หนึ่งรัตติกาล

    หนึ่งรัตติกาล ตอนที่ 51 : ตำหนักสงบ

    " เกิดสิ่งใดขึ้น " ชายชราที่อยู่ในตำหนักข้างซุ้มประตูร้องออกมา พลางทะยานร่างออกมาอย่างรวดเร็ว


    " ผู้ใดสังหารคนเหล่านี้ " ชายชราเอ่ยออกมา 


    สองตาของชายชราจ้องมองยังบาดแผลกลางหน้าผาก แลหลังศีรษะของยอดยุทธตระกูลหมง พลางสูดหายใจเข้าลึก


    " เป็นอาวุธลับ " ชายชราพึมพำ 


    " ต้องแข็งแกร่งระดับใด จึงสามารถซัดอาวุธลับทะลวงออกหลังศีรษะได้ ทั้งยังเงียบกริบ ผู้ตายเหล่านี้มิรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตกตาย " ชายชราเอ่ยออกมา


    " ผู้ใช้อาวุธลับมีความเชี่ยวชาญสูง ทั้งขั้นพลังยังสูงด้วย จึงสามารถใช้อาวุธออกมาได้โดยที่ข้ามิรู้ " ชายชราเอ่ยออกมา


    " ฮื่อห์ " เขาถอนหายใจออกมาอย่างแรง พลางกวาดตามองรอบ


    สายตาของชายชรามองจ้องยังชายหนุ่ม เขาพยักหน้าเล็กน้อย 


    " ไอหนูนี่เห็นทีจะมีคนปกป้อง " ชายชราพูดในใจ 


    ชายชราครุ่นคิด เขาจะทำเช่นใด หากปล่อยชายหนุ่มไป ก็กลัวว่าผู้ปกป้องชายหนุ่มจะมิพอใจ หากเป็นเช่นนั้นสำนักบัณฑิตคงตกที่นั่งลำบาก 


    " มีเพียงให้ไอ้หนูนี่เข้าสู่สำนัก จึงจะทำให้ยอดยุทธผู้นั้นพึงใจ " ชายชราพูดในใจ 


    ชายชรามองยังศิษย์ผู้ตรวจพลางพยักหน้า แลสะบัดหน้าออกด้านข้างเล็กน้อย 


    " ขอรับ " ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้า แลผินกายหาชายหนุ่ม


    " เจ้า เข้าไปได้แล้ว " ศิษย์ผู้นั้นยื่นหนังสือรับรองให้กับหานลี่ 


    " อืม " หานลี่รับเอาหนังสือรับรอง แลก้าวเท้าเดินผ่านซุ้มประตู 


    สองเท้าของหานลี่เดินไปเรื่อยจนถึงบันไดขั้นแรก พลางก้าวเท้าเหยียบลงยังบันได


    " อืม " ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ เมื่อมรรคาเต๋าบางเบาล่องลอยเวียนวนทั่วร่าง


    " หือ " ชายชราถึงกับหัวคิ้วพุ่งเข้าชนกัน เมื่อสัมผัสได้ถึงมรรคาวิถีที่ล่องลอยออกมา


    สองตาของเขามองยังแผ่นหลังของชายหนุ่ม เขาพยักหน้าช้าๆ  


    " ที่ขั้นฝึกต่ำคงเพราะเน้นฝึกมรรคาวิถีอยู่เป็นแน่ " ชายชราพึมพำ 


    ศิษย์ผู้นั้นเมื่อได้ฟังพลันโง่งมในทันใด " ผู้อาวุโสแท้จริงแล้วชายคนเมื่อครู่ เป็นผู้ใดรึขอรับ " เขาเร่งเอ่ยถาม


    " เจ้าเห็นสิบศพนั่นรึไม่ " ชายชราเอ่ยออกมา " 


    " นั่นคือฝีมือของผู้ปกป้องเขา ยอดยุทธระดับสูงที่ข้าก็มิใช่คู่ต่อสู้ ดีมิดีอาจเป็นอาจารย์ของไอ้หนูนั่น " ชายชราเอ่ยออกมา


    ชายชราที่เป็นถึงยอดยุทธขั้นเทวาวาสยังมิใช่คู่ค่อสู้ มีเพียงยอดยุทธในระดับตำนานเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ศิษย์ผู้นั้นคิด


    " อึก " ศิษย์ผู้นั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ทั้งทั่วร่างยังสั่นเทิ้ม เหงื่อกาฬผุดออกทั่วร่าง


    " แย่แล้ว " ศิษย์ผู้นั้นร้องออกมา เขาครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เขาหยามเหยียดชายหนุ่ม สองเข่าของเขาพลันทิ้งลงยังพื้น


    " เจ้าเป็นสิ่งใด " ชายชราเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถาม


    ศิษย์ผู้นั้นเล่าเรื่องราวให้ชายชราฟัง 


    " มิเป็นสิ่งใดดอก หากยอดยุทธผู้นั้นจะสังหารเจ้าคงทำไปแล้ว " ชายชราเอ่ย


    " การดูถูกเหยียดหยามถือเป็นเรื่องปกติ หากเจ้ามิอยากถูกคนเหยียดหยาม มีเพียงเจ้าต้องแข็งแกร่งกว่าผู้ใด เจ้าจึงจะรอดพ้นจากการถูกเหยียดหยาม " ชายชราเอ่ยออกมา


    " ขอรับ " ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้าช้าๆ พลางหยัดกายลุกยืน 


    " เรื่องนี้เจ้าอย่าพูดให้ผู้ใดฟัง เพราะมิมีหลักฐาน แต่แม้นหากมีหลักฐาน ก็ยิ่งมิอาจพูดได้ " ชายชราเอ่ย


    " แลที่สำคัญ ปิดปากให้สนิทเกี่ยวกับไอ้หนูนั่น " ชายชราเอ่ย 


    " ขอรับ " ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้า 


    " ตรวจสอบคนต่อ " ชายชราเอ่ย


    " ดี เข้าใจผิดกันเข้าไป " หานลี่พูดในใจ 


    " ยิ่งเข้าใจผิดในเรื่องของข้ามากเท่าใด ข้าก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น " หานลี่พูดในใจพลางพยักหน้าช้าๆ


    สองเท้าของหานลี่ก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ไต่ไปตามขั้นบันไดทั้งสามพันขั้น เขาพยายามซึมซับเอามรรคาวิถีให้ได้มากที่สุด เพราะโอกาสดีเช่นนี้มิได้บ่อย 


    หานลี่ยอมรับว่ามรรคาวิถีของนั้นบันไดสูงส่งยิ่ง แม้นจะเป็นรองสามพันมหามรรคาอยู่มากหลายระดับขั้น แต่สำหรับเขาแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่จับต้องได้ 


    นั่นจึงทำให้เขาใช้เวลาให้นานที่สุดในการซึมซับเอามรรคาวิถีของขั้นได 


    ผู้คนที่มาทีหลังล้วนเร่งเดินผ่านร่างของชายหนุ่มไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังหลิ่วตามองอย่างเหยียดหยาม


    " คนเหล่านี้ อยากเข้าสำนักบัณฑิต แต่กลับมิมีแปดคุณธรรมของบันฑิต " หานลี่พึมพำ 


    " ช่างเถอะ " หานลี่ส่ายหน้าแลสลัดความคิดทิ้งไป แลก้าวเดินต่อไป


    ราวสองชั่วยาม ชายหนุ่มจึงมาถึงยอดเขา เขากวาดตามองทั่ว พบว่ามีตำหนักหลังใหญ่สูงราวเก้าชั้นกว้างราวร้อยจ้าง ตัวตำหนักเป็นทรงสี่เหลี่ยมมิมีการตกแต่งใดๆ 


    " วิถีแห่งเต๋าสินะ เรียบง่ายแต่ทรงคุณค่า " หานลี่เอ่ยออกมา แลเดินไปยังตำหนัก 


    เขาหยุดอยู่ที่หน้าประตูตำหนัก พลางมองยังป้ายไม้ที่แกะสลักชื่อของตำหนักไว้ " สงบ " ชายหนุ่มพยักหน้า 


    เขาเดินเข้าไปในตำหนัก สองตากวาดมองทั่วตำหนักชั้นแรก ส่วนตรงกลางเป็นลานกว้าง สุดตำหนักเป็นเวที ฝั่งซ้ายแลขวาเป็นห้องมากมายเรียงรายจนสุดตำหนัก


    " ตำหนักสงบนี่ทั้งกว้างทั้งยาว " หานลี่พึมพำ


    " สหาย " ชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้าหา 


    หานลี่เหลียวมองยังชายหนุ่ม พลางพยักหน้า


    " ข้าหวังตี้เปา มาจากตระกูลหวังเมืองลู่ " หวังตี้เปาเอ่ยออกมา


    " ข้าหานลี่จากเมืองม่อเสียน " หานลี่เอ่ยออกมา


    " อ้า " หวังตี้เปาร้องออกมาในทันใด เพราะเขาเคยได้ยินเรื่องราวของท่านผู้นั้น 


    " เจ้าเคยพบพานท่านผู้นั้นรึไม่ " หวังตี้เปาเอ่ยถามออกมาอย่างร้อนรน


    " เคยแล้วเช่นใด มิเคยแล้วเช่นใด " หานลี่เอ่ยออกมา ท่าทางแลน้ำเสียงที่ดูแล้วเสมือนผุ้อาวุโสคงแก่เรียน ยิ่งดูยิ่งน่าเลื่อมใส


    " นั่นสิ เคยแล้วเช่นใด มิเคยแล้วเช่นใด " หวังตี้เปาพยักหน้าช้าๆ เสมือนเขาได้สติเพราะคำพูดของชายหนุ่ม


