ผมพยายามรวบรวมสติแล้วส่งยิ้มเฉไฉให้นักแสดงที่จ้างมา
“ท่านหมายความว่าไงครับ”
“เรารู้ว่าท่านปิดบังเราบางอย่าง เรายอมรับว่าไม่มีหลักฐานหรอกนะถ้าพูดไปน่าจะเป็นการกล่าวหาเปล่า ๆ คิดเสียว่าเป็นแค่ความรู้สึกของนักแสดงที่คลุกคลีอยู่ในวงการมา30 ปีคนหนึ่ง...เรามองออกว่าคนไหนโกหก คนไหนพูดจริง อิสราเป็นคนบริสุทธิ์ใจ แต่ท่านกำลังหลอกเขาอยู่ไม่ใช่แค่การแสดง หรือกลั่นแกล้งธรรมดาประสาเพื่อนแน่ ๆ แต่เป็นการหลอกลวงแบบจงใจ”
คำพูดของนักแสดงอาวุโสแทงทะลุใจผมราวกับหอกแหลมรอยยิ้มที่ผมพยายามปั้นแต่งขึ้นมาคงจะดูฝืดเฝื่อนเต็มทน เธอล่วงรู้ความลับผมอย่างนั้นหรือเป็นไปไม่ได้ เธอพูดเองว่าไม่มีหลักฐานด้วยซ้ำ นี่เป็นแค่ความสงสัยของเธอเท่านั้น
“เรามีเรื่องอะไรต้องปิดบังท่านเหรอ”ผมยังปากแข็งทั้งที่น้ำเสียงตนเองฟังดูไม่มั่นคงแม้แต่น้อยเธอส่ายหน้าคล้ายเอือมระอา แววตาที่จ้องมาเต็มฉายชัดถึงความผิดหวัง
“ไม่รู้สิ แต่ท่านน่าจะรู้แก่ใจ เผลอ ๆท่านจะไม่บอกเพื่อนสนิทคนไหนเลย ตอนที่ธรณีมาขอร้อง เราก็เริ่มเอะใจแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่อ่านใจยากกว่าท่านมากเพราะแทบจะไม่แสดงสีหน้าท่าทางอะไรเลย เราไว้ใจธรณี เลยกล้าตกปากรับคำ”
“แล้วทำไมท่านถึงช่วยเรา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเราอาจจะโกหก”คำถามนี้ยังค้างคาใจผม อามาเน่ทำหน้าครุ่นคิด
“ก็หลายเหตุผลนะ หนึ่งเราไม่มีหลักฐานเอาผิดท่านได้สองเราไม่รู้เลยว่าจุดประสงค์ที่ท่านต้องไปหลอกผู้หญิงคนนั้นคืออะไร ดีหรือร้ายถ้ามองแง่บวกอาจเป็นกรณีเดียวกับที่ลูกหลานไม่ยอมบอกเรื่องมะเร็งระยะสุดท้ายให้คนไข้รู้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตไปอย่างมีความสุข เราจึงไม่ใช่คนตัดสินสามคือเรารับเงินมัดจำมาแล้ว ต้องทำตามบทบาทหน้าที่เราให้ดีที่สุดเป็นเหมือนสัญญาใจอย่างหนึ่ง”
หญิงสูงวัยถอนหายใจยาวก่อนกล่าวปิดท้าย“ถือว่าเราไม่รับรู้แล้วกัน ไม่ใช่กงการอะไรของเราตั้งแต่แรกอยู่แล้วจะเตือนตัวเองว่าแค่ทำตามค่าจ้าง แต่เราคงไม่รับงานจากท่านอีกแล้วครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ได้แต่หวังว่าถ้าสิ่งที่ท่านทำกับผู้หญิงคนนั้นเป็นเรื่องโกหกท่านจะคิดได้ แล้วกลับไปเปิดเผย ความจริงให้เขาฟัง”
