ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 351 : เตาหลอมดาราบรรพกาล

จารึกที่ 351 : เตาหลอมดาราบรรพกาล : ถอดรหัสกลวิธานแห่งความว่างเปล่า


ท่ามกลางห้วงมิติที่ปราศจากแสงตะวันและแสงจันทร์ บรรยากาศรอบด้านมีเพียงความมืดสลัวอันเก่าแก่ที่ล่องลอยดุจม่านหมอกแห่งกาลเวลา ป้อมปราการลอยฟ้าซึ่งไร้นามเรียกขานในสารบบของสวรรค์ ยังคงเคลื่อนที่แหวกผ่านความเวิ้งว้างของสุสานเผ่าเซียนโบราณ 远古仙族之地 (หย่วนกู่เซียนจู๋จือตี้) ไปอย่างเงียบเชียบและหนักแน่น วงแหวนศิลาพิทักษ์มรรคาที่โคจรล้อมรอบเกาะหลักทำหน้าที่บดขยี้เศษซากปรักหักพังที่ลอยเข้ามาใกล้ ให้แหลกละเอียดกลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีแห่งจักรวาล


นับตั้งแต่ราชโองการดับสูญถูกย้อนศรทำลาย และนามแห่ง 'สำนักหมื่นอักขระ' ถูกลบเลือนออกจากลิขิตฟ้า ศิษย์ทุกคนบนแผ่นดินลอยฟ้าแห่งนี้ต่างสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันลึกล้ำ ภาระที่เคยกดทับวิญญาณจากสายตาของสวรรค์มลายหายไปจนสิ้น ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือความรู้สึกอ้างว้างประดุจใบไม้ที่หลุดลอยจากต้น ไร้ซึ่งรากฐานในวัฏสงสารให้ยึดเหนี่ยว


ณ จุดสูงสุดของหอคัมภีร์ อาเจียหยัดยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองความกว้างใหญ่ของสุสานศิลาเบื้องหน้า อาภรณ์สีครามของเขาสะบัดพลิ้วตามกระแสลมมิติที่ไหลผ่านม่านสูญตาเข้ามาเพียงแผ่วเบา ชายหนุ่มมิได้มีสีหน้าหวั่นวิตกกับสถานะ 'ผู้ไร้นาม' ของพวกตนแม้แต่น้อย ทว่าดวงตาอันลึกล้ำของเขากำลังเปล่งประกายแห่งการใคร่ครวญและแสวงหาความจริง


"การไร้นาม... คืออิสรภาพที่แท้จริง แต่ก็เป็นดาบสองคม" มู่เฉินในร่างเนื้ออักขระบรรพกาล 远古符肉身 (หย่วนกู่ฝูร่วเซิน) ก้าวเดินมาหยุดยืนเคียงข้างศิษย์รัก ปรมาจารย์เฒ่าทอดถอนใจยาวดุจสายลมในฤดูร่วง "เมื่อสวรรค์จำพวกเราไม่ได้ กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่คอยเกื้อหนุนโชคชะตาและพลังปราณธรรมชาติก็จะไม่ตอบสนองต่อพวกเราเช่นกัน การบ่มเพาะของศิษย์รุ่นเยาว์จะยากลำบากขึ้นเป็นทวีคูณ"


"ศิษย์ตระหนักถึงข้อนี้ดีขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม น้ำเสียงของเขาเรียบสนิททว่าเปี่ยมด้วยปณิธานอันแน่วแน่ "ทว่าโชคชะตาที่สวรรค์ประทานให้ ล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยการก้มหัวเป็นทาส ในเมื่อพวกเราเลือกที่จะหยัดยืนด้วยสองขาของตนเอง เราก็ต้องสร้าง 'สระปราณฟ้าดิน' และบัญญัติโชคชะตาของพวกเราขึ้นมาใหม่... และสุสานบรรพกาลแห่งนี้ คือเหมืองทรัพยากรชั้นเลิศที่ถูกลืมทิ้งไว้"


องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ลอยออกมานั่งไขว่ห้างอยู่กลางอากาศ มือเล็กๆ ของนางกำลังตวัดจัดเรียงม้วนคัมภีร์วิญญาณอย่างขะมักเขม้น "พูดน่ะมันง่ายนะเจ้านาย! ตั้งแต่เข้ามาในดงซากศิลานี้ ข้าตรวจพบคลื่นพลังงานที่ผันผวนอย่างบ้าคลั่งอยู่หลายจุด มันไม่ใช่พลังปราณ แต่เป็น กลวิธานฟ้า 机关天 (จีกวนเทียน) ที่ยังทำงานอยู่ด้วยกลไกของมันเอง หากเดินเรือสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปชนกับค่ายกลระเบิดดาราของยุคโบราณ ต่อให้เจ้าไร้นามก็กลายเป็นฝุ่นผงได้เหมือนกัน!"


"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเดินสุ่มสุ่มห้าหรอก... ข้าตั้งใจจะเดินเข้าไปหามันโดยตรงต่างหาก"


สิ้นคำกล่าวของอาเจีย เข็มทิศอักขระในมือซ้ายของเขาก็เปล่งแสงสีทองแดงวาบขึ้น มันชี้ตรงไปยังกลุ่มก้อนความมืดที่หนาทึบที่สุดทางทิศอุดร


อาเจียสะบัดมือขวา พู่กันนิรันดร์พุ่งไปข้างหน้า ถ่ายทอด บัญชาอักขระ 符令 (ฝูลิ่ง) สั่งการวงแหวนศิลานับร้อยเกาะให้ปรับทิศทาง "ทุกท่านเตรียมพร้อมรับแรงกระแทก! เรากำลังจะเข้าสู่เขตหวงห้ามของเผ่าเซียนโบราณ... เตาหลอมดาราบรรพกาล!"


ป้อมปราการศิลาขนาดยักษ์ค่อยๆ หันเหทิศทาง แหวกผ่านกลุ่มหมอกสีม่วงคล้ำที่ลอยอ้อยอิ่ง เมื่อหมอกหนาทึบจางลง ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็ทำให้สรรพชีวิตที่เฝ้ามองต้องสูดลมหายใจลึกด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ!


สิ่งที่ลอยตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หาใช่เกาะศิลาธรรมดา ทว่ามันคือ 'โครงสร้างโลหะดาวตก' ขนาดยักษ์ที่ใหญ่โตยิ่งกว่าอาณาจักรมนุษย์ทั้งอาณาจักรรวมกัน! มันมีรูปทรงคล้ายคลึงกับดอกบัวโลหะที่กำลังหุบกลีบอยู่ครึ่งหนึ่ง ใจกลางของดอกบัวโลหะนั้นมีหลุมลึกที่ดำมืดสนิท ทว่ากลับแผ่คลื่นความร้อนที่ไร้อุณหภูมิ ทว่าสามารถบิดเบี้ยวมิติให้กลายเป็นเส้นคลื่นได้


รอบๆ โครงสร้างขนาดยักษ์นั้น เต็มไปด้วย หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) รูปร่างแปลกประหลาดที่แตกหักพังทลายลอยเคว้งคว้าง ศัสตราประกอบ และ ชิ้นส่วนพยนต์ บางชิ้นมีขนาดใหญ่เท่าขุนเขา แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของ 'โรงงานสรรค์สร้าง' ในยุคอดีตที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสุสาน


"นี่คือ... สถานที่หล่อหลอมหุ่นพยนต์ระดับบรรพกาลอย่างนั้นหรือ?" เฟิงอี้หรานที่ทะยานร่างขึ้นมาสมทบเบิกตากว้าง เปลวเพลิงในมือของเขาสั่นไหวเมื่อเผชิญหน้ากับความยิ่งใหญ่ทางสถาปัตยกรรมที่เหนือล้ำจินตนาการ


ฉินมู่หลางกำด้ามกระบี่แน่น รังสีอำมหิตของเขาแผ่ซ่านออกไปเพื่อหยั่งเชิง "ข้าสัมผัสไม่ได้ถึงสิ่งมีชีวิตเลย... ทว่ารังสีฆ่าฟันของ 'สิ่งของ' ที่อยู่ที่นี่ กลับแหลมคมยิ่งกว่าคมกระบี่ของมหาเซียน"


"แน่นอนอยู่แล้วขอรับ..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาของเขาทอประกายความหลงใหลและปรารถนาที่จะค้นคว้า "เผ่าเซียนโบราณไม่ได้ใช้ปราณในการขับเคลื่อนเตาหลอม พวกเขาใช้ 'กฎเกณฑ์แห่งการบีบอัด' สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเรา คือมรดกตกทอดที่สามารถยกระดับกองทัพของพวกเราให้ทัดเทียมกับกองทัพสวรรค์ได้!"