    " เจ้าถนัดเรื่องใดรึ " หวังตี้เปาเอ่ยถาม 


    " บทกวี ภาพอักษร วาดภาพ พิณ ขลุ่ย ต่อสู้ " หานลี่เอ่ยออกมา 


    " ฮ่า ฮ่า ฮ่า " พลันปรากฎเสียงหัวเราะดังลั่นทั่วตำหนัก


    เหล่ายอดยุทธชายหญิงทั้งหลายต่างระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ทั้งยังทำท่าทำทางล้อเลียนการเป่าขลุ่ย ดีดพิณ


    " เงียบ " พลันปรากฎเสียงทรงพลังร้องดังลั่น


    " เจ้าเหตุใดจึงกล้าพูดว่า เจ้าเชี่ยวชาญหลายอย่าง " ชายชราเอ่ยถาม


    " ผู้อาวุโส ในเมื่อมันเป็นความจริง ข้าจะปกปิดไปเพื่อสิ่งใด " หานลี่เอ่ยออกมา


    " หากเจ้าเชี่ยวชาญจริง แม้นเพียงอย่าเดียว เจ้าจะได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักบัณฑิตในทันใด แต่หากเจ้ามิเชี่ยวชาญเจ้าจะมิมีสิทธิเหยียบย่างมาที่สำนักบัณฑิตอีกตลอดชีวิตของเจ้า " ชายชราเอ่ยออกมา


    " ได้ " หานลี่พยักหน้า


    " ผู้อาวุโส จะให้ข้าเริ่มจากสิ่งใดก่อน " หานลี่เอ่ยถาม


    " ผนังของของเวทีมันโล่งไป ข้าอยากให้เจ้าวาดภาพสักหนึ่งภาพ เพื่อติดไว้ที่ผนัง " ชายชราเอ่ยออกมา


    " อืม " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    " สหาย เจ้าคิดให้ดี หากเจ้าพลาดเจ้าต้องกลับมือเปล่า " หวังตี้เปาเอ่ยทักท้วง 


    " วางใจ " หานลี่เอ่ยออกมา


    " ข้าหวั่นใจยิ่งนัก " หวังตี้เปาเอ่ยออกมาพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างแรง 


    " เอาน่า ข้ามีโอกาสหกครั้งมิใช่รึ " หานลี่เอ่ยออกมา


    " จริงสิ เมื่อครู่ผู้อาวุโสพูดว่าแม้นเพียงอย่างเดียว " หวังตี้เปาเอ่ยออกมา


    " หึ หึ " หานลี่หัวเราะออกมา


    เมื่อเหล่าศิษย์จัดการโต๊ะวาดภาพแล้วเสร็จ หานลี่จึงเดินไปยังเวที ในหัวสมองของเขาครุ่นคิดว่าจะวาดภาพใดดี


    " ภาพรัตติกาลแล้วกัน " หานลี่พึมพำ 


    ชายหนุ่มยืนอยู่ที่โต๊ะ พลางกวาดตามองยังกระดาษ พลางพยักหน้า 


    " เจ้าต้องใช้พู่กันของที่นี่ ซึ่งเป็นพู่กันธรรมดาสามัญ " ชายชราเอ่ยออกมา


    " อืม " หานลี่พยักหน้าช้าๆ


    แม้นภายนอกจะสงบนิ่ง แต่ในใจนั้นกลับร้อนรนอย่างบ้าคลั่ง เพราะพู่กันธรรมดาสามัญนั้น เขามิอาจปลดปล่อยสิ่งที่คิดออกมาได้ 


    " ลองดู " หานลี่พูดในใจ พลางหลับตากำหนดจิต


    เมื่อเขาลืมตาขึ้น มือหนึ่งยื่นเหยียดจับพู่กัน จุ่มหมึก แลจรดลงยังกระดาษ


    หานลี่พลันกลายกลับเป็นคนละคน ก่อนนี้เขายิ้มง่ายแลสนุกสนาน แต่เวลานี้เขาเคร่งขรึมราวกับเหล่าบรรพจารย์


    เนิ่นนานนราวสองชั่วยามที่โบกสะบัดพู่กัน 


    " ฟู่ว " หานลี่เป่าปากออกมา พลางวางพู่กัน 


    " ผู้อาวุโส เชิญตรวจสอบขอรับ " หานลี่เอ่ยออกมา 


    ชายชราเดินขึ้นยังเวที เมื่อมาถึงโต๊ะ เขากวาดตามองทั่วภาพวาด สองตาของเขาพลันเบิกโพลง


    ทั่วร่างของชายชราพลันสั่นเทิ้ม สองขาของเขาอ่อนยวบเซถลา 


    " ผู้อาวุโส " หานลี่เร่งเข้าประคองชายชราอย่างรวดเร็ว 


    " เจ้า เจ้า เจ้า " ชายชราเอ่ยออกมา