“ท่านเ้าเมืองเฉินหนงมีนามว่าซ่างซุน เมื่อสามปีก่อนขณะที่ภัยแล้งเพิ่งจะเริ่มต้น เวลานั้นทางเมืองหลวงได้ส่งเสบียงและยารักษาโรคมายังเมืองเฉินหนงของเราเช่นกัน หากแต่ชาวบ้านได้รับสิ่งของช่วยเหลือแค่เพียงหนึ่งในสามส่วนเท่านั้น”
“หา!!! ข้าก็ได้รับปันเสบียงมาเช่นกันนะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านั่นเป็เพียงหนึ่งในสามจากที่ควรได้เท่านั้น” ชาวบ้านผู้หนึ่งร้องออกมาน้ำเสียงเจือความแค้นเคือง
“หยุดๆ ฟังเถ้าแก่พูดต่อก่อน” สตรีกลางคนอีกผู้หนึ่งรีบเอ่ยขัดจังหวะ
เถ้าแก่เครายาวหยุดฟังทั้งสองไปชั่วครู่จากนั้นก็เริ่มลูบเคราแล้วเล่าเื่ต่อ
“พวกเราได้รับเสบียงช่วยเหลือแค่เพียงในปีแรกเท่านั้น สองปีต่อมาฮ่องเต้ยังคงรับสั่งให้ส่งเสบียงมาช่วยเมืองเฉินหนงและเมืองอื่น ๆ ในแถบนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่เป็ท่านเ้าเมืองที่ลักลอบนำสิ่งของและเสบียงช่วยเหลือเ่าั้ ส่งออกมาขายให้ชาวบ้านแทนการมอบให้ ซ้ำยังกักตุนเพื่อเพิ่มราคาสินค้าให้สูงขึ้นอีกด้วย”
“เลว!!”
“ต่ำช้ายิ่งนัก!!”
เสียงชาวบ้านที่มาล้อมวงฟังเริ่มก่นด่าท่านเ้าเมืองกันอย่างอื้ออึง ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาอยู่ทางหน้าร้านขายธัญพืชก็เข้ามาร่วมวงสนทนากันเพิ่มมากขึ้น เสียงเล่าความต่อกันไปดังแว่วเข้ามาเป็ระยะ
เถ้าแก่เครายาวก็ปล่อยให้ชาวบ้านเล่าเื่ต่อและก่นด่ากันอยู่อีกสักพัก แล้วจึงเล่าต่อ
“ความมาแตกเอาเมื่อขุนนางผู้ตรวจราชการโม่โฉว ที่ติดตามตรวจสอบภารกิจที่ฮ่องเต้มอบหมายให้มีการแจกจ่ายเสบียงในทางลับ ได้พบความจริงที่น่ารังเกียจของท่านเ้าเมืองเข้า เวลานี้ท่านเ้าเมืองและคนในตระกูลได้ถูกควบคุมตัวไปเมืองหลวงแล้ว แต่การตัดสินเป็เช่นไรนั้นข้าเองก็ยังไม่รู้หรอก”
เสียงคาดเดาไปในทางต่าง ๆ ของชาวบ้านยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จางเฟยอีเวลานี้นางรู้สึกตกตะลึงไปเล็กน้อย มีบางสิ่งบางอย่างที่บังเกิดขึ้นในความคิดของนาง แต่นางยังไม่แน่ใจ จึงเอ่ยปากถามเถ้าแก่อีกครั้ง
“เถ้าแก่เ้าค่ะ ฮ่องเต้ของเรามีพระนามว่ากระไรหรือเ้าคะ แล้วเราอยู่ในราชวงศ์ใด”
“เอ๋..เ้าถามอันใดกันราชวงศ์คืออะไรกันเล่า แผ่นดินของเราก็มีตระกูลโอวหยางเท่านั้นที่ปกครองแผ่นดินจีนมาโดยตลอดหากเ้าจะถามว่าราชวงศ์ใดก็มีราชวงศ์โอวหยางเดียวนี้เท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็ฮ่องเต้เพียงสกุลเดียว ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตลอดไปเลยทีเดียว ส่วนฮ่องเต้ของพวกเรามีพระนามว่า โอวหยางเทียน”
