ร้านไอศกรีมแห่งนี้เป็หนึ่งในสถานที่ที่โด่งดังที่สุดของเมืองหลวงลูเมเรีย อย่างน้อยก็สำหรับหนุ่มสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรักทุก่เวลาไม่ว่าจะเช้า กลางวัน หรือเย็น หน้าร้านแห่งนี้มักเต็มไปด้วยคู่รักที่ยืนต่อแถวเพื่อเข้ามาลิ้มรสความหวานเย็นสุดยอดของไอศกรีมแสนอร่อย
ว่ากันว่าหากชายหญิงคู่หนึ่งมากินไอศกรีมที่นี่ด้วยกัน—ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะยืนยาวแน่นอนว่าผมไม่สนเื่แบบนั้นหรอก แต่เป็เพราะ ไอศกรีมมันอร่อย ดังนั้นผมจึงมา
“...”
ผมมองไปรอบ ๆ ร้านจากโต๊ะด้านซ้าย—คู่รักจากโต๊ะด้านขวา—ก็คู่รัก จากตรงหน้า—กลุ่มนักเรียนชายหญิงกำลังนั่งกินไอศกรีมและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ส่วนโต๊ะของผม—
“...”
ผมกับลิเลียกำลังนั่งอยู่ตรงกลางพอดีนี่มันรู้สึกแปลก ๆ แฮะ สายตาที่ลิเลียกำลังมองมาทางผมนั้นมันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากกว่าบรรยากาศรอบๆซะอีก ราวกับกำลังบอกผมว่าทำไมถึงพาฉันมาที่แบบนี้กันแน่ค่ะ ผมหันหน้าหลบตามสัญชาตญาณเอาตัวรอดขั้นสูง เธอยังคงเอาแต่จ้องผมด้วยแรงอาฆาตที่แผ่ออกมาแต่ก็ยังตักไอศกรีมทานอย่างไม่หยุดมือ
“สมกับเป็ร้านดัง”
สามารถทำให้ปีศาจสงบลงได้
ขอบคุณจริงๆครับคุณไอศกรีม
“จะว่าไปแล้วเื่ที่ชั้นพูดว่าทุกคืน…”
ลิเลียทำแก้มป่องเล็กน้อยก่อนจะตักไอศกรีมเข้าปากแรงกว่าปกติ
“...”
น่ารักดีแฮะ ผมกำลังคิดแบบนั้นอยู่พอดี ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปยังหน้าต่างกระจกของร้านภายนอกเต็มไปด้วยผู้คนนักเรียนจากสถาบันเดินผ่านไปมา กลุ่มเพื่อนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่คู่รักหลายคู่เดินอยู่ตามถนนราวกับสถานที่แห่งนี้เป็จุดนัดพบยอดนิยม
แล้วในจังหวะนั้น—ผมรู้สึกเหมือนเห็นเงาบางอย่างเคลื่อนผ่านไป
“...?”
ผมหันกลับไปมองทันทีแต่สิ่งที่เห็นมีเพียงลิเลียที่ยังคงนั่งทานไอศกรีมอย่างเอร็ดอร่อยดวงตาของเธอมองมาทางผมพอดี ราวกับกำลังสงสัยว่าผมหันไปมองอะไร...เมื่อกี้คงคิดไปเองแน่นอนว่าผมไม่รู้ตัวเลยว่า ใต้โต๊ะที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร—มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังจับจ้องมาที่ผมโดยไม่ลดละ
ไม่สิ พูดให้ถูกต้องกว่านั้น เธอไม่ได้มองผม ดวงตาของเด็กสาวจับจ้องไปยังเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว
หน้ากากจิ้งจอกที่ห้อยอยู่ตรงเอวของผม
แน่นอนว่าผมไม่ใช่เทพที่สามารถรับรู้ได้ว่ามีใครกำลังจ้องมองอยู่เพราะการทำเหมือนตัวเอกหันหน้าไปทางหน้าต่าง ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าสงบว่า—‘ฉันรู้นะว่าเธอกำลังมองฉันอยู่’อะไรทำนองนั้น...มันก็แค่ความอยากทำให้ฉากดูเท่ขึ้นเท่านั้นความจริงแล้ว—
ผมไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยและไอ้เงาที่เห็นเมื่อครู่นี้ ก็คงเป็แค่ภาพลวงตาจากแสงภายนอกร้านใช่แล้วอย่างน้อย...ผมก็ยังคิดแบบนั้นขณะที่เด็กสาวใต้โต๊ะยังคงจ้องหน้ากากของผมอยู่ไม่วางตา
เธอค่อย ๆ คลานมาใกล้ขึ้น ทีละนิดทีละนิดรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยไม่มีใครสังเกตเห็นเธอราวกับเธอกำลังใช้สกิลพิเศษที่สามารถซ่อนตัวตนได้สมบูรณ์แบบ เด็กสาวยื่นมือออกมาเหลืออีกไม่กี่เิเ—
“ลิเลีย”
“คะ?”