ผมเมียงมองนักแสดงหญิงเดินไปล้างมือในห้องครัวแล้วเก็บของใส่กระเป๋าเป้ของตนเองเตรียมพร้อมเดินทางกลับ
“ท่านรีบกลับไปแล้วเดี๋ยวอิสราจะรอนาน” เธอเตือนสติเมื่อเห็นว่าผมยืนแน่นิ่งไม่ยอมไปไหน
“แล้วค่าจ้างท่านที่เหลือล่ะ”
“เราเอาแค่นี้ก็พอแล้ว พูดตรง ๆ คือไม่สะดวกใจที่รับเงินทั้งหมด” คำตอบของอามาเน่ทำให้ผมดูเป็นตัวร้ายขึ้นมาในทันที
ไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียงแล้วผมเลยขอบคุณเธออีกครั้งก่อนวิ่งไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรอหน้าบ้าน
“ทำไมท่านไปนานจังถ้าช้ากว่านี้อีกสามนาที แท็กซี่จะยกเลิกอัตโนมัติแล้ว”อิสรากล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว ซ้ำเติมจิตใจผมให้รู้สึกผิดหนักขึ้นอีกหากลูกค้าคนไหนถูกยกเลิกจะถูกลงโทษโดยการห้ามใช้แอปเรียกคันอื่นอีกเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อป้องกันการเล่นพิเรนทร์แกล้งเรียกแท็กซี่มาเล่น ๆ ไม่ยอมใช้บริการ
“ขอโทษนะ เราทำบัตรหายแม่กับเราช่วยกันหา กว่าจะเจอ...ท่านยังไปทันใช่ไหม” ผมตอบความคิดแวบแรกออกไป
“ไม่เป็นไรแม่เราเพิ่งโทรมาบอกว่าไม่ต้องรีบกลับก็ได้”
อิสราเริ่มใจเย็นลงบ้างแล้วเธอกดปุ่มบนจอภาพตรงคอนโซลรถ แล้วพาหนะสี่ล้อคันนี้ก็เคลื่อนตัวออกไป
--------------------
“เราได้แต่หวังว่าถ้าสิ่งที่ท่านทำกับผู้หญิงคนนั้นเป็นเรื่องโกหก ท่านจะคิดได้ แล้วกลับไปเปิดเผยความจริงให้เขาฟัง”
คำพูดของอามาเน่ ยังก้องอยู่ในหัวผม
“ความจริงที่เลวร้ายที่สุดก็ยังดีกว่าการโกหกหลอกลวงที่แนบเนียนที่สุด” ผมกระซิบบอกตัวเอง พลันรู้สึกคุ้นกับคำคมนี้อย่างประหลาดแต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินมาจากที่ไหน
“ท่านบ่นอะไรเหรอ”หญิงสาวที่เดินขนาบข้างผมถามขึ้น เธอคงได้ยินเสียงพึมพำ
“เปล่า ไม่มีอะไร” ผมสั่นศีรษะหันไปชื่นชมบรรยากาศยามค่ำคืนรอบตัวต่อแทน ผมกับอิสรากำลังเดินในสวนสาธารณะ นิภาราตรีที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟกลาง ทีแรกผมก็นึกว่าเธอจะรีบกลับไปหาครอบครัวแต่ดันชวนผมไปเดินเล่น บอกว่าไหน ๆ ก็มาแล้วอยากลองมาเที่ยวที่นี่ดูตอนเธอเผลอผมเลยต้องรีบถามไอรินเตรียมข้อมูลไว้เผื่อมีเหตุฉุกเฉินคิดถูกแล้วที่ไปเคลียร์กับอามาเน่ไว้ล่วงหน้า ไม่งั้นฝ่ายโน้นคงรอเก้อ