"อี้หราน มู่หลาง ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น ตามข้ามา! เราจะเข้าไปในใจกลางเตาหลอมนั่น" อาเจียสั่งการเด็ดขาด ทะยานร่างออกจากเขตแดนป้อมปราการ มุ่งหน้าสู่ดอกบัวโลหะขนาดยักษ์ สหายทั้งสี่ไม่ลังเล พุ่งทะยานตามหลังไปติดๆ มู่เฉินยังคงรั้งอยู่เบื้องหลังเพื่อคุมค่ายกลหลักของสำนัก


เมื่อเข้าใกล้กลีบดอกบัวโลหะ แรงกดดันมหาศาลก็โถมทับลงมา มันมิใช่แรงกดดันทางจิตวิญญาณ แต่มันคือ 'แรงดึงดูดทางกายภาพ' ที่รุนแรงจนสามารถฉีกกระชากผู้บ่มเพาะระดับวิญญาณแรกเริ่มให้แหลกเป็นเศษเนื้อได้ในพริบตา


"อักขระสูญตา... แทรกซึมและเบี่ยงเบน!"


อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์อย่างรวดเร็ว สร้าง อักขระหลิง 零 (สูญตา) เป็นม่านบางๆ คลุมร่างของพวกเขาทั้งห้าคน อาศัยวิถีแห่งความว่างเปล่าลื่นไหลผ่านแรงดึงดูดอันบ้าคลั่งนั้นไปได้อย่างหวุดหวิด


ทันทีที่เท้าของพวกเขาสัมผัสกับพื้นผิวโลหะสีดำทมิฬที่ใจกลางดอกบัว เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานก้องมิติ!


*แกรก... กึก... คลืนนน!*


พื้นโลหะที่เคยหลับใหลพลันเรืองแสงสีเทาหม่น เส้นสายอักขระโบราณที่สลักอยู่ตามพื้นดินวิ่งวนประดุจอสรพิษที่ถูกปลุกให้ตื่น จากเงามืดของรอยแยกโลหะรอบด้าน ปรากฏร่างของ 'ผู้พิทักษ์เตาหลอม' โผล่ขึ้นมา!


พวกมันมิใช่หุ่นกลศิลาธรรมดา ทว่าพวกมันคือหุ่นที่หล่อหลอมจาก 'ศิลาอุกกาบาตแก่นแท้' รูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ทว่ามีสี่แขน แต่ละแขนเชื่อมต่อกับศัสตราประกอบที่แตกต่างกัน ทั้งกระบี่ หอก โล่ และค้อน พลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนพวกมันไม่ใช่ปราณ ทว่ามันคือเศษเสี้ยวของ 'ความแค้นแห่งบรรพกาล' ที่ฝังรากลึกอยู่ในโลหะ!


จำนวนของพวกมันมีเพียงสิบสองตัว ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมา กลับทำให้มิติรอบด้านหนักอึ้งประดุจเผชิญหน้ากับเซียนมนุษย์ (Human Immortal) ถึงสิบสองคนพร้อมกัน!


"ศัตรูบุก! เตรียมรับมือ!" ฉินมู่หลางตวาดลั่น ชักกระบี่หยกเย็นฟาดฟันคลื่นรังสีอำมหิตสีขาวโพลนออกไปปะทะกับหุ่นพยนต์ศิลาสี่แขนตัวหน้าสุด


*เปรี้ยงงง!*


ปราณกระบี่ที่สามารถตัดขุนเขาให้ขาดสะบั้น กลับทำได้เพียงสร้างรอยขีดข่วนบางๆ บนเกราะโลหะของมันเท่านั้น! หุ่นพยนต์สี่แขนไม่แม้แต่จะชะงัก มันยกค้อนศิลาในมือขึ้นทุบลงมายังตำแหน่งที่ฉินมู่หลางยืนอยู่อย่างไร้ปรานี