“ลองกินรสนี้ดูสิ”
ผมขยับตัวยื่นช้อนที่ตักไอศกรีมออกไป
“เอ๊ะ?”
“อร่อยนะ”
“ดะ...ดิฉันกินเองได้ค่ะ!”
“อ้าว~ไม่เอาจริงหรอชั้นคนที่อุตส่าห์จะป้อนเลยนะ”
ผมลดช้อนลงอย่างเสียดาย ลิเลียรีบมองไปรอบ ๆ ร้านและใบหน้าของเธอก็เริ่มแดงขึ้นทันที การที่ได้แกล้งเธอแบบนี้มันก็สนุกดีนะขึ้นแม้เธอจะชอบทำตัวเป็แม่ผมก็เถอะ
“คนอื่นกำลังมองอยู่นะคะ!”
“ก็ให้มองไปสิ”
“ไม่ได้ค่ะ! แค่นี้ชื่อเสียงของท่านก็….”
ใต้โต๊ะ—
“...”
เด็กสาวหยุดมือเธอกำลังมองภาพตรงหน้าอย่างว่างเปล่านี่มันสถานการณ์อะไรกัน ส่วนผมก็ยังคงไม่รู้ตัว เขาเปลี่ยนท่านั่งหน้ากากแกว่งออกไปอีกด้านมือของเด็กสาวคว้าอากาศ
“...”
เกือบแล้วเธอกัดฟันก่อนจะค่อย ๆ ขยับตาม อีกครั้ง อีกนิดเดียวแค่เอื้อมมือ—
“อ๊ะ!”
ผมค่อยๆก้มลง เด็กสาวเบิกตากว้าง
ฟึ่บ! เธอมุดกลับเข้าใต้โต๊ะอีกครั้งทันทีด้วยความเร็วสุดยอด ผมก้มลงมองพื้น
“ช้อนตก”
“...”
ผมหยิบช้อนขึ้นมาโดยไม่รู้เลยว่าใบหน้าของเด็กสาวอยู่ห่างจากมือของผมเพียงไม่ถึงคืบ
“ลิเลีย”
“คะ?!”
“ทำช้อนตกเหรอ?”
“มะ...ไม่ใช่ค่ะ!”
“งั้นของใครล่ะเนี่ย?”
ผมหันไปมองรอบๆร้านดูคนที่น่าจะเป็คนทำช้อนกระเด้นมาตกที่พื้นโต๊ะของผม แต่กลับดูไม่มีคนที่น่าจะใช่เลย
“แปลกดีแฮะ”
ผมวางช้อนลงบนโต๊ะส่วนเด็กสาวใต้โต๊ะ—กำหมัดแน่น ทำไมเอาหน้ากากคืนยากขนาดนี้กันนะ...! แล้วในจังหวะนั้นเองผมลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เอาล่ะ กินหมดแล้ว”
“เร็วมากเลยนะคะ”
“ก็อร่อยนี่”
ผมยื่นมือไปหยิบหน้ากากจิ้งจอก—ก่อนจะผูกมันไว้ตรงเอวให้แน่นกว่าเดิมเพราะรู้สึกเหมือนมันจะหลุดออกมาเด็กสาวที่เพิ่งกำลังจะยื่นมือออกมา—
“...”
เธอนิ่งไป
“ให้ผมช่วยเธอกินไหมล่ะ ลิเลีย”
“มะ...ไม่เป็ไรค่ะ”
เธอตอบกลับมาทันที ก่อนจะรีบตักไอศกรีมเข้าปากด้วยความเร็วที่ไม่ได้เชื่อ ไม่กี่วินาทีต่อมา—ไอศกรีมในแก้วก็หายไปจนหมด ลิเลียหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดริมฝีปาก ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งแต่ดูเหมือนเธอจะลืมบางอย่างไป ไอศกรีมเล็กน้อยยังคงติดอยู่บนแก้มของเธอ...ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ผมทำอะไรกับมันสักอย่าง
ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะยื่นมือไปเช็ดมันออกอย่างเป็ธรรมชาติ
“ท่านเรน...?”
ในตอนแรก ลิเลียเหมือนจะพยายามถอยหนีเล็กน้อยแต่สุดท้ายเธอก็หยุดนิ่ง ปล่อยให้ผมเช็ดแก้มของเธออยู่แบบนั้นแก้มของเธอค่อย ๆ แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ...คงไม่ใช่เพราะผมเช็ดแรงไปหรอกนะ?
“ท่านเรนนี่ไม่ละเอียดอ่อนเลยนะคะ”
เธอพูดเบา ๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีเล็กน้อย
“แต่ยังไงก็...ขอบคุณค่ะ”
“งั้นเหรอ?”
ผมเพียงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเหรียญเงินออกมา จากนั้นก็ใช้นิ้วสไลด์เหรียญไปบนหลังมืออย่างคล่องแคล่ว ราวกับนักมายากลที่กำลังเล่นกลไพ่เหรียญเงินหมุนอยู่กลางอากาศหนึ่งรอบ—สไลด์เหรียญพวกนั้นลงบนโต๊ะ เหรียญเรียงตัวซ้อนกันสไลด์ไปด้านขวาอย่างสวยงาม
“ที่เหลือเป็ทิป”
“สำหรับไอศกรีมที่อร่อย”
พูดจบ ผมก็เดินออกจากร้านพร้อมกับลิเลีย โดยไม่ได้หันกลับไปมองด้านหลังอีกเลย และปล่อยให้เด็กสาวที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะ—
นั่งนิ่งอยู่แบบนั้น
“...เอ๊ะ?”
เด็กสาวกระพริบตาปริบ ๆ ผ่านไปหลายวินาที เธอก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เป้าหมายที่เธอเฝ้าจับตามองมาตลอด...เดินออกจากร้านไปแล้ว
✩
ผมเดินเล่นไปตามย่านร้านค้าต่อ สมกับเป็เมืองหลวงจริง ๆ ความเป็อยู่ของที่นี่ดีสุด ๆ ถนนภายในย่านถูกปูด้วยอิฐสีส้มทอดยาวออกไปตามทาง ขณะที่ตรงกลางมีน้ำพุขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ราวกับเป็แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างไม่ขาดสาย
ร้านค้าทั้งสองฝั่งของถนนเต็มไปด้วยผู้คน นักเรียนจากสถาบันเดินปะปนอยู่กับชาวเมือง ส่วนคู่รักก็—...เยอะชะมัดก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะเมืองนี้เป็สถานที่ที่เหล่าหนุ่มสาวมารวมตัวกันมากที่สุดแห่งหนึ่ง กระแสเื่คู่รักจึงโด่งดังเป็พิเศษ
พวกเราเดินไปตามถนนอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดผมกับลิเลียก็มาถึงสถานที่ต่อไปร้านอาหารครอบครัวชื่อดังแห่งหนึ่งของเมืองลูเมเรียจริงก็ไม่ได้ดังอะไรหรอกผมแค่อยากพูดให้มันดูยิ่งใหญ่ก็แค่นั้น ภายในร้านเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของผู้คน โต๊ะส่วนใหญ่ถูกจับจองโดยครอบครัว นักเรียนจากสถาบัน และ—คู่รัก อีกแล้ว
ผมยืนอยู่หน้าป้ายขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้า ก่อนจะหรี่ตามองข้อความตรงหน้า
“นี่มัน...!”
ผมเบิกตากว้าง
“บ้าเอ๊ย อ่านไม่ออก 30% อะไรสักอย่างเท่านั้นที่ผมเห็น ลิเลีย จัดการที”
“โปรโมชั่นพิเศษสำหรับคู่รักค่ะ”
ลิเลียอ่านป้ายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ลดราคาอาหารทั้งโต๊ะ 30%”
“...”