คราวนี้จางเฟยอีตกตะลึงพรึงเพริดไปโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง นางนึกคุ้นชื่อเมืองเฉินหนงนี้มาั้แ่ต้นแล้ว แต่เหตุการณ์เฉพาะหน้าทำให้นางมีเื่ต้องคิดต้องทำมาโดยตลอด จนลืมที่จะคิดถึงเื่นี้ต่อไป
พอมาได้ฟังเถ้าแก่กล่าวถึงชื่อท่านเ้าเมืองซ่างซุน และการลักลอบค้าเสบียงหลวงนางก็สงสัยเพิ่มมากขึ้น และเริ่มจำเค้าลางบางอย่างได้ เมื่อถึงเวลาที่เถ้าแก่เอ่ยชื่อผู้ตรวจราชการโม่โฉว เวลานั้นนางจำได้อย่างขึ้นใจเลยทีเดียว
เพราะชื่อโม่โฉวนี้เป็ชื่อของท่านลุงข้างบ้านของนางที่ทำงานอยู่ในร้านขายอุปกรณ์ทางทหาร และก็เป็ชื่อเดียวกันกับผู้ตรวจราชการในนิยายเื่หนึ่งที่นางและเขาเคยอ่านมาก่อน นางยังเคยเรียกท่านลุงโม่ว่าท่านผู้ตรวจราชการโม่ เป็การหยอกล้อเขาอยู่บ่อยๆ
ผู้ตรวจราชการโม่โฉวในนิยายเื่นั้น ก็ได้รับความไว้วางใจจากโอวหยางเทียน ฮ่องเต้ที่ไม่เคยมีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติจีนแต่อย่างใด ไม่เคยมีราชวงศ์โอวหยางที่ปกครองแผ่นดินจีนแต่เพียงสกุลเดียวตลอดชั่วกาลนาน มันเป็เพียงเหตุการณ์ที่ถูกเขียนขึ้นมาในนิยายเท่านั้น
เนื้อเื่ในนิยายเวลานี้ก็คือ แผ่นดินจีนทางภาคตะวันออก เกิดภัยแล้งหนักกว่าภาคอื่น ๆ โอวหยางหวงตี้ทรงมีรับสั่งให้ส่งเสบียงจากภาคอื่นมาช่วยทางภาคตะวันออก และแต่งตั้งโม่โฉวมาสืบภารกิจในทางลับ จากนั้นโม่โฉวก็สร้างผลงานโดยการจับกุมซ่างซุน เ้าเมืองเฉินหนงผู้ที่ยักยอกเสบียงและสุดท้ายตระกูลซ่างซุนก็ถูกปะา 7 ชั่วโคตร
โม่โฉวแสดงผลงานได้ยอดเยี่ยมและได้เป็ผู้แทนพระองค์ในอีกหลายภารกิจของโอวหยางหวงตี้ ส่วนที่สำคัญของเนื้อเื่เกี่ยวกับโม่โฉวก็คือ เขาเป็คนที่แนะนำและช่วยเหลือให้พระเอกของเื่ได้รับตำแหน่งแม่ทัพบูรพา พระเอกของเื่ก็ทำความดีความชอบใหญ่หลวง รบชนะทุกศึก โดยมีนางเอกของเื่นี้เป็หมอหญิงเทวดา ชื่อเสียงด้านการรักษาของนางเป็หนึ่งไม่มีสอง
“หยุดก่อน!!” จางเฟยอีเผลอสั่งให้ตัวเองหยุดความคิดตั้งสติให้ดีออกมาเสียงดัง
“แค่กๆๆ เ้าดุข้าหรือแม่นางน้อย” เถ้าแก่เครายาวถามเสียงน้อยใจ นางถามเขาเองนะ แล้วก็มาสั่งให้เขาหยุดอีก
“ขออภัยเ้าค่ะเถ้าแก่ ข้าเพียงนึกเื่สำคัญได้พอดี จึงเผลออุทานออกมา ข้าขอลาท่านไปก่อน ครั้งหน้าข้าจะมาเลือกซื้อต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์จากท่านอีกนะเ้าคะ” จางเฟยอีกล่าวจบก็เร่งฝีเท้าออกมาจากกลุ่มคนโดยเร็ว นาง้าพื้นที่พักหายใจสงบสติอารมณ์สักครู่
