" พวกเราไปลองดูบ้างดีหรือไม่"เสียงของชนชั้นจอมยุทธ์ร่างเตี้ยคนหนึ่งได้ดังขึ้น ถามไปยังสหายสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ สหายของเขาเองก็เป็นชนชั้นจอมยุทธเช่นเดียวกัน ตอนแรกพวกเขาทั้งสามโดนแยกกันไปคนละบททดสอบแต่ตอนนี้เมื่อได้กลับมารวมกลุ่มจึงคิดจะลองร่วมบททดสอบครั้งนี้ดู
" ได้ไม่มีอะไรเสียหาย การประลองกับเทพกระบี่คือโอกาสที่หายากยิ่งกว่าสมบัติเทพ" จอมยุทธ์ร่างผอมอีกคนได้กล่าว คนเกือบทั้งหมดที่เป็นมือกระบี่ต่างคิดเช่นเดียวกันว่า โอกาสแบบนี้ อาจจะดีกว่าการได้สมบัติวิเศษทั้งหลายเสียอีก
"ไปกัน ลองประลองกับเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาแล้วกัน" จอมยุทธ์ร่างท้วมได้กล่าว จากนั้นทั้งสามได้กระโดดขึ้นไปยังเวทีประลอง
"พวกข้าขอเลือกประลองกับเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา" จอมยุทธ์ ร่างท้วมเป็นคนกล่าวเลือก เทพกระบี่ที่พวกเขาต้องการประลองฝีมือด้วย
แม้ทั้งสามจะเป็นสหายกันแต่ว่าทั้งสามก็ไม่ได้มีระดับพลังเท่ากัน จอมยุทธ์ร่างผอมเป็นจอมยุทธ์ขั้นต้น จอมยุทธ์ร่างเตี้ยคือจอมยุทธ์ขั้นกลาง จอมยุทธร่างท้วมคือจอมยุทธ์ขั้นสูง แต่ว่าเมื่อทั้งสามได้เข้าสู่ลานประลอง ระดับพลังของทั้งสามต่างถูกปรับให้อยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นกลางเท่ากันทั้งสามคน ตัวของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาเองก็มีระดับพลังลมปราณจอมยุทธ์ขั้นกลางเช่นเดียวกัน
" ระดับลมปราณถูกปรับแบบค่าเฉลี่ยงั้นหรือ" จอมยุทธ์ทั้งสามต่างรับรู้ได้ทันทีเมื่อ ลมปราณของเขาถูกปรับให้เท่ากัน หากลมปราณระดับสูงก็จะถูกปรับให้ต่ำแต่หากลมปราณและระดับต่ำจะถูกปรับให้สูง ให้คนภายในลานประลองนี้มีระดับลมปราณเทียบเท่ากันหมด
" ไม่แน่ว่าแบบนี้ท่าประสานของเราอาจจะรุนแรงมากขึ้น" จอมยุทธร่างผอมได้กล่าวออกมา เพราะว่าหากเป็นแบบนี้พวกเขาไม่จำเป็นจะต้อง ปรับพลังให้เท่ากันด้วยตนเอง แต่ว่าค่ายกลที่ปรับพลังให้เท่ากันแบบนี้เขาสามารถใช้พลังได้เต็มที่ การประสานกระบี่ย่อมรุนแรงกว่าเดิม จากนั้นทั้งสามไม่รอช้าออกกระบวนท่าประสานทันที
วรยุทธ์ประสาน กระบี่สามประสานคลื่นกระบี่ไตรธาตุ
คลื่นกระบี่ที่ประสานไว้ด้วยเพลงกระบี่สายวายุ เพลงกระบี่สายอัสนี และเพลงกระบี่สายเพลิง เพลงกระบี่ทั้งสามสายต่างประสานเข้ากันอย่างรวดเร็ว พลังที่รุนแรงจากลมปราณทั้งสามสายรวมเข้าเป็นหนึ่ง อีกทั้งเพลงกระบี่ทั้งสามประสานครึ่งก้าวแก่นแท้แห่งกระบี่ สร้างคลื่นกระบี่สามประสานที่รุนแรงตรงเข้าหาเทพกระบี่ เซี่ยอู๋หยา คลื่นกระบี่สามประสานที่รุนแรงสร้างแรงกดดันไปถึงคนที่อยู่นอกสนามประลอง
เพลงกระบี่สิบวายุ กระบวานท่าที่หนึ่ง สิบกระบี่วายุ