{ เพิ่งรู้ว่าสวนสาธารณะของยุคนี้เปิดตลอด24 ชั่วโมงเพื่อให้คนที่ใช้ชีวิตกลางคืนมีโอกาสมาเยือนอิสราเล่าว่าเคยมีการประท้วงให้หน่วยงานราชการจัดเวรยามเปิดทำงานกะกลางคืนด้วยเพื่อความเท่าเทียมแต่สุดท้ายก็รณรงค์ไม่สำเร็จ เพราะติดข้อจำกัดหลายอย่าง อีกทั้งสิ้นเปลืองงบประมาณจึงให้สิทธิการลากิจแก่คนที่ทำงานกลางคืนเป็นกรณีพิเศษแทน }
แม้ว่าเพียงสองทุ่มจะเป็นแค่ช่วงหัวค่ำแต่บรรยากาศในสวนสาธารณะแห่งนี้เงียบสงัดจนวังเวงไม่อยากนึกภาพว่าดึกดื่นเที่ยงคืนจะเป็นเช่นไร ผิดกับสวนแบบเดียวกันในจังหวัดผมอาจเป็นเพราะว่าเสมาเป็นเมืองเล็ก ๆที่เงียบสงบเมื่อเทียบกับพฤฒธานีที่มีประชากรมากกว่าสามเท่าพวกเราเดินไปทางที่ปูด้วยหินภายใต้แสงไฟสลัว ๆ เป็นระยะต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของสวนอาจดูเขียวขจีให้ความร่มรื่นในช่วงกลางวันแต่ตอนนี้มันกลายเป็นเงาทะมึนขนาดใหญ่จนน่าหวาดผวา ผมพยายามเก็บซ่อนอาการกระสับกระส่ายของตนเองและเอามือไพล่หลังเพื่อปกปิดขนแขนทั้งสองข้างที่ลุกชัน
“แถวบ้านเราก็มีสวนแบบนี้เหมือนกันตั้งแต่เด็กเราเดินลัดผ่านบ่อย เป็นทางกลับจากโรงเรียน”อิสราคุยจ้อไม่หยุดอยู่ฝ่ายเดียวต่อเนื่องมาตั้งแต่บนรถแท็กซี่ เธอกล่าวขอโทษผมอีกครั้งเรื่องที่เสียมารยาทละลาบละล้วงเรื่องพ่อจากที่ฟังดูเหมือนว่าเธอจะคลายความสงสัยว่าทั้งหมดคือเรื่องลวงโลกไปแล้วแน่นอนว่าผมปลอบใจเธอซ้ำว่าไม่เป็นไรในตอนนี้เธอเล่าไปถึงเรื่องที่แม่เธอชอบผิดสัญญาไม่ยอมไปรับเธอเพราะติดสอนหนังสือเด็กนักเรียนภายใต้บรรยากาศอันเงียบงัน ผมว่าเสียงเธอน่าจะได้ยินไปถึงเกือบครึ่งสวน
“แม่บอกให้เรานั่งรถแท็กซี่อัตโนมัติกลับแต่เราไม่ค่อยชอบที่แม่ผิดสัญญาเลยแอบหนีไปเที่ยว นึกคิดย้อนตอนนี้ก็ตลกดี”
อิสราสารภาพหมดเปลือกไม่ใช่ว่าไม่โตพอจะทำอะไรด้วยตนเองเธอแค่ไม่ชอบการผิดคำพูดที่ให้ไว้กับคนในครอบครัวจึงประชดแม่ด้วยการไปเที่ยวที่นู่นนี่กับเพื่อนการเดินทางค่อนข้างสะดวกสบายจึงไปได้ไกล ทว่าประสบการณ์เหล่านั้นก็ช่วยเปิดโลกเปิดมุมมองใหม่ ๆ จากนั้น
{ “เราสงสัยมานานทำไมท่านถึงนับถือศาสนาพุทธ” หญิงสาวพูดวกไปถึงเรื่องศาสนาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ
“เราว่า ศาสนาพุทธมีส่วนคล้ายวิทยาศาสตร์นะ สอนให้ทดลองปฏิบัติ มีประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง”ผมชี้แจงจนอีกฝ่ายพยักหน้าอย่างเข้าใจ อิสรากล่าวเสริม
“คนที่เลือกนับถือศาสนาอยู่จะไม่ได้เชื่อ100% ตั้งแต่แรก แต่มักจะตั้งต้นจากการหาทางออกแก้ปัญหาความทุกข์บางอย่างพอได้ไปสัมผัสแนวคิดของศาสนานั้นก็จึงรู้สึกคลิ๊กกับประสบการณ์ตรงของตัวเอง จากนั้นจึงเริ่มทดลองปฏิบัติตามแนวทางของศาสนานั้นเพิ่มทีละน้อยหากตอบโจทย์ก็จะไปต่อ แต่หากไม่ตรงก็พร้อมที่จะถอยออกมา คนที่จริงจังในเรื่องนี้บางคนผ่านการเป็นนักบวชมาแล้วสิบศาสนา” }
ผมยกมือให้อิสราหยุดและชี้ไปที่โดมอันหนึ่งที่สว่างไสวด้านขวามือ ดูโดดเด่นกว่าจุดอื่นป้ายตรงปากประตูทางเข้าเขียนว่า สวนดอกไม้ตามใจ
“เราเข้าไปดูกันดีไหม”คำชวนของหญิงสาวตรงใจผม อย่างน้อยก็มีแสงสว่างให้ผ่อนคลายบ้าง
เมื่อก้าวย่างเข้าไปภายในจึงเข้าใจความหมายของชื่ออิสรามองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทีตื่นตาตื่นใจ สักพักก็มาหยุดยืนที่แป้นควบคุมตรงกลางโดมพอกดปุ่มบางอย่างสักพักหนึ่งการจัดแสดงดอกไม้ภายในห้องก็เปลี่ยนไปผมจึงตระหนักทันทีความสวยงามนี้เป็นภาพฮอโลแกรมที่เสริมบรรยากาศด้วยการพ่นไอน้ำและปล่อยกลิ่นให้ดูสดชื่นเหมือนจริง
“ว้าว เทคโนโลยียุคนี้ สุดยอดไปเลย”ผมอ้าปากค้าง มองไปรอบ ๆ ดอกไม้สีสันหลากหลายเฉดกำลังเบ่งบานสะพรั่งต่อหน้าต่อตาเมื่อหญิงสาวกดปุ่มออกคำสั่งอีกชุดพวกมันก็โบกพริ้วไปมาพร้อมกับสายลมที่พัดมาจากท่อที่ซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งสมจริงราวกับเป็นพรรณไม้ที่มีชีวิต มีแมลงปีกแข็งตัวหนึ่งบินโฉบผ่านไปต่อหน้าต่อตาผม
“ท่านพูดเหมือนกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อนห้องแบบนี้มีแทบทุกสวนสาธารณะเลยนะ” เธอหรี่ตามองมาอย่างสงสัย ผมจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ พร้อมกับแก้ตัวไปอย่างข้าง ๆ คู ๆ ไม่รู้อีกฝ่ายจะเชื่อแค่ไหน
“ท่านก็รู้ว่าเราไม่ค่อยชอบเที่ยวเราชอบหมกตัวในห้องเล่นเกมทั้งวัน”
“เหรอ...งั้นก็ดีเลยเราจะได้พาท่านไปเปิดหูเปิดตาดูบ้าง” อิสราพูดแล้วชี้ให้ใบไม้แฉก ๆ เหมือนโล่สลับเฉดสีขาวเขียว ซึ่งเป็นภาพเสมือนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าชื่อพันธุ์ไม้ที่เธอร่ายออกมามีทั้งที่เคยได้ยินทั่วไปอย่างเฟิร์น กล้วยไม้หน้าวัว แคคตัส และชื่อแปลกหูอย่างมอนสเตอร่าใบด่าง ปาล์มบังสูรย์ หญ้าช้องยอมรับว่าจำชื่อที่เธอบอกมาได้ไม่หมดแต่เห็นได้ชัดว่านักข่าวสาวรอบรู้ทางชีววิทยาพอควร ลีลาท่าทางท่วงทำนองเหมือนกับพูดสดมากกว่าการอ่านจากข้อมูลที่เอไอป้อนให้
