จารึกที่ 379 : ลอกคราบชีพจรดั้งเดิม : สรรค์สร้างศัสตราหมื่นพยนต์
แสงอรุณรุ่งสาดส่องกระทบม่านค่ายกลคลุมนภาโปร่งแสง ขับไล่ความเหน็บหนาวของราตรีที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์ระดับมหาปราชญ์ไปได้อย่างงดงาม หุบเขาศิลาจารึกที่เคยเงียบเหงาและถูกกดขี่ บัดนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตและปราณฟ้าดินที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆ กองทัพพยนต์ศิลาหนึ่งหมื่นตัวยืนตระหง่านอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ทั่วหุบเขา ดวงตาสีเทาเงินยวงของพวกมันมิได้กะพริบ ทว่ารับรู้ทุกความเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายเจตจำนง
ภายในห้องโถงกว้างของตำหนักประธานบนป้อมปราการหมื่นอักขระ บรรยากาศเต็มไปด้วยความจริงจัง อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งหยกขาว เบื้องหน้าของเขามิใช่กระดาษไม้ไผ่หรือม้วนตำรา ทว่าคือ 'สายธารแห่งเส้นสายสีเงินยวง' ที่เขาสกัดและดึงขึ้นมาจากชีพจรหมื่นอักขระใต้หุบเขา สายธารนี้ลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศธาตุ ส่งเสียงสะท้อนแผ่วเบาประดุจเสียงกระซิบของบรรพชนผู้ร่วงลับ
สหายทั้งห้าและมู่เฉินนั่งล้อมรอบลานหิน ทอดสายตามองการกระทำของราชาผู้ถือพู่กันอย่างจดจ่อ
"หลังจากที่มหาปราชญ์เทียนกังพ่ายแพ้กลับไป สวรรค์ย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหาย" อาเจียเอ่ยขึ้นทำลายความสงบ ชายหนุ่มตวัดปลายพู่กันนิรันดร์ไปบนสายธารเส้นสายสีเงินยวง แยกพวกมันออกเป็นกลุ่มๆ "พวกมันสูญเสียเกียรติยศ และรู้ดีว่าการบดขยี้เราด้วยพลังบริสุทธิ์นั้นไม่อาจทำได้โดยง่ายอีกต่อไป สิ่งที่พวกมันจะทำต่อไป คือการ 'ปิดผนึกทางมรรคา' ตัดขาดพวกเราจากทรัพยากรภายนอก และยุยงให้สำนักและขุมกำลังต่างๆ ในโลกเซียน รวมหัวกันต่อต้านเราในฐานะมารร้ายผู้บิดเบือนกฎเกณฑ์"
"ให้พวกมันมา!" เฟิงอี้หรานแค่นหัวเราะ แส้เพลิงอัคคีบรรพกาลพันอยู่รอบแขนขวา "ข้ากำลังคิดอยู่พอดีว่ากองทัพพยนต์ศิลาของข้า ยังไม่เคยได้ลิ้มรสการเหยียบย่ำผู้ที่มาท้าทายบนแผ่นดินนี้เลย"
"ความห้าวหาญของเจ้าเป็นสิ่งดี อี้หราน ทว่าเราไม่อาจตั้งรับด้วยมือเปล่า"
อาเจียส่ายศีรษะเบาๆ ชายหนุ่มเพ่งมองเส้นสายอักขระที่ถูกแยกออกมา "พยนต์ศิลาหนึ่งหมื่นตัว มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งและเจตจำนงที่สอดประสาน ทว่าพวกมันยังขาด 'เขี้ยวเล็บ' ที่แท้จริง การปะทะด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดการสึกหรอเมื่อต้องเผชิญกับคลื่นมนุษย์จำนวนมหาศาล... วันนี้ ข้าจะตีความความรู้จากชีพจรดั้งเดิม เพื่อสรรค์สร้าง 'ศัสตราบัญญัติ' ให้แก่กองทัพของเรา"
"ศัสตราที่สร้างจากเส้นสายอักขระงั้นหรือ?" มู่เฉินลูบเครายาว ดวงตาของบรรพชนเฒ่าเบิกกว้างด้วยความสนใจ "ในอดีต บรรพชนมักจะสลักอักขระลงบนอาวุธที่ช่างตีเหล็กตีขึ้น ทว่าการนำอักขระมาสร้างเป็นตัวอาวุธโดยตรงนั้น เป็นแนวคิดที่ล้ำลึกยิ่งนัก"
"ถูกต้องแล้วขอรับ ท่านอาจารย์ อาวุธที่ถูกตีขึ้นย่อมมีขีดจำกัดของเนื้อโลหะ ทว่าอาวุธที่ก่อเกิดจากกฎเกณฑ์ ย่อมปรับเปลี่ยนและไม่มีวันแตกหัก"
อาเจียจรดพู่กันนิรันดร์ลงบนอากาศธาตุ หยาดหมึกหยดแรกที่ซึมซาบอยู่ภายในขนพู่กัน เปล่งแสงสีดำสนิทที่ดูลึกลับและน่าเกรงขาม ชายหนุ่มรีดเค้นเจตจำนงแห่งวิถีสูญตา (零) ดึงเอาเส้นสายสีเงินยวงกลุ่มแรกมาหลอมรวมกับหมึกดั้งเดิม
"พี่มู่หลาง..." อาเจียเอ่ยเรียกยอดกระบี่หนุ่ม "ท่านคือผู้บัญชาการกองธงพิฆาตทัพ จงถ่ายทอดเจตจำนงแห่งวิถีกระบี่ของท่าน มาผสานกับเส้นสายเหล่านี้ ข้าจะสร้าง 'ดาบผ่ามรรคา' ให้แก่พยนต์สองพันตัวของท่าน!"