ร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา สร้างกระบี่วายุสิบ เล่มขึ้นมาด้านหลัง แต่ว่าร่างเสมือนของเทพกระบี่กับส่งกระบี่เพียงสองเล่ม เข้าไปปะทะกับคลื่นกระบี่สามประสานของสามจอมยุทธ์ สองกระบี่วายุกลับสามารถต้านทานและหยุดกระบี่สามประสานได้อย่างง่ายได้ แรงปะทะกันของทั้งสองฝั่งส่งพลังที่รุนแรงกระจายไปรอบๆ
"ต้านได้งั้นหรือ..แถมยังใช้เพียงสองกระบี่!!"จอมยุทธ์ร่างผอมกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง พลังของกระบี่สามประสานของพวกเขา เคยแม้กระทั่งดับสังหารราชันระดับสูงมาแล้ว แต่ว่าร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา กลับสามารถหยุดกระบี่สามประสานของพวกเขาด้วยกระบี่วายุเพียงสองเล่ม
เมื่อความรุนแรงจากการปะทะของทั้งสองฝ่ายเท่ากัน ร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาได้ส่งกระบี่วายุออกมาอีกหนึ่งเล่ม แต่ว่ากระบี่วายุที่เสริมมาเพียงหนึ่งเล่มนั้นกลับสามารถทำลายกระบี่สามประสานของสามจอมยุทธได้อย่างง่าย กระบี่วายุเล่มที่สามที่พุ่งออกมานั้นหลังจากที่สามารถทำลายกระบี่สามประสานลงได้ ก็ได้พุ่งไปยังจอมยุทธทั้งสามคน
“หลบเร็ว!!” จอมยุทธ์ร่างท้วมได้ตะโกนบอกสหายของตน แล้วรีบหลบกระบี่ได้อย่างเฉียดฉิว แต่ว่ากระบี่เล่มนั้นก็ยังพุ่งตรงต่อไปจนกระทั่งพุ่งไปยังผู้ชมที่อยู่ด้านล่างเวที คนที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างรีบหลบกระบี่วายุอย่างลนลาน
“อะไรกัน ร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาโจมตีมายังผู้ชมด้วยงั้นหรือ” จอมยุทธ์และนักสู้ทั้งหลายที่ดูอยู่ด้านล่างกล่าว พร้อมๆ กับขาที่อ่อนแรง หากเมื่อกี้หลบไม่พ้นพวกเขาคงได้ตายไปแล้ว
‘โอกาสมาถึงแล้ว’ อูหลินเฟิงคิดในใจ
ท่าเท้าเร้นเงาภูตมายา
จากนั้นได้รีบซ่อนตัวตนและเคลื่อนตัวไปยังจุดหมายของตัวเอง
บนลานประลองนั้นจอมยุทธ์ทั้งสามยังไม่ยอมแพ้ แม้จะถูกทำลายกระบวนท่าสามประสานกระบวนท่าแรกลงไปได้แต่พวกเขาเองก็ยังมีอีกหลายกระบวนท่าที่ยังไม่ได้ใช้ พวกเขาทั้งสามใช้กระบวนท่าอื่นต่อสู้กับร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา ต่อไปและยังมีอีกหลายครั้งที่กระบี่วายุของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาโจมตีออกนอกการประลองจนมีหลายคนต้องรีบกระโดดหลบ จนกระทั่งมีกระบี่เล่มหนึ่งที่พุ่งออกมาได้ตรงไปยังจอมยุทธ์ชุดเขียวที่อูหลินเฟิงคิดว่าเป็นอสุรกายโลหิตที่แฝงตัวมา จอมยุทธ์ชุดเขียวรีบกระโดดหลบ ระเบียบเล่มนั้นอย่างรวดเร็วเพราะเขาเตรียมตัวหลบไว้อยู่แล้ว
“โอ๊ยยยย” แต่ว่าร่างที่กระโดดหลบของจอมยุทธ์ชุดเขียวได้กระโดดหลบไปโดนตัวของอูหลินเฟิงอย่างรุนแรง
“นี่เจ้าระวังหน่อย” อูหลินเฟิงที่โดนอีกฝ่ายกระโดดใส่กล่าวออกมาอย่างหัวเสีย
“ขอโทษด้วย” จอมยุทธ์ชุดเขียวกล่าวจากนั้นได้คิดในใจว่า ‘เจ้านี่? มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?’ จอมยุทธ์ชุดเขียวคิดในใจ ครั้งล่าสุดที่เห็นอีกฝ่ายอูหลินเฟิงอยู่คนละฟากของสนามประลองแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ฝั่งเดียวกับที่เขายืนอยู่ซะงั้น
