คนตัวเล็กขับรถออกมาจากบริษัทของคิมหันษ์ อย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง ขับวนอยู่บนท้องถนนจนค่ำมืด ได้แต่จอดรถแล้วร้องไห้อยู่ข้างถนน อยากกลับบ้านแต่ไม่อยากให้พี่ชายตัวเองไม่สบายใจ จนตอนนี้เหมือนว่าตัวเองไม่มีที่ไปแล้ว….
เสียงเคาะกระจกจากนอกหน้าต่างรถทำให้น่างที่ฟุบหลับอยู่บนพวงมาลัยรถค่อยขยับตัว รินทร์ค่อยเอนหลังพิงเบาะแล้วลดกระจกลงมาครึ่งหนึ่ง
“คุณ เป็อะไรหรือเปล่าค่ะ” ดวงหน้าหวสนมองหญิงสาวผมสั่นประบ่าที่มองเข้ามาในรถอย่างเป็ห่วง
“มะ ไม่เป็อะไรครับ”
“ฉันเห็นรถจอดอยู่สักพักแล้วคะ ตอนแรกคิดว่าไม่มีคนในรถ”
“ขอบคุณนะครับที่เป็ห่วง ผมง่วงนิดหน่อยครับ” หลังจากหญิงสาวคนดังกล่าวเดินจากไปแล้วมือเล็กก็ควานหาโทรศัพท์ของตน หยิบขึ้นมากดดูว่ามีสายเข้าไหม
หน้าจอมือถือ บอกเวลา เกือบห้าทุ่มแล้ว ภาพหน้าจอในโทรศัพท์เครืองสวยเป็ภาพคู่ของนินทน์กับคิมหันษ์ที่แอบถ่ายตอนดูหนังด้วยกันที่ห้อง มือเล็กกำโทรศัพท์ในมือแน่น อยากลบทุกอย่าง อยากลืม แต่สิ่งทำได้ตอนนี้แค่นั่งร้องเท่านั่นตนไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่านี้แล้วภาวะที่หัวใจอ่อนแอแบบนี้ คนแรกที่นึกถึงคงหนีไม่พ้นศรุจนั่นเอง รินทร์กดโทรหาศรุจ เพราะให้ขับรถกลับเองตอนนี้คงหนีไม่หลงอีกตามเคย
ศรุจนั่งแท๊คซีมาตามโลเคชันที่รินทร์ส่งไปให้ ไม่ถึงครึ้งชั่งโมง เสียงเคาะกระจกรถก็เั่งขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รินทร์เปิดประตูรถลงมา โผล่เข้าไปกอดคนร่างสูง สองมือใหญ่ประคองกอดร่างเล็กเอาไว้ในอ้อมแขน
“หนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“พี่รุจ พารินทร์ไปจากที่นี่ที่ได้ไหม” มือหนาลูบผมหลังปลอบโยน
ระหว่างทางที่นั่งรถกลับมา รินทร์เอาแต่นั่งกอดตัวเองอยู่บนเบาะข้างคนขับ ไม่ได้ร้องไห้ ศรุจเองก็ไม่ได้เอยถามอะไรออกไปว่าเกิด อะไรขึ้นกับน้อง ทำไมน้องถึงมาอยู่ตรงนี้ได้
“รินทร์ หนูจะให้พี่ไปส่งที่ไหน” นั่นละคนตัวเล็กถุงได้หันมามองกัน แต่คำตอบที่ได้คือน้องส่ายหน้าให้กัน
“ไปห้องพี่ก่อนไหม” น้องแค่พยักหน้าให้กันเท่านั้นแล้วหันกลับไปมองข้างทางนั่งเงียบๆ มาถึงห้องผมก็จัดแจงให้น้องไปอ่าบน้ำ หาชุดใหม่ให้ใส่ น้องก็ทำตามอย่างว่างาย น้องหลับไปได้สักพักแล้ว
…………..
ผมออกมานอนโซฟาข้างนอก ผมไม่แน่ใจว่าน้องได้บอกใครบ้างไหมว่าอยู่ที่ไหน กลัวที่บ้านน้องจะเป็ห่วง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ปล่อยให้เป็การตัดสินใจของน้อง
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมโทรไปลางานกับพี่น่านฟ้า และออกไปซื้อข้าวต้มมาให้ พอผมกลับมาถึงห้องน้องที่นั่งรอผมอยู่บนโซฟาก็หันมามองกัน น้องกำลังร้องไห้ คนตัวเล็กกำลังสอื่นไห้มองจากตรงช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน ศรุจรีบเข้าหาคนตัวเล็กทันที
“รินทร์ หนูเป็อะไรบอกพี่ซิ ใครทำอะไรหนู” น้องร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดผม ผมไม่อยากเห็นน้องเป็แบบนี้เลย ร้องไห้จนตัวโยนฟุฟอยู่บนอกผม
“รินทร์ หนูหิวข้าวไหม กินอะไรก่อนไหม” น้องส่ายหน้า เงยหน้ามองผมจมูกแดงรั่นๆ นั่นแดงแจ้ ตาสองข้างบวมเป้ง
“หนูอย่าเป็แบบนี้ซิ อย่างน้อยก็ทานข้าวหน่อยเถอะ พี่ขอละ นะ นะครับรินทร์” ดวงหน้าหวานเงยหน้ามามองคนแล้วพยักหน้าเบา ศรุจอุ้มร่างบางมาวางบนเก้าอี้ที่โต๊ะกินข้าว และจัดการแกะถุงข้าวค้มเทใส่ถ้วยให้น้อง
“ทานซิครับ เ้านี้อร่อยนะ พี่ทานประจำ” น้องมองผม พยายามตักข้าวต้มข้าวปาก
“อะ ร้อน” ผมรับเข้ามาดึงช่อนไปจากมือน้อง แล้วจัดการตักข้าวต้มมาเป่าป้อนให้ ผมอยากดูแล ไม่อยากเห็นน้องร้องไห้แบบนี้
“รินทร์อิ่มแล้ว” ทานไปได้สองคำก็หันมาบอกว่าอิ่ม
“ทานอีกหน่อยเถอะนะครับ” น้องร้องไห้ แต่ก็พยายามจะกินข้าวต้มเข้าไปตามที่ผมขอ
เกือบอาทิตย์หนึ่งแล้วที่น้องไม่ไปเรียนไม่กลับบ้านน้องอยู่ที่ห้องผม น้องไม่ร้องไห้อีกแล้วเอาแต่นั่งเหมอ วันนี้ผมต้องไปทำงาน ไม่อยากทิ้งน้องไว้คนเดียวเลย ร่างเล็กในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวแขนยาวตัวโคร่งกับกางนอนขาสั่นที่พอจะใส่ได้ของศรุจ รินทร์นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟากลางห้อง
“รินทร์เดี่ยวพี่กลับมานะ หนูอยู่คนเดียวได้ไหมครับ” รินทร์หยักหนา
“พี่รุจไม่ต้องห่วง รินทร์อยู่ได้”
“มีอะไรโทรหาพี่ได้ตลอด แล้วพี่จะรีบกลับ” รินทร์พยักหน้าให้
ศรุจไปออกไปนานแล้ว แต่คนตัวเล็กก็ยังนีางจมอยู่ที่เดิมมือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูไม่มีแม้แต่สายเข้าหรือข้อความจสงากคิมหันษ์ มือบางกุมโทรศัพท์เอาไว้แน่น จะปาโทรศัพท์ทิ้งลงพื้น แต่เสียงเรียกเข้าของโทศัพท์ทำให้ชงักมือ หน้าจอมือถือปรากฎชื่อของพี่ชายตัวเอง รินทร์ร้องไห้ออกมา แล้วเช็ดน้ำตาพยายามทำเสียงให้มั่นคงที่สุด
“ฮัลโหล งืออ พี่รักษ์”
“น้องอยู่ไหนทำอะไรอยู่ครับ?”
“น หนูอยู่บ้านเพื่อนนะคาบ”
“งือ พี่รักษ์โทรหาน้องมีอะไรหรือเปล่าครับ”
“พี่แค่คิดถึงน้อง อืม เห็นหลายวันก่อนคุณป่าบอกว่ารินทร์มาหาพี่ที่บริษัท”
“ช ใช่ครับ แต่น้องลืมไปว่านัดเพื่อนไว้เลยรีบออกมาก่อนจะเจอพี่”
“แล้วนั่นน้องทำอะไรอยู่ กินข้าวหรือยังให้พี่ไปรับไหม ”
“ม มะ ไม่เป็ไรครับพี่รักษ์น้องกำลังจะกลับพอดีเลย”
“แล้วเฮียอยู่ไหมครับ”
“คิมเหรอ พี่ก็เข้าบริษัทมาแต่เช้านะ คุยไหมเดี่ยวพี่เอาโทรศัพท์ไปให้” รินทร์เงียบไป
“ มีอะไรหรือเปล่าครับ ”
“ปะ เปล่าครับ หนูแค่ถามดูเฉยๆ”
“แล้วหนูว่างวันไหนแวะมาทานข้าวที่บ้านบ้างซิ ป้าๆ แม่บ้านบนคิดถึงหนู อยากทำอาหารอร่อยๆ หนูให้ทาน”
“อืม งั่นเหรอเดียวหนูกลับเข้าคอนโดเฮียก่อน แล้ว เดียวเย็นๆ หนูเข้าไปนะครับ”
“ครับ เดี่ยวพี่บอกป้ากับดาวไว้ให้นะ เจอกันเย็นนี้ พี่รักหนูนะ”
“หนูก็รักพี่ครับ”
“เออ พี่รักษ์อย่าเพิ่งวางครับ”
“หึม มีอะไรหรือเปล่าบอกพี่ได้ทุกเื่เลยนะ”
“จะเป็ไรไหมครับถ้าผมจะขอกลับไปอยู่บ้านเรา”
:
รักษ์วางสายไปแล้วแต่รินท์ยังคงจ้องมองโทรศัพท์ในมืออย่างเหมอลอย คิดทบทวนทุกเื่ราวที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับคิมหันษ์ ที่ผ่านมาตนเป็คนรักที่ดีที่สุดแล้ว ไม่เคยนอกใจ มีแต่ความซื่อสัตย์ให้กันมาโดยตลอด
แม้ว่าจะเจ็บแค่ไหน จะทำใจยอมรับให้ได้ว่า” ที่ผ่านมาเฮียไม่เคยรักหนูเลยสักนิดเดียว” คิดมาถึงตรงนี้น้ำตาก็พานไหลลงมาอีกครั้ง จะไม่อยากบังใจใครให้อยู่โดยที่ไม่รัก
ผมกลับเข้ามาในคอนโดของเฮียคิมอีกครั้งหลังจากพยายามหลบหน้าเ้าของห้องมาเกือบอาทิตย์ เพียงแต่ตอนนี้คิดได้แล้วว่า ได้เวลาเผชิญหน้ากับความจริงแล้วสักที ผมจะไม่หนีอีกต่อไป
ผมยืนอยู่หน้าประตูคอนโดของเฮียมาสักพักนึงแล้ว ใช่คีย์การ์ดแตะไปเบาๆ ประตูก็เปิดออก ผมพลัดประตูเข้ามาในห้อง ห้องที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมายของผมกับเฮีย
“หนู!!!…” เมื่อเปิดประตูผ่านคีการ์ดเข้ามาในห้อง กลับเจอเฮียที่เหมือนนั้งรอกันอยู่ก่อนแล้ว เฮียมองผมนิ่งๆ ผมเองก็ทำตัวไม่ถูกจึงหันหลังให้คนที่นั่งอยู่ ‘เฮียอยูที่ห้องเหรอ เฮียอยู่นี่ได้ยังไงอ่า… ไหนพี่รักษ์บอกรินทร์ว่าเฮียอยู่ที่ทำงาน’ ผมมองประตูเงียบๆ สูดหายใจลึก แล้วหันหลังกลับมามองคนตรงหน้า
‘เฮียยังหล่อเหมือนเดิม ดูดีเหมือนเดิม’ เขาช่างน่าหลงไหลเหลือ แต่กลับเป็ผมเองที่หลบตาคู่นั่น ยอมรับเลยว่าดวงตาของเฮียมันมีอิทธิพลกับผมมากมายจริงๆ ผมอยากจะเกี้ยวกราดใส่เฮียอยากะโด่าแรงๆ แต่ทำแบบนั่นไปก็คงไม่มีประโยชน์
“เฮีย! เฮียไม่ทำงานเหรอครับ" เฮียพยักหน้ามือหนาตบเบาๆ ลงบนโซฟาข้างๆ ตัว
"หนูหายไปไหนมา" ผมอยากดื้อเหมือนวันนั่น แต่เหนื่อยเกินกว่าจะทำแบบนั่น ได้แต่พาร่างอันไร้เรียวแรงของตัวเองมานั่งลงข้างเฮียเงียบๆ มือเล็กสองข้างกุมเข้าหากันด้วยความประม่า
“รักษ์บอกว่าหนูจะย้ายออก”
“พี่รักษ์บอก ช่ายครับ หนูไม่อยากรบกวนคุณอีกแล้ว แค่ที่ผ่านมาหนูก็รอบกวนคุณมามากพอแล้ว”
“เฮียไม่เคยคิดแบบนั่น ทุกอย่างที่ทำให้หนู เฮียเต็มใจ”
“หึ ใช่เหรอคับ”
“เฮียไม่เคยโกหกหนู”
“เพราะหนูเป็น้องพี่รักษ์ใช่ไหม ที่มาทำดีด้วยเพราะหนูเป็น้องพี่รักษ์ใช่ไหมคับ น้องของคนที่คุณรัก ” ไม่มีเสียงตอบปฏิเสธ เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้งระหว่างสองคน
“หึ!” น้ำตาหยดใส่ไหลลงมาอ่าบแก้มขาว มือบางยกขึ้นปัดมันออกลวกๆ เ็ปกับความรู้สึกตอนนี้เหลือเกินได้แต่หลับตาลงช้าๆ ในหัวมีแต่ภาพในความทรงจำที่ไม่อาจลบออกไปได้เลย
“รักหนูบ้างไหมเคยรักหนูบ้างหรือเปล่า…… "
“หึ หึหืออ คุณเคยรักกันบ้างไหม " ไม่มีเสียงตอบกลับมาให้ได้ใจชื่น ความเงียบที่เฮียเป็คนส่งมาให้มันคือคำตอบ
“หืออ หืออ” น้ำตาไม่ทำให้ความอัดอั้นภายในใจของผมเบาบางไปได้เลย กลับกันมันกลับยิ่งตอดงกย้ำให้ใจผมเจ็บ
มือบางยกขึ้นปาดน้ำตาตัวเองด้วยความเสียใจ มองคนรักอย่างผิดหวังไม่อยากคุยกับคนใจร้ายคนนี้อีกแล้ว ก็ถ้าเราไม่ต้องเจอกันอีกก็คงจะดีกว่านี้
เมื่อคนร่างเล็กจะลุกหนีแต่กลับทำอย่างใจคิดไม่ได้ เมื่อถูกมือใหญ่ตัวมากอดเอาไว้ จากนั่นก็ใช้มืออีกข้างยกคนร่างเล็กขึ้นมานั่งคร่อมบนตักแกร่งเอาไว้
“ปล่อยหนู นี่ปล่อยหนูหือ หืออ คุณปล่อยหนูซิว๊ะ หนูบอกให้ปล่อยไงเล่า…..” มือเล็กทุบไปบนอกคนพี่
“หนูพูดไม่เพาะกับเฮีย” สองมือใหญ่รวบเอามือเล็กมาจับเอาไว้แน่น รู้ตัวว่าพูดไม่เพราะแต่ตอนนี้ใครมันจะทนได้อีกกันละ ได้แต่หลบตาคนตัวโตที่เอาแต่มองหน้ากันอยู่
“ก็หนูบอกให้ปล่อย หึก …คุณ หือ…คุณก็ไม่ยอมปล่อยหนูลง"
“เฮียจะปล่อย.. ก็ต่อเมื่อหนูหยุดแล้วฟังเฮีย” ดิ้นจนเหนื่อย ทำได้แค่สะอื่นไห้ออกมา
‘มันยังมีอะไรให้ยังต้องฟังกันอีกว๊ะ' จะหนีก็หนีไม่ได้ จะดิ้นก็ดิ้นไม่พ้น ได้แต่ปล่อยให้ความเงียบและเสียงสะอื่นทำหน้าที่ของมันไปช้าๆ อยู่บนตักของเฮีย เฮียทำเพียงลูบหลังปลอบโยน
“ ฟังเฮียนะครับ "สองมือหนา ประคองใบหน้าเล็กให้เงยขึ้นมาซบสายตากัน ค่อยๆ ััไปบนใบหน้าหวานเกลียคราบน้ำตาออกเบาๆ
“เฮียขอโทษ ที่หนูถามว่าเฮียรักหนูไหม…เฮียจะตอบ”
“ ถึงแม้มันจะไม่ใช่ความรักในแบบที่หนู้า แต่เฮียก็รักหนู อยากให้หนูรู้ว่าเฮียรักหนู”
“หึ! ไม่ใช่ความรักในแบบที่หนู้างั่นเหรอ หนูเป็เมียคุณนะ!!!” ตะคอกออกมาไม่เบานัก มือเล็กทุบลงบนอกแกร่ง
“แล้วคุณมาทำดีกับหนูทำไม มาอยู่ข้างๆ หืออ คอยมาตามใจ มาใส่ใจหนูทำไม มาทำให้หนูรักคุณทำไม หือ~”
“ ตอนหนูบอกรักคุณ ทำไม ทำไมคุณไม่ปฏิเสธหนูว๊ะ”
“ตอนที่หนูจูบคุณ ทำไมถึงไม่ปฏิเสธหนู ทำไมไม่บอก..… ว่าคุณรักพี่รักษ์! อยู่ก่อนแล้ว!”
“หือออ ทำไมไม่บอกกัน หือออปล่อยให้หนูเป็ไอ้หน้าโง่ในสายตาคุณอะ....” มือเล็กกำเสื้อตรงอกแกร่งเอาไว้แน่นสะอื่นจนตัวโยนจากความเสียใจทั้งหมดในตอนนี้มันจบแล้วภาพลักษณ์เด็กดีในสายตาเฮีย
"..."คิมหันต์เอาแต่นั่งเงียบ เมื่อได้ฟังสิ่งที่น้องพูดระบายออกมา สับสนเหลือเกินว่าตอนนี้ผมกำลังรู้สึกแบบไหนกับเด็กคนนี้กันแน่ ไม่รู้ว่าแบบไหนกันแน่ที่เรียกว่าความรักจริงๆ
ระหว่างรักษ์ เพื่อนสนิทที่ผมรักเค้ามาก รักแรกและผมคิดว่าจะเป็รักเดียวของผม ถึงแม้ว่ารักษ์ไม่จะเคยยอมรับความรู้สึกที่ผมมอบให้ก็ตาม
หรือกับรินทร์น้องชายของคนที่ผมรัก การได้เข้ามาอยู่ในโลกของน้องทำให้ผมสบายใจ มันทำให้ทุกวันนั่นมีความสุข เผลอแป๊ปเดียวเวลาที่เราอยู่ด้วยกันก็ผ่านมาเป็ปีแล้ว ไม่อยากให้อะไรก็ตามมาทำลายรอยยิ้มอันสดใสนี้เลย แต่สุดท้ายก็เป็ผมเองนี่แหละที่ทำลายรอยยิ้มนั่นเองกับมือ
“เพราะเฮียแค่ไม่อยากให้หนูเจ็บเหมือนนอนนี้ไงไม่อยากเห็นหนูเสียใจ เฮียไม่อยากให้หนูร้องไห้ เฮียไม่เคยอยากเห็นน้ำตาหนูเลยนะ ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อหนู …”
“เพื่อหนูหรือเพื่อตัวคุณเองกันแน่ว๊ะ!... คุณใจร้ายมากเลยรู้ตัวไหม ไม่รักก็บอกไม่รักซิ มาทำให้หนูรักคุณทำไม?” มือเล็กค่อยๆ ปล่อยออกจากเสื้อคนตัวโต ก้มหน้าซบลงไปบนอกแกร่ง ร้องไห้ อีกครั้ง ร่างเล็กสั่นไหวจากแรงสะอื่น มือหนาตระกองกอดร่างน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างห่วงแหน
“เฮียขอโทษหนูน่ะ ทุกอย่างมันเป็เพราะเฮียเอง ทั้งหมดเพราะเฮีย "ร่างเล็กบอบบาง ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของคนตัวโตจนเหนื่อยหอย บนดวงหน้าหวานเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
ผมเงยหน้ามองเฮีย ผมยิ้มให้เฮีย คนที่ผมรักอย่างสุดหัวใจ ‘ไม่เป็ไรนะรินทร์ขอแค่เฮียมีความสุขแค่นี้ก็พอแล้ว’ บอกกับตัวเองว่าไม่เป็ไร
มือเล็กค่อยๆ ประคองใบหน้าคนรักให้อยู่ในระดับเดียวกัน มองสบเข้าไปในดวงตาคมคู่นั่นที่ตนเองแสนหลงไหล “หนูเข้าใจทุกอย่างแล้ว สัญญาว่าจะไม่กวนใจเฮียอีก จะกลับไปเป็น้องชายแบบที่เฮีย้าให้ได้ หรือถ้าเฮียจะคบกับพี่รักษ์ ทำได้เลยไม่ต้องห่วงหนูแล้ว หนูโอเค” มือเล็กค่อยๆ ละออกจากใบหน้าคม แล้วผลพลุกออกจากตักแกร่ง
ผมเดินเข้ามาในห้องนอนใหญ่เก็บของทุกอย่างที่เป็ที่เกี่ยวกับการเรียน ใส่กระเป๋า เงยหน้า มองไปรอบๆ ห้องเก็บภาพความสุขความทรงจำที่ได้อยู่ด้วยกันเอาไว้ในในควรมทรงจำ เตียงนอนที่เราได้นอนกอดกัน ห้องน้ำที่เราเคยอ่าบน้ำด้วยกัน ตู้เสื้อผ้าที่เราแบ่งกันคนครึ่ง
เปิดตู้เสื้อเก็บมาเฉพาะเสื้อชุดนักศึกษาของใส่กระเป๋า คิมหันษ์เดินเข้ามายืนมองผมเงียบๆ ผมลากกระเป๋าเดินมาหยุดตรงหน้าเฮีย เราสองคนสบตากันในความเงียบ
ผมเดินผ่านเฮียออกมามาจากห้อง กวาดมองไปรอบๆ ห้องคอนโด อย่างน้อยก็เคยได้อยู่ด้วยกันแค่่หนึ่งก็ดีมากแล้ว
“ของที่เหลือผมจะให้ที่บ้านมาเก็บ ส่วนคีการ์ดนี่ผมจะฝากมาคืนให้” เฮียไม่ได้พูดอะไรตอบ ผมจึงลากกระเป๋าออกจากห้องไปเงียบๆ
'ลาก่อนคับเฮีย'