกล้พัง' กับ 'เงาที่คมกริบที่สุด'!
ตึงงงง!
แรงปะทะครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของพวกเขาทุกคน!