ท่านอ๋องคนต่อไป ต้องเป็นข้า

    ตอนที่ 49 ก้าวย่างที่ผิดพลาด

    หลายวันต่อมาเกิดข่าวใหญ่ที่ทำเอาทุกคนต้องประหลาดใจนั่นก็คือ องค์ชายทั้งสองแห่งแคว้นเหอฉีส่งหนังสือถึงฮ่องเต้ขอเข้าเฝ้าเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษอย่างเป็นทางการ

                ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อครั้งก่อนนับจากนั้นมา แคว้นเหอฉีได้อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว  ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาเลย ดูเหมือนว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้พวกเขาได้หลาบจำและล้มเลิกความคิดที่จะเป็นใหญ่ไปแล้ว แต่ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้ทำให้ทุกคนที่ทราบเรื่องกลับต้องมานั่งถกคิดกันอีกครั้งว่าแผนการล่าสุดขององค์ชายผู้นี้จะเป็นเช่นไร

                ราชสำนักในเวลานี้ไม่ได้มีใครเกรงกลัวแคว้นเหอฉีอีกต่อไปแล้วการมาเยือนในครั้งนี้จึงไม่ได้สร้างความวิตกให้กับทุกฝ่ายคำตอบที่ขุนนางทุกคนมีนั่นก็คือ ในเมื่อคุณชายทั้งสองปรารถนาจะเข้าเฝ้าก็จงให้เขาเข้ามา แผนการอันใดที่คุณชายทั้งสองคิดการอยู่ย่อมไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับพวกเขาอีกแล้วถึงขนาดมีขุนนางบางคนเสนอให้ใช้โอกาสนี้จัดการจับกุมและนำตัวคุณชายแห่งแคว้นเหอฉีมาลงโทษให้เข็ดหลาบแต่นั่นก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจากหลายฝ่าย เพราะมองว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นการไม่ให้เกียรติกับแขก และจะเป็นที่ครหาได้  

                ถึงแม้ในเมืองหลวงจะมีความเห็นใปในทิศทางเดียวกันแต่ใต้เท้าหลิวแห่งเมืองเหอผิงกลับไม่คิดเช่นนั้น จากคำบอกเล่าของหวังหย่งย่อมแสดงให้เห็นว่า การมาครั้งนี้ของคุณชายทั้งสองย่อมส่งผลต่ออนาคตของเมืองเหอผิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคนที่จะรับศึกหนักในครั้งนี้ก็คงจะเป็นใต้เท้าหลิวแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

                เมื่อถึงกำหนดวันที่ได้นัดหมายกันไว้

                คุณชายทั้งสองจากเมืองเหอผิงแสดงเจตนาที่ชัดเจนว่าพวกเขานั้นมาอย่างสันติ โดยเป็นการเดินทางมาเพียงลำพังไร้ทหารติดตามนับว่าเป็นการเดินเกมที่กล้าหาญยิ่งนัก หากมองไปว่าพวกเขาเพิ่งยกทัพมาปิดล้อมเมืองหลวงและพ่ายแพ้อย่างย่อยยับไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

                ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องปิดบังความรู้สึกที่มีต่อกันเพราะราชสำนักก็ไม่ได้มีการต้อนรับที่เอิกเกริกกลับกันราชสำนักใช้เพียงทหารยามเท่านั้นที่ไปรับพวกเขาที่ประตูเมืองพร้อมกับนำตัวคุณชายทั้งสองไปยังท้องพระโรง

                ไม่มีพิธีการต้อนรับใดๆมีเพียงคำกล่าวทักทายอย่างคนรู้จักเท่านั้น แม้หลายคนจะแสดงสีหน้าดูแคลนแต่ฮ่องเต้กลับมองคุณชายทั้งสองอย่างเอ็นดูและรักใคร่ เหมือนผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กทำผิดที่ตอนนี้กำลังร้องไห้ขอความเป็นธรรม

                “เจ้าทั้งสองไม่น่าจะลำบากถึงเพียงนี้ข้าก็บอกไปแล้วว่า ทุกอย่างในอดีตมันจบลงแล้ว จะไม่มีการกล่าวโทษใดๆ อีกจงลืมมันไปซะ” ฮ่องเต้ตรัสกับคุณชายชิงอวิ้น

                “เป็นพระกรุณามหาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่สุดมิได้”  คุณชายชิงอวิ้นกราบบับคมทูลตอบกลับไป“หากแต่หม่อมฉันคิดว่า ความผิดครั้งนี้ของหม่อมฉันมันหนักหนาเสียเหลือเกินจนเกินกว่าจะแบกรับมันไว้ได้ หากมิได้มาขอพระราชทานอภัยโทษต่อฝ่าบาทโดยตรงเกรงว่าชาติหนี้หม่อมฉันคงจะตายอย่างไม่เป็นสุขเป็นแน่”

                “เอาละๆ เจ้าสุขหรือไม่สุขมันก็อยู่ที่การกระทำของเจ้าเองข้าก็หวังว่าแต่นี้ต่อไป หากเจ้าจะคิดการอะไร ก็ขอให้จงคิดให้รอบคอบแผ่นดินจะได้ไม่ต้องมีการนองเลือดกันอีก”

                “หม่อมฉันจะจดจำมันเอาไว้พะยะค่ะ”คุณชายทั้งสองน้อมรับคำดำรัสของฮ่องเต้

                “หากแต่ว่า”  คุณชายชิงอวิ้นกล่าวต่อไป  “เดิมทีหม่อมฉันมีเสด็จพ่อเป็นผู้คอยดูแลอยู่ตลอดเวลาบัดนี้เพราะความผิดของหม่อมฉันทำให้เสด็จพ่อต้องสละชีวิตไป  แถมเสด็จแม่ก็ยังทิ้งพวกเราไปอีกบัดนี้หม่อมฉันเปรียบเสมือนเรือที่ล่องลอยอยู่กลางทะเลอย่างไรทิศทางไร้คนชี้แนะถูกผิด ไร้ที่พึ่ง หม่อมฉันมือมนหนทางจริงๆจึงได้ดั้นด้นมาหาพระองค์เช่นนี้  หม่อมฉันททราบดีว่าฝ่าบาทกับเสด็จพ่อรักกันดั่งเช่นพี่น้องเช่นนี้แล้วหม่อมฉันจึงอยากถวายตัวทำงานรับใช้พระองค์ เพื่อไถ่โทษให้กับตัวเองถึงแม้ชาตินี้จะทดแทนสิ่งที่ทำไปได้ไม่หมด แต่อย่างน้อยก็พอจะทุเลาเบาบางต่อความผิดที่ได้กระทำลงไปได้บ้าง  อีกอย่าง บัดนี้พวกเราสามคนพี่น้องจะไร้ซึ่งที่พึ่งพิงโดยเฉพาะน้องชายของหม่อมฉันผู้นี้เขาไม่ควรจะมารับเคราะห์จากความผิดของหม่อมฉันเลย”

                ฮ่องเต้กำลังรอว่าคุณชายชิงอวิ้นจะกล่าวอะไรต่อไป

                “หม่อมฉันมีวันนี้ได้ก็เพราะพระองค์ให้ความดีความชอบแก่หม่อมฉันเมื่อครั้งปราบปรามโจรภูเขา ส่วนน้องหญิงก็เป็นพระองค์ที่หาคู่ที่เหมาะสมให้กับนาง จนบัดนี้นางก็มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขแต่น้องชายของหม่อมฉันผู้นี้ แม้ร่างกายของเขาจะไม่แข็งแรงแต่หัวใจของเขาเข้มแข็งยิ่งนัก จนหม่อมฉันคิดว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะมีคนคอยเคียงข้างเพื่อทดแทนการจากไปของเสด็จพ่อแต่เพราะหม่อมฉันเป็นพี่ชายที่ไม่ได้เรื่อง ไม่สามารถหาคนที่คู่ครองให้กับเขาได้ช่างน่าละอายเสียจริง” 

                ทั่วทั้งท้องพระโรงยังคงเงียบกริบ รอฟังว่าคุณชายชิงอวิ้นจะมาไม้ไหนกันแน่เมื่อเห็นคุณชายชิงอวิ้นก้มหน้าเงียบไปพร้อมกับเสียงสะอื้นในตอนท้ายมันคือการแสดงที่สมจริงยิ่งนักจนฮ่องเต้ต้องตรัสออกมา

                “เจ้าจะให้ข้าช่วยหาคู่ครองให้เขาเช่นนั้นรึ” 

                “หม่อมฉันมิกล้ากล่าวเช่นนั้นพะยะค่ะ”  คุณชายชิงอวิ้นตอบกลับแทบจะทันที  “แต่ไหนแต่ไรมาเสด็จพ่อย้ำกับหม่อมฉันอยู่เสมอว่า ตัวของเสด็จพ่อนั้นมีฝ่าบาทที่เปรียบเสมือนพระเชษฐาที่ท่านรักที่สุดคนหนึ่งเสด็จพ่อจะย้ำเสมอว่าหากมีเรื่องอันใดที่ไม่สามารถจะกระทำได้ก็จงไปขอคำแนะนำจากฝ่าบาท พระองค์ก็จะช่วยเหลือได้อย่างแน่นอน”

                “ฮ่าๆๆๆๆจางเหว่ยบอกกับเจ้าเช่นนั้นจริงๆ หรือนี่ ข้าเองก็เห็นเข้าเป็นอนุชาของข้ามาตลอดข้ายินดีจะช่วยเหลือพวกเจ้า ไหนลองว่ามาสิเจ้าต้องการอะไร” 

                “ทูลฝ่าบาทเดิมทีเสด็จพ่อปรารถนาจะให้แคว้นเหอฉีได้ผูกมิตรกับแคว้นอื่นๆเพื่อความเป็นปึกแผ่น โดยเฉพาะกับแคว้นเหอผิงที่เหอฉีของเราได้กระผิดต่อพวกเขาหลายต่อหลายครั้งเสด็จพ่อทราบมาว่าใต้เท้าหลิวแห่งเมืองเหอผิงมีบุตรสาวในวัยที่ไล่เลี่ยกับคุณชายอี้เจ๋อจึงปรารถนาจะให้สองแคว้นได้ผูกมิตรกันผ่านสองคนนี้แต่ช่างน่าเสียดายที่เสด็จพ่อไม่อาจทำความปรารถนาของท่านให้เป็นจริงได้หม่อมฉันจึงต้องมาพึ่งพระบารมีของพระองค์ในวันนี้”

                “เช่นนี้นี่เอง ข้าเป็นฮ่องเต้ตรัสแล้วคงยากจะคืนคำ ในเมื่อข้ารับปากว่าจะช่วยเหลือพวกเจ้าเช่นนั้นข้าก็รับปากว่าจะจัดการคุยเรื่องนี้กับใต้เท้าหลิว  ก็ดีเหมือนกัน พวกเจ้าบาดหมางกันมานานหากการแต่งงานครั้งนี้จะทำให้พวกเจ้าได้สามัคคีกันข้าก็ยินดีบ้านเมืองนี้จะได้สงบสุขอีกครั้ง ส่วนเรื่องที่เจ้าจะถวายตัวรับใช้ข้าเรื่องนี้ข้าขอคิดดูก่อนก็แล้วกันตัวของเจ้ายังมีภารกิจที่แคว้นเหอฉีอยู่ไม่ใช่น้อย หากเจ้าจะมารับใช้ข้าในราชสำนักใครเล่าจะอยู่ดูแลที่นั่น เช่นนั้น เจ้าคงกลับไปยังบ้านเมืองของเจ้าและก็จงดูแลมันให้ดีเถิด”

                “ขอบพระทัยฝ่าบาท” คุณชายชิงอวิ้นกล่าวอย่างพอใจก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อฮ่องเต้ตรัสออกมาว่า

                “อีกอย่าง ข้าได้ยินมาว่า บัดนี้ขุนนางผู้ใหญ่ของเจ้าหลายคนได้สละชีวิตไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ข้าจึงอยากจะขอให้เจ้าคืนตำแหน่งให้กับท่านราชครูตงหยางและอัครมหาเสนาบดีอี้เฉินเพื่อช่วยเจ้าบริหารกิจการบ้านเมือง เช่นนี้เจ้าจะเห็นด้วยหรือไม่”  ฮ่องเต้หยั่งเชิงดู 

                คุณชายชิงอวิ้นไม่ตอบอะไรกลับมาได้แต่ก้มหน้าแต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ค่อยพอใจนักกับสิ่งนี้

                “ฮ่องเต้ถามเจ้าอยู่ ไม่ได้ยินหรือไง”เสียงขุนนางพูดดังขึ้นมาในตอนนี้หลายคนเข้าใจแล้วว่าฝ่าบาทกำลังต้องการทดลองใจคุณชายจากเหอฉีผู้นี้ว่ากำลังคิดการใดกันแน่ หากเขาตอบรับคำขอของฮ่องเต้นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่เขามีต่อราชสำนักแต่หากเขายังนิ่งเฉย ก็เท่ากับว่า สิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่มีแผนการบางอย่างอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน

                “ขอบพระทัยฝ่าบาท  หากแต่หม่อมฉันคิดว่าบัดนี้บ้านเมืองของหม่อมฉันการค้าซบเซาเป็นอย่างมาก สินค้าขาดแคลน ประชาชนเริ่มอดอยากการเพาะปลูกก็ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทุกอย่างต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าฝ่าบาทจะพระราชทานอนุญาตให้หวังหย่งได้กลับไปช่วยหม่อมฉันอีกแรง” คุณชายชิงอวิ้นกราบทูล         

                “เรื่องนั้นมันเกินอำนาจของข้าที่จะกระทำได้เจ้าก็รู้ว่า หวังหย่งนั้น เป็นคนของสำนักไฉ่หงข้าเองคงจะไปก้าวก่ายเรื่องของพวกเขาไม่ได้แต่ข้าก็ยินดีจะไปหารือเรื่องนี้กับอาจารย์จางหย่งให้ หวังว่าเจ้าคงจะพอใจนะ”

                ไม่มีคำตอบจากคุณชายชิงอวิ้นเช่นเคย

                “งั้นก็ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน”ฮ่องเต้กล่าวเสร็จก็เสด็จออกจากที่ประชุมไป พร้อมๆกับเหล่าขุนนางที่ทยอยออกจากห้องประชุมไปกันหมด เหลือไว้เพียงคุณชายทั้งสองที่ยังยืนเก้ๆกังๆ ไปไหนไม่ถูก ก็ที่ทหารจะมานำพวกเขาทั้งสองไปยังห้องรับรอง

    ..................................................

                ทันทีที่ทหารออกไปกันหมดคุณชายชิงอวิ้นระบายโทสะกับข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องรับรองจนแตกกระจายผิดกับคุณชายอี้เจ๋อที่ดูสงบเสงี่ยม

                เห็นได้ชัดว่าคุณชายชิงอวิ้นไม่พอใจกับการตัดสินใจของฮ่องเต้ที่ต้องการให้ใต้เท้าตงหยางและอี้เฉินกลับไปยังแคว้นเหอฉีอีกครั้งที่สำคัญ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่ทั้งสองคนถูกขับออกจากแคว้นเหอฉีพวกเขาได้ไปอยู่ภายใต้การดูแลของราชสำนักมาโดยตลอด

                “ท่านพี่ระบายโทสะกับข้าวของพวกนั้นก็ไม่สามารถทำให้พระราชโองการเปลี่ยนแปลงไปได้หรอก”  คุณชายอี้เจ๋อพยายามทำให้คุณชายชิงอวิ้นสงบสติอารมณ์

                “ใช่สิ ก็เจ้ามันได้ทุกอย่างนิอยู่ดีๆ เจ้าก็ได้ภรรยาแสนสวย แถมไม่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเอกสารเหมือนแต่ก่อนแต่เจ้าลองดูข้าสิ ข้าได้อะไรบ้าง”

                “ท่านพี่อย่าลืมสิว่าแผนของเราคืออะไร แผนของเราคือย้ายกองกำลังจากเหอฉีไปยังเหอผิง ตอนนี้ขั้นตอนแรกของเราก็สำเร็จลงแล้วท่านพี่จงเชื่อใจข้า อีกไม่นานเมื่อข้ามีอำนาจในเหอผิงแล้วแผนการของเราจะต้องสำเร็จ” 

                “มันเป็นแผนของเจ้าคนเดียวแต่ข้าต้องมารับกรรมเช่นนี้ เจ้าลองนึกว่าตาเฒ่าสองคนนั่นจะกลับมาบงการข้าแล้วไอ้พวกขุนนางก็ต้องฟังมันทั้งสองคน แบบนี้ข้าจะทำอะไรได้”

                “ถึงอย่างไรเสียตอนนี้อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือของท่านพี่อยู่แล้ว แต่ข้าแปลกใจว่าทำไมท่านพี่จึงอยากให้หวังหย่งกลับไปอีก”

                “ข้าก็ไม่รู้ ข้าคิดอะไรไม่ออกข้าแค่อยากให้มันกลับมาอยู่ใกล้ๆ มันจะดีกว่าที่เราปล่อยให้มันออกมาอยู่ข้างนอกเช่นนี้ แต่ฝ่าบาทกลับไม่ยอม” 

                “นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าฝ่าบาทรับมันไปชุบเลี้ยงเหมือนที่พระองค์รับตัวท่านราชครูและอัครมหาเสนาบดีไปเก็บไว้ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ในตอนนี้เราก็แค่ทำตัวกลมกลืนไปกับพวกเขาก่อนรอให้บ้านเมืองของเรากลับไปเหมือนเดิม ค่อยหาทางจัดการอีกที ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาหักหลังข้าเช่นที่เคยทำกับเสด็จพ่อต่อให้สองคนนั้นจะเก่งขนาดไหนข้าเชื่อว่าข้าสามารถจัดการพวกเขาได้  อีกอย่างตาเฒ่าสองคนนั้นอายุมากแล้วคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน ถ้าหากเราคิดจะกำจัดเขาก่อน ก็คงจะไม่มีใครสงสัยอะไรเป็นแน่”คุณชายอี้เจ๋อเอ่ยออกมาอย่างเคียดแค้น

    คล้ายกับเรื่องท่านอ๋องคนต่อไป ต้องเป็นข้า ที่คุณอ่าน