“หากมีตาคอยมองกระบี่ ก็มองรอบๆ ด้วยไ ม่ใช่กระโดดใส่ผู้อื่นแบบนี้” อูหลินเฟิงยังคงกล่าวต่อว่าอีกฝ่ายไม่หยุด
“เข้าใจแล้วเข้าใจแล้ว...ข้าจะระวัง” จอมยุทธ์ชุดเขียวยอมประนีประนอม ในการแฝงตัวครั้ครั้งนี้มันไม่ต้องการที่จะต่อสู้มากนัก ไม่อย่างนั้นหากเกิดอาการบาดเจ็บร้ายแรงมีสิทธิ์ที่จะเกิดการฟื้นฟูร่างกายอัตโนมัติ หากเป็นแบบนั้นทุกคนในที่นี้ต้องรู้แน่ว่าเขาคืออสุรกายโลหิตที่ปลอมตัวอยู่
แต่ว่าหลังจากนั้นอีกไม่นานก็ได้มีรังสีกระบี่ของสามจอมยุทธ์ที่ถูกปัดโดยเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา พุ่งตรงออกนอกลานประลองแต่ว่า รังสีกระบี่ที่สมควรจะพุ่งเลยออกไปไม่โดนผู้ใด อยู่ๆ มันก็หักเหพุ่งตรงไปหาจอมยุทธ์ชุดเขียวผู้นั้น
‘อะไรกันเหตุ!!...ใดรังสีกระบี่ถึงเลี้ยวมาหาข้า’ จอมยุทธ์ชุดเขียวคิดอย่างตกใจ จากนั้นรีบกระโดดหลบแต่ว่า
“โอ๊ย นี่เจ้าจงใจกระโดดชนข้าใช่หรือไม่” อูหลินเฟิงตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อโดนชนถึงสองรอบ
‘อะไรกันเหตุใดเจ้านี่ถึงมาอยู่ตรงนี้อีกแล้ว ข้าจำได้ว่าข้ากระโดดหนีไปอีกทางที่ไม่มีเจ้านี่อยู่แล้ว’ จอมยุทธ์ชุดเขียวคิดในใจ ราวกับว่าอูหลินเฟิงต้องการให้เขากระโดดไปโดน ไม่ว่าเขาจะกระโดดหลบไปทางไหน อูหลินเฟิงจะอยู่ทิศทางนั้นเสมอ
“เปล่า ข้าไม่ได้ตั้งใจจะชนเจ้า” จอมยุทธ์ชุดเขียวพยายามอธิบายแต่ว่า
“ถุย!! ข้ารู้ว่าเจ้าจงใจกลั่นแกล้งข้า กระโดดมาชนข้าอย่างแรงถึงสองครั้งต้องไม่ใช่เหตุบังเอิญอย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงตะโกนใส่อีกฝ่ายเสียงดัง การทะเลาะกันของทั้งสองเรียกความสนใจจากคนหลายคน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร บังอาจมากระโดดชนกันได้ถึงสองรอบ คิดว่าเป็นจอมยุทธ์แล้วจะมากระโดดชนคนอื่นได้หลายรอบอย่างนั้นหรือ อาจารย์ของข้าเป็นถึงปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุดปราชญ์วิญญาณเชียวนะ” อูหลินเฟิงตะโกนใส่อีกฝ่าย การกระทำของเขาสร้างความแปลกใจให้กับคนที่รู้จักเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นไป๋หลันฮวา หรือ อูหมินจิง
..
“พี่ชายของเจ้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ” ไป๋หลันฮวาถามคนข้างๆ อย่างแปลกใจ นางไม่คิดว่าอูหลินเฟิงจะเป็นคนแบบนี้ พอโมโหถึงกับกล่าวอ้างชื่อของปราชญ์วิญญาณกับคนที่แข็งแกร่งกว่า
“ไม่ ท่านพี่ไม่ใช่คนแบบนั้น ตั้งแต่เด็กจนโตข้ายังไม่เคยเห็นพี่ชายของข้าโมโหแม้แต่ครั้งเดียว ต่อให้เขาโมโหข้าคิดว่าเขาคงสามารถเก็บอาการได้ดีกว่านี้” อูหมินจิงกล่าวอย่างแปลกใจจากนั้นก็จับไปยังกระบี่ของตน พร้อมจ้องไปยังจอมยุทธ์ชุดเขียว คนนั้น
“จอมยุทธ์คนนั้นต้องมีอะไรบางอย่างแปลกๆ แน่” อูหมินจิง ที่รู้จักนิสัยของพี่ชายเป็นอย่างดีได้กล่าวออกมา
..