ผมหันไปมองลิเลีย ลิเลียเองก็มองผมกลับมาจากนั้นเธอก็ค่อย ๆ หันกลับไปมองป้ายอีกครั้ง
“อย่าแม้แต่จะคิดนะคะ”
“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย”
“ลิเลีย”
“ไม่ค่ะ”
“แต่ตั้งสามสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะ”
“...”
“ลองคิดดูดี ๆ ก่อนสิ”
ผมชูนิ้วขึ้นมา
“สามสิบเปอร์เซ็นต์นะ”
“ไม่ค่ะ”
“...”
ผมถอนหายใจออกมาอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ผมคิดว่าการประหยัดเงินเป็หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะก่อตั้งองค์กรลับแท้ ๆ
“ยินดีต้อนรับค่ะ!”
พนักงานสาวเดินออกมาต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้ม
“รับกี่ท่านคะ?”
“สองครับ”
“เป็คู่รักใช่ไหมคะ?”
“ไม่ใช่—”
“ใช่ครับ”
ผมตอบกลับทันที ก่อนที่ลิเลียจะพูดจบ
“...เอ๊ะ?”
“ท่านเรน?”
ผมไม่รอให้เธอได้ตั้งตัวคว้าตัวลิเลียขึ้นมาในทันที—แล้วอุ้มเธอใน ท่าเ้าหญิง
“กรี๊ด—!?” ลิเลียส่งเสียงออกมาด้วยความใแขนทั้งสองข้างของเธอรีบคว้าคอเสื้อของผมเอาไว้โดยสัญชาตญาณ
“ท่านเรน! ท่านกำลังทำอะไรคะ!?”
“ท่านเทิ่นอะไรกัน ผมกำลังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของพวกเราไง”
“ไม่ใช่เื่ที่จะเอามาแสดงเพื่อส่วนลดนะคะ!”
“แต่สามสิบเปอร์เซ็นต์”
“ไม่ค่ะ!”
พนักงานสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้ามองพวกเราสลับไปมา ผมอุ้มลิเลียที่ใบหน้าเริ่มแดงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนเธอก็พยายามดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนของผมก่อนที่พนักงานสาวจะค่อย ๆ ยิ้มออกมา
“...น่ารักจังเลยค่ะ”
“แน่นอนอยู่แล้วครับพวกเรารักกันสุดๆเลย”
“ไม่ใช่คู่รักนะคะ!”
“ลดสามสิบเปอร์เซ็นต์นะครับ”
“ท่านเรน!”
เสียงโต้เถียงของพวกเราดังอยู่หน้าร้านอาหารครอบครัว ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาและในขณะที่ทุกคนกำลังสนใจเพียงชายหนุ่มที่กำลังอุ้มสาวใช้ของตัวเองในท่าเ้าหญิงและกำลังคุยกับพนักงานอยู่หน้าร้านก็ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีเด็กสาวอีกคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ไม่ไกลออกไป
“...”
ผมสีขาวราวกับหิมะของเธอพลิ้วไหวเบา ๆ ตามสายลม แต่ท่ามกลางเส้นผมสีขาวนั้นกลับมีเส้นผมสีแดงแซมอยู่เล็กน้อยราวกับผมผมไฮไลค์ดวงตาสีม่วงคู่หนึ่งกำลังจับจ้องไปยังเอวของชายหนุ่มคนนั้นอย่างไม่กะพริบ
หน้ากากจิ้งจอกสีขาวเทากำลังห้อยอยู่เด็กสาวยกมือขึ้นดึงฮูดของเสื้อคลุมลงมาเล็กน้อย
“...เจอแล้วนายไม่มีทางหนีชั้นได้หรอก”
เสียงของเธอเบามากเบาจนไม่มีใครได้ยินเธอตามหาหน้ากากนั้นมาั้แ่ร้านไอศกรีมก่อนหน้านี้ตอนแรกมันเป็โอกาสที่ดีมาก เด็กสาวคิดเช่นนั้นชายคนั้นที่มีหน้ากากของเธอกำลังสนใจไอศกรีม ส่วนสาวใช้ที่อยู่ข้าง ๆ ก็กำลังพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเื่ไร้สาระ ก็เธอก็ไม่สามารถที่จะเอามันมาได้และในครั้งนี้—โอกาสของเธอก็มาถึงอีกครั้งชายคนนั้นกำลังอุ้มสาวใช้
แขนทั้งสองข้างของเขาถูกใช้ไปแล้วแถมยังต้องพูดคุยกับพนักงานส่วนสาวใช้ก็กำลัง—
“ปล่อยดิฉันลงนะคะ!”