ฉินมู่หลางไม่รอช้า เขาลุกขึ้นยืน ชักกระบี่หยกเย็นออกจากปลอก รังสีอำมหิตสีขาวโพลนพุ่งทะยานเข้าหาพู่กันของอาเจีย อาเจียตวัดพู่กันอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด เส้นสายอักขระที่ถูกความว่างเปล่าชำระล้างและผสานเจตจำนงกระบี่ ก่อตัวเป็นรูปทรงของดาบใหญ่สีเทาเงินยวงที่ล่องหนและคมกริบ!
*วิ้งงงง!*
อาเจียสะบัดมือ ดาบอักขระนับร้อยเล่มพุ่งทะลุหลังคาตำหนัก ออกไปประทับลงในมือของพยนต์ศิลาประจำทิศอุดร! พยนต์เหล่านั้นรับดาบไว้ ท่วงท่าของพวกมันแปรเปลี่ยนเป็นทะมัดทะแมงและดุดันประดุจนักดาบที่แท้จริง
"ช่างเป็นศาสตราที่น่าสะพรึงกลัวนัก..." ฉินมู่หลางสัมผัสได้ถึงความคมกริบของดาบเหล่านั้นผ่านจารึกบัญชาทัพบนหลังมือ "มันไม่มีมวลสาร ทว่ามันมีความหนาแน่นที่สามารถตัดผ่านปราณได้ทุกชนิด!"
"ต่อไป... อี้หราน!" อาเจียหันมาทางดาวนำโชค "เจ้าคุมกองธงอัคคีทัพ ข้าต้องการให้เจ้าส่งผ่านเปลวเพลิงที่แฝงวัฏจักรแห่งการทำลายและก่อเกิด มาให้ข้า!"
เฟิงอี้หรานแผดเสียงคำราม ปลดปล่อยเปลวเพลิงสีแดงอมทองพุ่งเข้าหาอาเจีย ชายหนุ่มใช้พู่กันนิรันดร์ม้วนพันเปลวไฟนั้น ผสานเข้ากับเส้นสายอักขระจากชีพจรดิน วาดเป็น 'หอกทะลวงสวรรค์' ที่ปลายหอกลุกโชนด้วยไฟที่ไม่มีวันดับมอด!
หอกอักขระนับร้อยเล่มพุ่งออกไปประทับในมือของพยนต์ทิศทักษิณ!
กระบวนการดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น อาเจียมิได้ผูกขาดการสร้างสรรค์ไว้เพียงผู้เดียว ทว่าเขาใช้ 'ความเข้าใจในวิถีเต๋า' ของสหายแต่ละคนเป็นแม่พิมพ์
หลินชิงเสวี่ย ผู้บัญชากองธงมิติทัพ ได้รับ 'โล่พับซ้อน' ที่สามารถสะท้อนการโจมตีไปทิศทางอื่นได้
เย่ปิงอวิ๋น ผู้บัญชากองธงพฤกษาทัพ ได้รับ 'ข่ายตรึงวิญญาณ' ที่สร้างจากเถาวัลย์อักขระ สามารถพันธนาการและดูดซับปราณศัตรูมาเป็นของตน
ส่วนเฟิงหลิงเอ๋อร์ ผู้เป็นดวงตาของกองทัพ พยนต์องครักษ์ของนางได้รับ 'ธนูดารา' ที่ลูกศรสามารถติดตามเป้าหมายได้จากการจับความถี่ของวิญญาณ!
เมื่อการรังสรรค์ศัสตราให้แก่กองทัพหมื่นพยนต์เสร็จสิ้น อาเจียก็ทรุดตัวลงหอบหายใจ หยาดเหงื่อเปียกชุ่มอาภรณ์ การใช้หยาดหมึกหยดแรกในการสร้างกฎเกณฑ์จำนวนมหาศาลเช่นนี้ กินพลังใจและปราณไปไม่น้อย ทว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าเหนือคำบรรยาย
"บัดนี้... กองทัพของพวกเรา มิใช่เพียงกำแพงศิลาที่คอยรับแรงกระแทกอีกต่อไป ทว่าพวกมันคือขุนพลที่พร้อมจะบดขยี้ทุกผู้ที่กล้าย่างกรายเข้ามาในหุบเขานี้" อาเจียปาดเหงื่อที่หน้าผาก รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า
"สวรรค์จะต้องคลั่งตายแน่ๆ ถ้ารู้ว่าเราเอามรดกของมันมาสร้างอาวุธแบบนี้" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่วน
"พวกมันคลั่งไปแล้วต่างหาก" เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่เบิกเนตรดาราสอดส่องอยู่ตลอดเวลา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "อาเจีย... นอกรัศมีหุบเขาศิลาจารึกออกไปหนึ่งพันลี้ ข้ามองเห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ! มีกองกำลังจากหลายสำนักในละแวกนี้ กำลังเดินทัพเข้ามาล้อมกรอบหุบเขาของเราเอาไว้! พวกมันไม่ได้มาในนามของวิหารเทพ ทว่าพวกมันชูธงของตนเอง!"
"เป็นอย่างที่เจ้าคาดเดาไว้ไม่มีผิด อาเจีย" มู่เฉินขมวดคิ้ว "สวรรค์ใช้เล่ห์เหลี่ยม ยืมมือขุมกำลังอื่นมาจัดการเรา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสะท้อนกลับโดยตรง และเพื่อป้ายสีพวกเราให้กลายเป็นศัตรูของคนทั้งโลกเซียน"
"พวกหน้าไหว้หลังหลอก!" ฉินมู่หลางสบถ "สำนักพวกนี้ก็แค่สุนัขรับใช้ที่หวังเศษเนื้อจากวิหารเทพ พอสวรรค์สั่งให้มากัด ก็รีบวิ่งหางจุกตูดมาเชียว!"
อาเจียลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มมิได้มีท่าทีตื่นตระหนก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ถูกล้อมกรอบ เขากลับเยือกเย็นประดุจบัณฑิตที่กำลังนั่งจิบชาชมจันทร์
"การที่สวรรค์ส่งคนพวกนี้มา แสดงว่าพวกมันยังหวาดกลัว 'ค่ายกลคลุมนภา' ของเราอยู่ จึงต้องการใช้มดปลวกเหล่านี้มาทดสอบความทนทาน และตัดเสบียงของพวกเรา" อาเจียอธิบายอย่างช้าๆ "ทว่า... พวกมันลืมไปแล้วกระมัง ว่าพวกเรามิได้มีเสบียงจำกัด เรามีชีพจรหมื่นอักขระหล่อเลี้ยงอยู่ใต้เท้า"
อาเจียเดินไปที่ขอบระเบียงตำหนัก ทอดสายตามองลงไปยังกองทัพพยนต์ศิลาที่บัดนี้ถือศัสตราอักขระครบมือ พร้อมรบเต็มอัตราศึก
"พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น..." อาเจียหันมาหาสหายทั้งสี่ น้ำเสียงของเขากังวานและเปี่ยมด้วยอำนาจบัญชาการ "หากเราปิดประตูตีแมว พวกมันก็จะส่งฝูงแมวมาเรื่อยๆ จนกว่ากำแพงเราจะพัง... การป้องกันที่ดีที่สุด คือการทำให้พวกมันรู้ว่า การมาเยือนบ้านของเรานั้น มีราคาที่ต้องจ่ายด้วยวิญญาณ!"
"ข้ารอคำนี้มานานแล้ว!" เฟิงอี้หรานกำหมัดแน่น
"จงนำกองทัพของพวกเจ้า ออกไปตั้งรับที่ขอบเขตของหุบเขา! อย่าให้พวกมันก้าวล่วงเข้ามาแม้แต่ครึ่งจั้ง! หากผู้ใดกล้ายกอาวุธขึ้นข่มขู่ จงใช้ศัสตราอักขระที่เพิ่งได้รับไป สั่งสอนพวกมันให้รู้สำนึก! ทว่า... จงจำไว้ว่า อย่าตามล่าพวกมันออกไปนอกเขตหุบเขา เราต้องอาศัยความได้เปรียบของชีพจรดินในการหนุนเสริมพลัง"
"รับคำสั่ง!" ขุนพลทั้งสี่รับคำอย่างห้าวหาญ ก่อนจะทะยานร่างลงจากเกาะลอยฟ้า มุ่งหน้าไปบัญชาการกองทัพพยนต์ของตน
เฟิงหลิงเอ๋อร์ยังคงอยู่บนหอคัมภีร์ ทำหน้าที่เป็นดวงตาและคอยประสานงานการเคลื่อนทัพผ่านเจตจำนงดารา
เมื่อสหายออกไปรับศึก อาเจียก็หันกลับมายัง 'ศิลาดำแห่งความทรงจำ' ที่เขาตั้งไว้มุมหนึ่งของลานประธาน ชายหนุ่มหลับตาลง ไม่ได้เตรียมตัวออกไปรบ ทว่าเขากำลัง 'ตีความ' ความนัยในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
"การปะทะด้วยกำลังพล เป็นเพียงการซื้อเวลา..." อาเจียพึมพำกับตนเอง "วิหารเทพอนันตกาลจะต้องมีแผนสำรองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการโจมตีของมดปลวกเหล่านี้เป็นแน่ ข้าต้องบัญญัติ 'ตาข่ายดักเจตจำนง' ให้เสร็จสิ้น ก่อนที่มหาปราชญ์คนต่อไปจะลงมา..."