“ก้มกราบข้าเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้น หลังจากนี้ข้าจะให้อาจารย์มาจัดการเจ้า” อูหลินเฟิงยังคงตะโกนใส่อีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง สร้างความแปลกใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก
‘ลูกศิษย์ของปราชญ์วิญญาณเป็นคนเช่นนี้หรอกหรือ’ หลายคนคิดไปในทางเดียวกัน อูหลินเฟิงในตอนนี้คล้ายกับคุณชายเสเพลที่ไม่ได้เรื่อง หากมีเรื่องราวกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าก็มักจะนำชื่อของคนที่ยิ่งใหญ่ออกมากล่าวข่มคนอื่น
“จะรังแกกันเกินไปแล้ว” จอมยุทธ์ชุดเขียวได้กล่าวออกมา เขาเองก็เริ่มหมดความอดกลั้นแล้วเช่นกัน
“ไม่ยอมใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็ส่งแขนของเจ้ามาเป็นคำขอโทษซะ” อูหลินเฟิงได้กล่าวจากนั้นผนึกพลังลงในกระบี่ฟันไปยังจอมยุทธ์ชุดเขียวตรงหน้า
จอมยุทธ์ชุดเขียวที่ระวังตัวอยู่ตลอดเวลาได้ยกกระบี่ของตนขึ้นมาป้องกันแต่ว่า กระบี่ที่สมควรจะปะทะกัน กระบี่ของอูหลินเฟิงที่กำลังจะปะทะเข้ากับกระบี่ของจอมยุทธ์ชุดเขียวได้หายไปไม่เกิดการปะทะกันของกระบี่ขึ้น
‘ภาพมายา แย่ละ!!’ ข้อมูลเรื่องการใช้ภาพมายาของอูหลินเฟิง เป็นข้อมูลที่อสุรกายโลหิตทุกตัวจะต้องทราบ เนื่องจากนายท่านจะให้ข้อมูลนี้แก่อสุรกายโลหิตทุกตัว แต่ว่ากว่าเขาจะรู้ตัวก็สายเกินไป แขนอีกข้างที่ไม่ได้จับกระบี่ถูกตัดออกด้วยกระบี่ที่มองไม่เห็น ภาพการตัดแขนของอูหลินเฟิงที่เหมือนคุณชายเสเพลที่ไร้เหตุผลตัดแขนผู้อื่นนั้นสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่นึกว่าลูกศิษย์ของปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุดจะเป็นคนเช่นนี้ ถึงกับตัดแขนผู้อื่นเพราะโดนชนเพียงไม่กี่ครั้ง
แต่ว่าพวกเขาที่ตื่นตกใจกับนิสัยของอูหลินเฟิงได้ไม่นาน ก็มีเรื่องที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่า ร่างที่โดนตัดแขนออกไปของจอมยุทธ์ชุดเขียว กลับค่อยๆ ฟื้นฟูอย่างรวดเร็วเพียงไม่นานแขนของจอมยุทธ์ชุดเขียวก็ฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น
“อะไรกัน!! รูปแบบการฟื้นฟูแบบนั้น...หรือว่าอสุรกายโลหิต” จอมยุทธ์ที่เห็นการฟื้นฟูนั้นอย่างชัดเจนได้กล่าวขึ้น ข้อมูลของอสุรกายโลหิตได้รั่วไหลไปทั่วทั้งทวีป ความสามารถในการฟื้นฟูระดับสูงเองก็เป็นความสามารถของอสุรกายโลหิตที่คนทั่วไปต่างทราบกันดี
‘แย่ล่ะสิ หรือว่าเจ้านี่รู้ว่าข้าเป็นใคร ทำแบบนี้เพื่อเปิดโปงข้าอย่างนั้นหรือ’ จอมยุทธ์ชุดเขียวได้คิดในใจ เขาคิดว่ามันแปลกๆ ตั้งแต่ที่เขากระโดดไปชนอีกฝ่ายตั้งแต่ครั้งแรกแล้วทั้งๆ ที่ตอนแรกเขาและอูหลินเฟิงยืนอยู่คนละฝั่งของสนามแท้ๆ ราวกับว่าชายตรงหน้าต้องการให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น
“อสุรกายโลหิตของ แดนจันทราโลหิต แทรกซึมเข้ามาในสุสานแห่งนี้ หรือว่าคิดจะสังหารพวกเราแล้วแย่งชิงมรดก” เสียงของจอมยุทธ์บางคนกล่าวขึ้นมา คำกล่าวนั้นราวกับเป็นคำพูดที่ทำให้คนที่อยู่ตรงนี้คิดไปในทางเดียวกัน แต่ละคนต่างชักกระบี่ออกมามองไปยังอสุรกายโลหิตเป็นทางเดียว การกระทำของแดนจันทราโลหิตนั้นคือการประกาศสงครามกับราชวงศ์โชติช่วง แดนศักดิ์สิทธิ์ที่ปกครองทวีปปราณฟ้า นั่นรวมถึงการโจมตีหอเทพโอสถ สถานที่สำคัญในการซื้อขายโอสถวิเศษของจอมยุทธ์ภายในทวีป การกระทำนั้นสร้างความโกรธแค้นไปทั่ว
“ตายซะไอ้เจ้าอสุรกายชั่ว”
“ข้าจะเป็นคนสังหารเจ้าเอง”
“ตายซะ”
“รับกระบี่ของข้าไป”
จากนั้นรังสีกระบี่หลายเล่มต่างพูดตรงไปหาอสุรกายโลหิตในร่างของจอมยุทธ์ชุดเขียวทันที การโจมตีอย่างรุนแรงของคนหลายสิบคน แต่ว่ารังสีกระบี่ทั้งหลายกลับไม่มีรังสีกระบี่เล่มไหนที่ตัดโดนแก่นโลหิตภายในร่างของจอมยุทธ์ชุดเขียวเลยแม้แต่อันเดียว จอมยุทธ์ชุดเขียวจึงสามารถฟื้นฟูร่างกายได้เรื่อย
“พอได้แล้วเจ้าพวกเศษสวะ” จอมยุทธ์ชุดเขียวได้ตะโกนออกมา พร้อมกับโคจรลมปราณธาตุวายุภายในร่างกาย อันเป็นลมปราณดั้งเดิมของร่างกายนี้ ประสานเข้ากับเพลงกระบี่อันยอดเยี่ยม และร่างกายที่สามารถฟื้นฟูได้เรื่อยๆ เข้าต่อสู้กับจอมยุทธ์และนักสู้หลายคนที่พุ่งเข้ามา การตอบโต้ของจอมยุทธ์ชุดเขียว ถึงกับสามารถสังหารจอมยุทธ์ขั้นต้นและนักสู้ระดับหกขั้นสูงได้หลายคน ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าไปหาอูหลินเฟิงคนที่เปิดโปงว่าเขาคืออสุรกายโลหิต
“อะไรกัน พุ่งเข้าตรงๆ แบบนี้โมโหงั้นหรือ?” คราวนี้อูหลินเฟิงไม่ได้ตะโกนอีกต่อไป เขาพูดด้วยน้ำเสียงยียวนของตัวเองเหมือนเดิม อูหลินเฟิงหลังจากที่ได้ประสานเข้ากับจิตวิญญาณของมังกรเหมันต์ เขาได้รับพลังใหม่มาซึ่งกำลังอยากทดสอบพลังนั้นอยู่พอดี
“ข้าจัดการเจ้านี้เอง” อูหลินเฟิง บอกกับนักสู้ที่พยายามเข้าไปสู้กับอสุรกายโลหิต เมื่อได้ยินดังนั้นนักสู้และจอมยุทธ์หลายคนต่างหยุดมือ คอยมองว่าอูหลินเฟิงที่จัดการอสุรกายตายยากที่มีระดับลมปราณสูงกว่าตนเองอย่างไร ตอนนี้พวกเขามีความคิดอีกอย่างในหัวคืออูหลินเฟิงอาจจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายคืออสุรกายโลหิต แต่เมื่อกี้คือการแสดงละครเพื่อเปิดเผยตัวตนของอีกฝ่ายเท่านั้น
..
..
จบตอน