สักพักหนึ่งอิสราก็ก้าวออกจากโดมไปถัดจากประตูทางออกก็เจอห้องน้ำสาธารณะทางด้านขวามือมีรูปสัญลักษณ์แปลกตาอันหนึ่งเขียนอยู่บนป้าย ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนมันเป็นเครื่องหมายวงกลมที่มีลูกศรกับเครื่องหมายบวกแบบชายหญิงปกติแต่มีสามคู่วางเป็นรูปสามเหลี่ยม แต่ละคู่ก็ไขว้ซ้อนทับกันความมืดทำให้ภาพดูเลือนรางจนผมต้องหยุดยืนแล้วยื่นหน้าไปเพ่งดูใกล้ ๆ
“ท่านเคยเห็นห้องแบบนี้รึเปล่า”อิสราถาม อาจแฝงเจตนาจ้องจับผิดอีก ผมเลยชิงตอบรับไปก่อน
“อ๋อ เคยสิ”ชั่วพริบตาไอรินก็ประมวลผลเสร็จ งานจับใจความทำให้ผมพัฒนาทักษะการอ่านในทุกวันเพียงแค่สามวินาก็จับใจความได้มากพอจะชี้แจงให้เธอฟังได้อย่างเป็นธรรมชาติ
“ห้องเซ็กซ์รูม(Sex room) ไงเหมือนเป็นโรงแรมม่านรูด” ผมตอบอย่างรีบเร่งจนไม่ได้ระวังคำพูดแต่คงไม่จำเป็นเพราะอิสราเองก็ไม่ใช่คนปกปิดใด ๆ ทั้งสิ้นแม้แต่เรื่องส่วนตัวหนก่อนก็พูดถึงเพศสัมพันธ์กลางโต๊ะอาหารครอบครัวโดยไม่กระดากอาย เดาว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเพิ่มประชากรที่จัดห้องสำหรับกิจกรรมทางเพศไว้ให้เข้าถึงโดยง่าย
“ไม่เหมือนซะทีเดียวนะห้องแคบกว่า มีแค่เตียง ถุงยางอนามัยฟรี เซ็กซ์ทอยฟรี กับห้องน้ำในตัวพอเป็นสวัสดิการเลยมีของเท่าที่จำเป็น”
“ท่านเคยเห็นข้างในเหรอ”ผมอยากตบปากตัวเอง ที่อาจหาญถามตรง ๆ แบบนั้น ดูเสียมารยาทอย่างมากอิสราไม่ได้ระแคะระคาย แถมเปิดเผยจนหมดเปลือกตามค่านิยมของคนยุคนี้
“อืม แต่นานมาแล้วนะตั้งแต่คบกับแฟนคนเก่า” อิสราตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ปราศจากความเขินอายผมอ้ำอึ้งเมื่อได้ยินสังคมยุคนี้ก้าวล้ำจนการมีเพศสัมพันธ์กลายเป็นกิจกรรมปกติในสังคมแบบในอารยธรรมโลกตะวันตกในยุคผมพอรัฐบาลยอมรับธรรมชาติข้อนี้จึงออกนโยบายสนับสนุนการมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัยแนวคิดเดียวกับห้องไว้สำหรับสูบบุหรี่ยิ่งพอมีนโยบายส่งเสริมการมีลูกก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องแปลกโรงอาบน้ำรวมแบบสวิงกิ้งยังมีมาแล้ว ตั้งแต่ได้ยินจากปากพ่อเธอว่าลูกไม่บริสุทธิ์ผมก็ไม่กล้าถามรายละเอียด จนกระทั่งตอนนี้ได้รับรู้จากเจ้าตัวว่าเป็นแฟนคนเก่าที่ชื่อคลอว์ผมกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย คำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้ก็คือความอิจฉา
“ท่านยังไม่เคย มีเซ็กซ์ที่นี่ใช่ไหม”หญิงสาวถามผมกลับ
“ไม่เคยทำที่นี่” ผมพูดจริงไม่ได้เจตนาโกหกในเมื่ออีกฝ่ายยอมเผยข้อมูลออกมาก่อนคำตอบบ่งบอกเป็นนัยอยู่แล้วว่าผมไม่ได้บริสุทธิ์ผมกล้าสาบานเลยว่าก่อนหน้านี้เคยมีเพศสัมพันธ์กับอันธิยาแค่คนเดียวอิสราไม่ถามเรื่องนี้ต่อ คงมองว่าอิสระของการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ
“จริงรึเปล่าที่เขาลือกันว่าท่านชอบขอไปเข้าห้องน้ำเพื่อช่วยตัวเองบ่อย ๆ” เธอเปลี่ยนประเด็นกะทันหัน แย่กว่าเดิมอีกทำไมเธอถึงกล้าถามตรง ๆ ราวกับผมเป็นดาราที่โดนคุกคามเรื่องส่วนตัวได้เข้าใจความดีว่าเธอหมายถึงอะไร ช่วงแรก ๆ ที่ผมมาทำงานใหม่ ๆ เวลาคุยกับใครแล้วเข้าตาจนผมจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อไปใช้มือถือค้นหาข้อมูลเรื่องนั้น ๆถ้ารู้ว่าเอวีเอสอีสะดวกสบายขนาดนี้ อาจจะข่มใจตัวเองยอมใช้ตั้งแต่แรกทีนี้พอทำบ่อยเข้าเลยโดนเอาไปซุบซิบนินทาสนุกปาก
“ตลกละ ท่านเอาอะไรมาพูดเนี่ย”ผมปฏิเสธ พยายามยิ้มให้ดูตลก แต่ซ่อนความขุ่นเคืองไว้ “เราไปเข้าห้องน้ำจริง ๆสงสัยช่วงนั้นจะกินกาแฟเยอะไปหน่อย เพราะต้องปรับตัว”
“ก็ว่าอยู่ท่านไม่น่าจะไปเข้าลัทธิเดียวกับไมตรีหรอก” อิสราหัวเราะเบา ๆผมได้ยินมาว่าหัวหน้าชอบหายตัวไปบ่อย ๆคนเลยลือว่าเขาจะเข้าร่วมลัทธิสภาวะธรรมชาติที่มีพฤติกรรมการช่วยตนเองเป็นหมู่คณะแค่คิดก็สะอิดสะเอียนแล้ว ผมเชื่อว่าคนปล่อยข่าวเรื่องผมคนแรกต้องเป็นชายหน้าหล่อเจ้าเดิมอีกแน่
อิสรายังไม่หยุดถลำลึกเพียงเท่านี้เธอพาเข้าป่าเข้าพงใจกลางสวนสาธารณะ ผมจำเป็นต้องตามไปแม้จะกริ่งเกรงเพียงใดไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงผู้นี้ถึงอยากรู้อยากเห็นนักหนาทั้งที่ไม่ได้ตกแต่งด้วยแสงไฟสวยงามตระการตาอะไรทั้งสิ้นตรงกันข้ามผู้คนยิ่งเบาบางลง เสาไฟก็ยิ่งน้อยลง และตั้งห่างกัน ราวกับตั้งใจสร้างไว้นอนดูดาวตามชื่อสวนนิภาราตรีแต่ดวงดาวบนท้องฟ้าดันไม่ได้สวยงามอลังการเพราะถูกแสงไฟในเมืองรบกวนตอนนี้เงียบจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้อง ปนกลับเสียงเพลงบรรเลงเบา ๆที่แว่วมาแตะโสตประสาท ผมจับทิศทางของมันไม่ถูก ลำโพงอาจจะซ่อนอยู่ทีใดที่หนึ่งในพุ่มไม้ถ้าเป็นกลางวันคงรู้สึกไพเราะ แต่พอเป็นกลางคืนเลยรู้สึกหลอนอย่างบอกไม่ถูก
“ท่านไม่รีบกลับเหรอ”ผมตัดสินใจถามอิสราอีกครั้ง ความมืดทำให้ผมนึกถึงวัยเด็กของตนเองสมัยนั้นบ้านของผมสร้างห้องน้ำไว้นอกตัวบ้านผมต้องเดินเปล่าเปลี่ยวไปเข้าห้องน้ำในยามค่ำคืนท่ามกลางเสียงหมาสลับกันหอน
“ไม่เป็นไรค่ะแม่เราเพิ่งติดต่อมาเมื่อครู่ว่าให้เราจัดการตัวเองไปเลยพวกท่านทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว” อิสรายิ้มอย่างสดใส ไม่ได้มีแววตาหวั่นกลัวเลยบางทีความอยากรู้อยากเห็นก็ควรมีขอบเขตบ้าง
ผมจำใจเดินตามเธอไปตามทางเดินแคบ ๆแสงไฟจากโคมส่องเป็นจุด ๆ ทำให้เกิดเงาสลัวบนพื้นบางครั้งก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเงาของวัตถุอะไร วันนี้ดันเป็นคืนเดือนมืดพอดีจึงไม่มีแสงจันทร์สาดส่อง ณ จุดนี้เสียงเพลงหายไปแล้วผมเดินผ่านม้านั่งที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ริมน้ำพุที่มีรูปปั้นเทวดาที่ดำทะมึนไม่รู้ว่าไฟเสียหรือไม่ แต่ระบบสูบฉีดน้ำยังดำเนินอยู่ทันใดนั้นผมรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ทางหางตาด้านขวาพอหันไปมองก็ไม่เห็นอะไร นอกจากเสียงลมพัดผ่านใบไม้เป็นแบบนี้อยู่สองครั้งจนขนลุกชันไปทั่วตัว
“เมื่อกี้ท่านได้ยินเสียงอะไรรึเปล่า”ผมพูดติด ๆ ขัด ๆ
“ไม่มีนะค่ะคงเป็นเสียงลมพัดกิ่งไม้เฉย ๆ” อิสราบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านกลัวเหรอ”
“เปล่า” ผมปฏิเสธโดยสัญชาตญาณกลับมายืดอกผายไหล่ผึ่งไม่อยากให้หญิงสาวอย่างเธอต้องแสดงความกล้าหาญกว่าผู้ชายรูปร่างบึกบึนอย่างผม
เสียงแปลก ๆ ดังขึ้นอีกครั้งอธิบายไม่ถูกว่าดังยังไง ครืด ๆ ปนสวบ ๆเหมือนมีวัตถุบางอย่างกำลังคืบคลานอยู่ในพุ่มไม้โชคดีที่อิสราเองก็หันไปดูพร้อมกันจึงไม่ได้เห็นตอนที่ผมหวาดผวาจนหน้าซีดหนาวสั่นไปทั่วร่าง
“สงสัยว่าจะเป็นตัวเหี้ยค่ะได้ยินว่าเคยมีคนเคยเห็นมันแถว ๆ สระน้ำกลางสวน” อิสราปลอบใจผม
ทันใดนั้นเสียงโครมครามก็ดังลั่นตรงหน้าพวกเราสองคนห่างออกไปเพียงสามเมตรก้องสะท้านไปทั้งสวนจนรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนบนผิวดิน ผมสะดุ้งสุดตัวแหกปากร้องดังลั่นด้วยความตกใจกลัว