"พลังทำลายล้างบ้าอะไรเนี่ย! มันไม่มีปราณป้องกัน แต่ตัวมันแข็งยิ่งกว่ามหาเวทศิลาเสียอีก!" เฟิงอี้หรานสาดเพลิงอัคคีบรรพกาลเข้าใส่ทว่าเพลิงสีชาดกลับถูก กลวิธาน ที่หน้าอกของหุ่นพยนต์ดูดกลืนเข้าไปจนหมดสิ้น!


"อย่าใช้พลังธาตุจู่โจมพวกมัน!" หลินชิงเสวี่ยตะโกนเตือนขณะกางม่านมิติเพื่อเบี่ยงเบนการโจมตี "ค่ายกลในตัวพวกมันถูกออกแบบมาให้ 'ย่อยสลายพลังงาน' แล้วนำไปเป็นเชื้อเพลิง ยิ่งพวกเราใช้ปราณโจมตี พวกมันยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!"


อาเจียไม่ได้เข้าร่วมวงต่อสู้ในทันที ชายหนุ่มถอยร่นมายืนอยู่ด้านหลังสุด ดวงตาสาดประกายความเยือกเย็นและเฉียบแหลม เขาไม่ได้มองดูการเคลื่อนไหวของพวกมันเพื่อหาช่องโหว่ในการทำลาย ทว่าเขากำลัง 'วิเคราะห์' โครงสร้างการเชื่อมต่อของพวกมัน


*พวกมันไม่ได้เชื่อมต่อกันด้วยกระแสจิตวิญญาณ... แต่เชื่อมต่อกันด้วย 'คลื่นความถี่ทางกายภาพ' ฟันเฟืองแต่ละตัวขยับสอดคล้องกันประดุจเครื่องดนตรีชิ้นมหึมา...*


ในวินาทีที่หุ่นพยนต์สี่แขนตัวหนึ่งพุ่งทะลวงม่านมิติของหลินชิงเสวี่ยและง้างหอกเตรียมทะลวงร่างของนาง อาเจียก็ลงมือ!


เขามิได้โจมตี ทว่าพุ่งทะยานร่างเข้าแทรกกลางระหว่างคมหอกกับหญิงสาว ชายหนุ่มตีหน้าเศร้าเล่าความรันทดใจ แววตาฉายประกายความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้งต่อเศษซากที่ไร้วิญญาณเหล่านี้


"ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน..." อาเจียเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนก้องเข้าไปในกฎเกณฑ์ของโลหะ "พวกท่านคือผลงานชิ้นเอกแห่งยุคบรรพกาล ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสรรค์สร้างความเจริญรุ่งเรือง ทว่ากลับถูกสวรรค์บีบบังคับให้กลายเป็นเพียงเครื่องจักรสังหารที่เฝ้าสุสานอันว่างเปล่า... ความแค้นที่ฝังรากลึก ทำให้พวกท่านมืดบอด ทำร้ายแม้กระทั่งผู้ที่มาเพื่อปลดปล่อยพวกท่าน"


การตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมของอาเจีย หาใช่เพื่อหลอกลวงหุ่นพยนต์ที่ไร้จิตใจ ทว่าเขากำลังใช้ 'อารมณ์ความถี่ต่ำ' ซึ่งเป็นเจตจำนงแฝง ถ่ายทอดผ่านพู่กันนิรันดร์!


อาเจียยกพู่กันขึ้นต้านรับปลายหอกศิลาที่แทงลงมา


*กึก!*


ไม่มีการระเบิดของพลัง อาเจียไม่ได้ใช้ปราณแข็งขืน ทว่าเขาใช้วิถีแห่งสูญตา 'กลืนกิน' แรงกระแทกทางกายภาพนั้น แล้วผันแปรมันให้กลายเป็น 'คลื่นความถี่' ที่ตรงกับจังหวะฟันเฟืองในอกของหุ่นพยนต์!


"องค์หญิงน้อย! ส่งสมการ 'จารึกวิถีไร้นามสยบฟ้า' ที่พวกเราเพิ่งใช้หลอกสวรรค์ เข้าไปในวงจรสับสนของพวกมันเดี๋ยวนี้!"


"รับทราบ! ข้าจะเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมของพวกมันให้กลายเป็นความว่างเปล่าเดี๋ยวนี้แหละ!"


อาเจียตวัดพู่กันวาดเส้นสายอักขระสีเทาเงินยวง แทรกซึมเข้าไปตามรอยต่อของคันหอกศิลา ไหลทะลักเข้าสู่แกนกลางของหุ่นพยนต์สี่แขนอย่างรวดเร็วประดุจสายน้ำ


"ในเมื่อพวกท่านถูกสร้างมาเพื่อทำลายผู้บุกรุก... เช่นนั้น ข้าก็จะปฏิเสธสถานะการเป็นผู้บุกรุกของพวกเราเสีย!"


อาเจียปลดปล่อย 'ความไร้นาม' เข้าครอบงำระบบกลวิธานของพวกมัน ทันทีที่อักขระสูญตาฝังรากลงไปในแกนกลาง หุ่นพยนต์สี่แขนพลันชะงักงันงันกลางอากาศ! ดวงตาศิลาที่เคยเปล่งประกายสีแดงฉานด้วยความแค้น ค่อยๆ ดับวูบลง และสว่างขึ้นมาใหม่เป็นสีเทาเงินยวง!


ระบบของพวกมันไม่สามารถประมวลผล 'ตัวตน' ของอาเจียและสหายได้อีกต่อไป ในเมื่อไม่มีเป้าหมายให้ทำลาย กลไกสังหารจึงหยุดทำงาน และถูก 'คลื่นความถี่' ของอาเจียเข้าแทรกแซงและควบคุมสิทธิ์แทนที่


"พี่มู่หลาง! อี้หราน! หยุดการโจมตี! พวกมันคือสมบัติของพวกเราแล้ว!" อาเจียตะโกนสั่ง


หุ่นพยนต์ผู้พิทักษ์ทั้งสิบสองตัว ลดอาวุธลงพร้อมกัน พวกมันหันกลับมาคุกเข่าลงเบื้องหน้าอาเจียอย่างพร้อมเพรียง เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานประดุจการประกาศความภักดีต่อผู้บัญชาการคนใหม่


สหายทั้งสี่หอบหายใจหนักหน่วง ต่างมองภาพตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ


"เจ้าเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นของล้ำค่าได้เสมอเลยนะ อาเจีย" หลินชิงเสวี่ยถอนหายใจยาว เก็บซ่อนความตื่นตระหนกไว้ภายใต้ใบหน้าเย็นชา


อาเจียเดินเข้าไปลูบพื้นผิวโลหะดาวตกของหุ่นพยนต์ตัวหนึ่งอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มลึกล้ำปรากฏบนมุมปาก "พวกมันเป็นเพียงยามเฝ้าประตูเท่านั้น... สิ่งที่มีค่าที่สุดของเตาหลอมดาราบรรพกาล ยังซ่อนอยู่เบื้องล่าง"


ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหลุมดำลึกใจกลางดอกบัวโลหะ ความมืดมิดนั้นซ่อนเร้นความลับของการ 'หล่อหลอมสรรพสิ่งโดยปราศจากปราณ' ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้อาเจียก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นผู้สร้างอักขระ ไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์ที่สวรรค์มิอาจล่วงรู้


"ลงไปกันเถิด... สวรรค์ลบนามของพวกเราทิ้งไปแล้ว วันนี้ เราจะบัญญัตินามใหม่ของพวกเรา ลงในเตาหลอมแห่งยุคบรรพกาล!"


อาเจียทะยานร่างกระโจนลงสู่ความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง นำพาสหายทั้งสี่และหุ่นพยนต์ผู้พิทักษ์ทั้งสิบสองตัว มุ่งหน้าสู่การเปิดโปงความลับที่จะสั่นสะเทือนรากฐานของสามภพ! มหากาพย์แห่งวิถีอักขระก้าวลึกเข้าไปในดินแดนที่ไม่อาจหวนกลับได้อีกต่อไป!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน