เสียงกลองยังก้องอยู่ในหู หลินเย่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กสายรองตระกูลหลินที่กำลังเดินออกจากเรือนพักไปยังสนามกลางเมือง ฝีเท้าของทุกคนหนักกว่าปกติ วันนี้ไม่ใช่วันซ้อม
เมืองฟางหรงเปลี่ยนไปมากกว่าตอนที่เขามาถึง ถนนสายหลักที่เคยคึกคักอยู่แล้วนั้นพลุกพล่านจนเดินแทบไม่ได้ ธงประจำตระกูลต่างๆ ปักอยู่ตามหน้าเรือนพักสองข้างทาง สีต่างกัน ลวดลายต่างกัน แต่ทุกผืนพลิ้วในลมเช้าเป็นจังหวะเดียวกัน ราวกับเมืองนี้หายใจพร้อมกันทั้งหมด
เดินและสังเกตสนามกลางเมืองฟางหรงถูกกั้นด้วยราวไม้ขนาดใหญ่เป็นวงกลม พื้นที่ข้างในกว้างพอให้รถม้าห้าคันเคียงกันแล่นได้ ขอบสนามมีอัฒจันทร์ไม้ชั่วคราวสูงสี่ชั้น ผู้ชมที่เดินทางมาตั้งแต่เช้าตรู่นั่งเต็มทุกชั้นแล้ว เสียงพูดคุยสะท้อนออกมาเป็นคลื่นที่รู้สึกได้ที่หน้าอก
สิบตระกูลใหญ่ยืนเรียงอยู่ในสนามแยกกันเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มห่างกันพอที่จะบอกว่าไม่ได้สนิทกันเป็นพิเศษกวาดสายตาไปทีละกลุ่ม ไม่รีบ อ่านทีละรายละเอียดตระกูลจางอยู่ฝั่งตะวันออก ธงสีเขียวเข้มที่เคยเห็นเมื่อวันขบวนรถม้าเข้าเมือง ตอนนั้นทหารบาดเจ็บและเด็กอิดโรย แต่วันนี้คนละภาพ เด็กตระกูลจางสวมเสื้อผ้าเขียวอมดำที่เย็บตัดดี กระดูกสันหลังตั้งตรงราวกับถูกเทด้วยเหล็ก สายตาของพวกเขากวาดรอบสนามโดยไม่ซ่อน
ประเมินทุกอย่างที่เคลื่อนไหวท่ามกลางกลุ่มนั้นมีร่างหนึ่งที่ยืนต่างออกไปไหล่ห้อยหลวมๆ แต่น้ำหนักลงที่ขาซ้ายพอดี สูงกว่าคนอื่นในกลุ่มครึ่งหัว ผมสีดำถูกมัดไว้หลวมๆ มือซ้ายมีรอยหนังด้านแล้วกลับอ่อนลงตามแนวด้ามดาบ หลินเย่จำชายหนุ่มคนนั้นได้เคยเห็นใบหน้านั้นในขบวนรถม้าที่ผ่านเข้าเมือง ใบหน้าที่ดูเหนื่อยและอิดโรยตอนนั้น แต่ตอนนี้นิ่งและพร้อม ระหว่างทางที่ผ่านมาไม่รู้ว่าเขาผ่านอะไรมา แต่คนที่ยืนนิ่งในสนามได้แบบนั้นไม่ใช่คนที่พักผ่อนมาดี บุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลจาง เดาในหัวโดยไม่แน่ใจ
ตระกูลเว่ยยืนอยู่ฝั่งตะวันตก ธงสีน้ำเงินอมเทาที่ขอบมีลวดลายคลื่นทอง เด็กตระกูลเว่ยสวมเสื้อผ้าหลวมกว่าตระกูลอื่น ไม่ใช่ความไม่ระมัดระวัง แต่ผ้าหลวมนั้นถูกตัดเพื่อให้ขยับได้สะดวกสำหรับคนที่ฝึกวิชาเคลื่อนที่เป็นหลัก หลายคนในกลุ่มไม่ได้ยืนนิ่ง เดินเล็กๆ วนอยู่ในกลุ่ม บางคนขยับนิ้วเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ริมฝีปากบีบเบาๆ ไม่ขยับธิดาศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเว่ยยืนอยู่ตรงกลางกลุ่ม สตรีร่างเล็กที่ดูอายุน้อยกว่าคนอื่นในกลุ่มสักสองสามปี เสื้อสีน้ำเงินเข้มที่ชายเสื้อปักลวดลายคลื่นสีเงิน มองลงที่พื้นดินข้างหน้า ริ้วคิ้วจีบเล็กน้อย ไม่ฟังเสียงรอบข้างคนในกลุ่มตระกูลเว่ยไม่มีใครยืนใกล้นางเกินหนึ่งก้าว ไม่ใช่เพราะไม่ชอบ แต่เป็นระยะห่างของการเคารพ คนที่คนอื่นเว้นระยะให้โดยไม่ต้องขอ มักเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด
ตระกูลโซว่ยืนอยู่ทิศเหนือ ธงสีแดงเข้มที่มีรูปเปลวไฟสีทอง เด็กตระกูลโซว่ส่วนใหญ่ตัวใหญ่กว่าเด็กตระกูลอื่นในวัยเดียวกัน แผ่นหลังกว้าง กล้ามเนื้อแขนปูดผ่านผ้า เสียงที่พูดคุยกันในกลุ่มโซว่ดังกว่ากลุ่มอื่น เป็นเสียงของคนที่คุ้นเคยกับการพูดกลางแจ้งในที่ที่มีเสียงดังบุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลโซว่นั้นเห็นได้ชัดที่สุดในบรรดาทั้งหมดยืนอยู่ข้างหน้ากลุ่มแทนที่จะอยู่กลาง ใบหน้าเหลี่ยมมีรอยฝ้าแดดที่บอกว่าฝึกซ้อมกลางแจ้งมากกว่าในห้อง ไม่กวาดสนาม มองตรงไปข้างหน้าในทิศที่ไม่มีอะไร ระยะสามร้อยก้าวมือของเขากำแล้วคลายสลับกันช้าๆ ในจังหวะที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่ความประหม่า แต่เป็นการอุ่นกล้ามเนื้อที่ทำจนลืมตัวเองไปแล้ว
ตระกูลมู่ยืนอยู่ทิศใต้ ธงสีม่วงเข้มที่ขอบมีลวดลายอักขระขนาดเล็กเรียงเป็นแถว เด็กตระกูลมู่สวมเสื้อผ้าที่ดีที่สุดในสนาม ผ้าเนื้อดี ลวดลาประณีต แต่ไม่ฉูดฉาดในแบบที่ต้องการดึงดูดสายตา ราวกับว่าความดีของผ้านั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
มู่หว่านหรงยืนอยู่ตรงนั้น เสื้อสีม่วงเข้มที่คุ้นเคย ผมรวบขึ้นด้วยปิ่นเดิม ปลายนิ้วของนางวางทาบบนข้อมืออีกข้างนิ่งสนิท
สายตาอยู่ที่แท่นกลางสนามไม่หันมาทางของเขาแม้แต่ครั้งเดียวแต่หลินเย่รู้ดีว่านางรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามานั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของคนบางประเภทไม่ใช่คนที่จ้องมาตรงๆแต่คนที่ไม่จ้องเลยและยังรู้ทุกอย่างระหว่างเขากับนางมีเรื่องค้างอยู่มากพอที่ต้องระวังตลอเวลา
ยืนนิ่งแล้วมองทางอื่นต่อไป หกตระกูลที่เหลือกระจายอยู่รอบสนามตระกูลที่มีธงสีส้มที่ขอบมีรูปเส้นด้ายพันกัน เด็กของพวกเขาถือถุงและกล่องเล็กๆ ในมือ ไม่ใช่ของตกแต่ง คนที่พกสิ่งของมาด้วยในวันแข่งคือคนที่รู้ว่าตัวเองจะใช้มัน
ตระกูลที่มีธงสีเหลืองทองตัดดำเด็กของพวกเขายืนห่างกันคนละก้าวกว่ากลุ่มอื่น ขาวางในแบบที่พร้อมจะถอยได้ทุกทิศอีกตระกูลที่มีธงสีเทาอ่อน เด็กของพวกเขาพูดคุยกันน้อยที่สุดในสนาม หลายคนหลับตา ลมหายใจช้าและลึกเก็บทุกอย่างเข้าสู่หัว
ขบวนของตระกูลหลินเดินเข้าสนาม หลินตงนำหน้า ทหารอีกสี่คนคุมสองข้าง เด็กห้าสิบคนเดินตามหลัง
หลินเย่เดินอยู่กลางกลุ่ม ไม่ใช่หน้า ไม่ใช่หลัง แค่กลาง ไม่โดดเด่น ไม่หายไปเมื่อขบวนตระกูลหลินเดินเข้าสนาม สัมผัสได้ถึงสายตาที่เลื่อนมาตรวจสอบจากหลายทิศไม่ใช่สายตาที่อยากรู้จักแต่เป็นสายตาที่ประเมินนับเปรียบเทียบ
ท่านผู้นำประจำเมืองฟางหรงก้าวขึ้นไปยืนที่แท่นกลางสนาม ร่างชายชราในชุดสีขาวที่บอกสถานะโดยไม่ต้องพูด ผมขาวทั้งหัวที่ดูแลอยู่ดีกว่าอายุที่เห็น เมื่อท่านยกมือขึ้น เสียงในสนามทั้งหมดเงียบลงในครึ่งวินาที
"งานชุมนุมมังกรน้อยประจำปีนี้เริ่มต้น"
เสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่ได้ยินทั่วสนาม มีปราณอยู่ข้างในรู้สึกได้ที่หูมากกว่าแค่ได้ยิน
"กติกาคือเดิม สิบตระกูลส่งตัวแทนคนละสิบคน รวมร้อยคน แข่งแบบคัดออกรอบละสอง จนเหลือสิบอันดับสุดท้าย ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งถึงสาม ตระกูลนั้นได้สิทธิ์จัดอันดับในการแข่งขันระดับทวีปสามปีข้างหน้า"
รับฟังและวิเคราะห์ไปพร้อมกันร้อยคนตระกูลละสิบแข่งแบบคัดออกหันไปมองหน้าหลินตงที่ยืนอยู่ข้างๆ นางยืนตัวตรง สายตาตรงไปที่แท่นกล่าว ใบหน้าไม่มีสีหน้าพิเศษใดๆ แต่มือของนางกำแน่นกว่าปกติ
"ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงหนึ่งประการ"
เสียงในสนามเงียบลง จนได้ยินแต่ลมเช้าม้วนฝุ่นลานดินขึ้นเป็นวง ทุกสายตาปักอยู่ที่ร่างชุดขาวบนแท่นหิน
"รอบแรกจะไม่ใช่การประลองตัวต่อตัว..." ท่านผู้นำเมืองหยุดหายใจสั้นๆ ราวกับตั้งใจให้คำถัดไปกระแทกหนักขึ้น
"...แต่จะเป็นการทดสอบสองด้านพร้อมกัน คือ ยุทธ์ และ โอสถ คะแนนจากทั้งสองส่วนจะกำหนดสิทธิ์การจับฉลากในรอบประลองจริง ยิ่งสูง ยิ่งได้เลือกคู่ก่อน"
เสียงวุ่นระเบิดทั่วสนามฝั่งตระกูลโซว่ดังที่สุดบุตรศักดิ์สิทธิ์ที่นิ่งอยู่ตลอดเช้าพลันหยุดจังหวะมือปากขยับแต่ไม่มีคำออกมาเด็กหลายคนในกลุ่มแลกตาอย่างลนลานพวกมันฝึกกายาเหล็กกล้าเพื่อทุบทำลาย เรื่องยาและการกลั่นโอสถไม่เคยแตะ
ฝั่งสายหลักตระกูลหลินก็ไม่ต่างกัน เสียงซุบซิบตึงขึ้น ลูกคุณหนูที่ปกติมีนักปรุงยาประเคนถึงปากเริ่มหน้าเสียมีเพียงกลุ่มธงสีส้มที่ยังนิ่งสงบ ไม่ขยับ ไม่หัน รอให้คนอื่นตื่นเต้นกันให้จบก่อนเกณฑ์ตัดสินแต่ละด้านถูกประกาศต่อเนื่อง ชายชราอธิบายอย่างเป็นระบบ ยุทธ์วัดจากท่วงท่า ความถูกต้องของเส้นสายรากฐาน และความลุ่มลึกของวิชาที่ร่ายรำต่อหน้าผู้คุมสอบ ส่วนโอสถนั้นทุกคนจะได้รับตำราเล่มเล็ก เตาปรุงยา และสมุนไพรดิบในปริมาณเท่ากัน แล้วหลอมโอสถทันที ผู้ใดคุณภาพใกล้ต้นฉบับที่สุด ได้คะแนนสูงสุด
หลินเย่ฟังอยู่เงียบๆ กติกานี้ไม่ได้เลือกคนแข็งแกร่ง มันเลือกคนที่ปรับตัวได้ เมืองฟางหรงต้องส่งตัวแทนไปแข่งระดับทวีปในอีกสามปี ตระกูลที่เก่งแต่ต่อย ไม่มีที่ยืนในโลกกว้างเขาไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้นนาน ความคิดวิ่งไปยังสิ่งที่จำเป็นกว่า
"ยุทธ์ และ โอสถ..."
สองสิ่งที่เขาใช้สองอาทิตย์ก่อหน้านี้เค้นฝึกจนหลับ ไม่ได้จ่ายเงินซื้อข่าวสักเหรียญ ทว่าสิ่งที่ทำกลับตรงล็อกกับกติกาใหม่ราวกับรู้มาก่อนหลินเย่ไม่ได้ยิ้ม เขาแค่กวาดสายตามองสนามอีกรอบ ตรวจสอบตำแหน่ง
ฝั่งทิศใต้มู่หว่านหรงยังนิ่งปลายนิ้วเคาะข้อมืออีกข้างเป็นจังหวะเนิบช้าสายตาจ้องตรงไปที่แท่นกลาง มุมปากหยักขึ้นเล็กน้อย ธิดาศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเว่ยยังก้มมองพื้น บุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลจางปรับองศาการยืนช้าๆ
"เด็กสายรองหน้าธรรมดา..."
เขาพึมพำในหัวพลางดึงเสื้อเนื้อหยาบให้เรียบยิ่งคนมองข้าม ยิ่งเป็นเรื่องดี
"เริ่มการทดสอบได้!"
กลองศึกกระหน่ำรัวผู้คุมสอบในชุดเครื่องแบบก้าวเข้าประจำจุดพร้อมกันมือแต่ละคนถือม้วนคัมภีร์รายชื่อและกล่องเหล็กบรรจุเตายาขนาดพกพา
หลินเย่หันมาหาหลินจั้ง เพื่อนสายรองคนเดียวที่ฝึกร่วมกันมาตลอดช่วงนี้ไม่มีคำพูดใดจำเป็น ทั้งสองพยักหน้าสั้นๆ แล้วแยกออกไปในทิศทางของตัวเอง