นางพบต้นไม้ใหญ่ข้างทางต้นหนึ่งที่มีคนเดินผ่านไปมา ไม่น่ากลัวนักจึงมุ่งหน้าไปทางนั้นและยืนพิงต้นไม้หลับตาคิดถึงเื่ของตนเองอีกครั้ง
นางเข้าใจมาโดยตลอดว่านางแค่ย้อนเวลามายังยุคโบราณยุคใดยุคหนึ่ง แต่ความจริงที่เพิ่งรู้ในเวลานี้ก็คือนางทะลุมิติเข้ามาในนิยาย แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นหากเนื้อเื่ดำเนินไปจนถึงตอนจบ นางจะได้กลับไปยังโลกเดิมของนางหรือไม่ หรือต้องติดอยู่ในนิยายเื่นี้ไปตลอด แล้วนางต้องทำอะไรต่อไปบ้าง
“อันดับแรก จางเฟยอีคือใคร” จางเฟยอีเริ่มลำดับเหตุการณ์ในใจ
“ไม่มี ไม่มีสตรีผู้นี้ในเนื้อเื่เลย ไม่มีหมู่บ้านน่าหลางปรากฏชื่อออกมาในนิยายด้วยซ้ำ ไม่มีคนที่ทะลุมิติมาพร้อมกับมิติพิเศษอะไรเลย นางเอกก็เป็เพียงทายาทตระกูลแพทย์ที่มีพร์และได้รับพรเหนือผู้ใด นางไม่ได้ทะลุมิติมาจากไหนเลย หรือฉันต้องไปแย่งพระเอกมาจากนางเอกกันเล่า” นางคิดเรื่อยเปื่อยไป
“ไม่ๆๆๆๆๆ หยุดเลย นางเอกเป็หมอเทวดา แล้วฉันเป็ใคร แค่อ่านหนังสือการทำสวนเกษตรมามากหน่อย ยาก็รู้จักแค่ยาแก้ปวด แก้ไอ พลาสเตอร์ปิดแผล อาหารก็ทำได้ไม่กี่อย่าง จะเอาอะไรไปสู้เขาได้กันเล่า”
นางหยุดคิดวนไปวนมาอยู่อีกนานก็ได้ข้อสรุปให้กับตนเองว่า ไม่ว่าจะย้อนเวลาหรือเข้ามาอยู่ในนิยาย เวลานี้นางก็มีลมหายใจ มีเืเนื้อ รู้สึกหิวและเ็ปเป็
เช่นนั้นนางก็จะไม่สนใจเื่ต้นกำเนิดอีกต่อไป ใช้ชีวิตภายในสกุลจางของนางในหมู่บ้านน่าหลางให้ดี ช่วยชาวบ้านไม่ให้อดอยากจากความรู้ความสามารถพิเศษที่ได้รับมา เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว หากนิยายจบ แล้วนางต้องตายไปอีกครั้งก็ถือว่านางได้ใช้ชีวิตมาถึงสองชีวิต นั่นก็คุ้มค่าเกินผู้ใดแล้ว
ส่วนทางด้านพระเอกนางเอกของนิยาย นางจำไม่ได้เลย ว่าพวกเขามีเหตุที่จะต้องเดินทางมาที่เมืองเฉินหนงหรือไม่ แต่ก็คิดว่าถึงแม้จะมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น นางก็ไม่คิดเื่จะไปตีท้ายครัวบ้านใดเข้าให้อย่างเด็ดขาด อย่างมากก็ขอชมใบหน้าอันหล่อเหลาและ งดงาม ของคู่พระ-นาง ตามที่นิยายบรรยายเอาไว้เสียหน่อยก็พอ
ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่านางต้องไม่เกี่ยวข้องกับพระเอกของเื่อย่างแน่นอน เพราะใบหน้าของนางไม่ใช่สตรีที่งดงามล่มเมืองดังเช่นนางเอก แค่มีผิวพรรณที่ดีกว่าสตรีชนบททั่วไป ใบหน้างดงามอย่างมีเอกลักษณ์แต่ไม่ถึงขั้นใครเห็นก็ต้องเหลียวมองเช่นนั้น
“เอาล่ะ ทำหน้าที่ของตัวเองเฟยอี เธอมีน้องชายสองคนที่ผอมโซอยู่ที่บ้าน มีญาติพี่น้องที่แสนดีแต่ยังลำบาก จัดการสถานการณ์ตรงหน้านี้ให้ดีก็พอ”