ณ บริเวณชายขอบของหุบเขาศิลาจารึก กองกำลังจากสำนักย่อยนับสิบสำนัก รวมกำลังพลได้กว่าแสนคน กำลังเดินทัพเข้ามาด้วยความฮึกเหิม พวกเขาได้รับคำสั่งและของกำนัลมหาศาลจากทูตสวรรค์ ให้มากำจัด 'มารร้าย' ที่ยึดครองหุบเขา
ทว่า สิ่งที่รอคอยพวกเขามิใช่กลุ่มผู้ลี้ภัยที่อ่อนแอ ทว่าคือ 'กำแพงเหล็กกล้าสีดำทะมึน' ของกองทัพพยนต์ศิลา ที่ยืนเรียงรายขวางทางเข้าหุบเขาอย่างเป็นระเบียบ!
"นั่นมันตัวประหลาดอะไรกัน!" เจ้าสำนักคนหนึ่งชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นพยนต์ศิลาที่ถือหอกลุกโชนด้วยไฟ และดาบที่แผ่รังสีอำมหิต
"อย่าไปกลัว! พวกมันก็แค่หุ่นกระบอกที่ไร้ชีวิต! บุกเข้าไป!"
เหล่าผู้ฝึกตนที่หลงใหลในความโลภ พุ่งทะยานเข้าใส่แนวป้องกันของหมื่นอักขระ!
"กองธงพิฆาตทัพ... ตัดการเชื่อมต่อของพวกมัน!" ฉินมู่หลางที่ยืนอยู่แนวหน้าสุด ตวัดกระบี่หยกเย็นสั่งการ
พยนต์ศิลาสองพันตัวฟาดฟัน 'ดาบผ่ามรรคา' ออกไปพร้อมกัน! รังสีดาบสีเทาเงินยวงพุ่งทะลวงอากาศธาตุ มันไม่ได้ตัดเนื้อหนัง ทว่ามันตัด 'ปราณคุ้มกาย' และ 'เส้นสายเวทมนตร์' ของศัตรูจนขาดสะบั้น! ผู้ฝึกตนแนวหน้าที่พุ่งเข้ามาสูญเสียการควบคุมปราณ ร่วงหล่นลงพื้นประดุจนกปีกหัก!
"กองธงอัคคีทัพ... ส่งพวกมันกลับไปหาเตาเผา!" เฟิงอี้หรานคำราม
พยนต์อีกสองพันตัวขว้าง 'หอกทะลวงสวรรค์' ออกไป หอกอักขระที่อาบเปลวเพลิงไม่ได้พุ่งทะลุร่าง ทว่าเมื่อปะทะเป้าหมาย มันแปรสภาพเป็น 'กรงเพลิง' กักขังศัตรูไว้ภายใน แผดเผาความหยิ่งยโสให้กลายเป็นความหวาดกลัว!
การปะทะเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ทว่าฝ่ายที่ถูกสังหารฝ่ายเดียวกลับเป็นกองกำลังผสมนับแสนคน! กองทัพพยนต์ศิลาภายใต้การนำของขุนพลทั้งสี่ แสดงพลานุภาพที่เหนือล้ำกว่าขอบเขตของสรรพสิ่งในโลกเซียน พวกเขายืนหยัดดุจปราการที่ไม่อาจล่มสลาย ทำให้เลือดของศัตรูสาดกระเซ็นย้อมขอบหุบเขาให้กลายเป็นสมรภูมิแห่งความสิ้นหวัง
เสียงกรีดร้องและเสียงระเบิดดังกึกก้องไปถึงสวรรค์ อาเจีย ราชาแห่งหมื่นอักขระ ได้แสดงให้โลกเห็นแล้วว่า ผู้บัญญัติความจริง ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใคร และใครก็ตามที่บังอาจท้าทายกฎเกณฑ์ใหม่นี้ ย่อมต้องชดใช้ด้วยราคาที่ประเมินมิได้!