“ก็ให้เขาลดราคาก่อนสิ”
“ไม่ใช่เื่นั้นค่ะ!”
สาวใช้คนนั้นเธอกำลังสนใจชายคนนั้นอยู่ เด็กสาวพยักหน้าช้า ๆนี่แหละ จังหวะนี้โอกาสที่เหมาะสมที่สุดเธอก้าวออกมาจากมุมกำแพงปลายเท้าของเธอแทบไม่มีเสียงร่างภายใต้เสื้อคลุมเคลื่อนผ่านกลุ่มผู้คนอย่างเงียบเชียบดวงตาสีม่วงจับจ้องหน้ากากที่ห้อยอยู่ตรงเอวของชายคนนั้นใกล้แล้ว—
เด็กสาวยื่นมือออกไปใกล้ขึ้นอีก—ปลายนิ้วของเธออยู่ห่างจากหน้ากากเพียงไม่กี่เิเ
“ได้แล้ว—”
“ลิเลีย!”
“อะไรอีกคะ!?”
เด็กสาวชะงัก
ส่วนผมที่กำลังอุ้มลิเลียอยู่ในท่าเ้าหญิงก็หันไปมองเธอด้วยสีหน้าจริงจัง
“ชั้นว่าเธอหนักขึ้นนะ”
ผมค่อย ๆ ย่อตัวลงเล็กน้อย ราวกับกำลังรู้สึกถึงน้ำหนักมหาศาลแต่ความจริงแล้ว—ผมก็แค่อยากแกล้งเธอเล่นเท่านั้นแก้มของลิเลียพองขึ้นทันที ราวกับปลาปักเป้าที่กำลังป้องกันตัว
“ท่านเรน!”
“โอ๊ย!?”
เธอยกมือขึ้นมาบีบจมูกของผมอย่างแรง
“โอ๊ย ๆ! แรงของเธอนี่เยอะจริง ๆ นะ ลิเลีย!”
“สมควรแล้วค่ะ!”
“ถ้าเธอโกรธขึ้นมาจริงๆ ผมอาจจะ—”
“ห้ามพูดต่อเลยนะคะ!”
“...”
เอ๊ะ?
เด็กสาวที่กำลังจะคว้าหน้ากากนั้น—
“...”
เอ๊ะ? เด็กสาวที่กำลังจะคว้าหน้ากากนั้น—ร่างของเธอแข็งค้างอยู่กับที่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ดวงตาสีม่วงก็ค่อย ๆ เลื่อนลงไปยังตำแหน่งเดิมหน้ากากที่ก่อนหน้านี้อยู่ในระดับเดียวกับมือของเธอ...มันกลับเปลี่ยนตำแหน่งไปอยู่ต่ำกว่าเดิม
“...”
“...?”
เด็กสาวกะพริบตาปริบ ๆก่อนจะก้มมองหน้ากากจากนั้นก็เงยหน้ากลับไปมองชายคนนั้น
“...”
ร่างของชายหนุ่มยังคงเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ พร้อมกับสาวใช้ของเขาก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินผ่านประตูเข้าไปภายในร้าน
“ยินดีต้อนรับค่ะ—”
พนักงานสาวกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วเธอก็ชะงักไปเล็กน้อย
“...คุณลูกค้าคะ?”
เด็กสาวยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับแม้แต่นิดเดียวร่างเล็กภายใต้เสื้อคลุมแข็งค้าง ราวกับต้นสาหร่ายแห้งที่ถูกทิ้งไว้ริมทะเล
“คุณลูกค้าคะ?”
แม้พนักงานจะเรียกอีกครั้งเธอก็ยังคงไม่ตอบสนองดวงตาสีม่วงเพียงมองไปยังประตูทางเข้าร้านประตูบานนั้นที่ชายหนุ่มพร้อมกับสาวใช้ของเขา...เพิ่งเดินผ่านเข้าไปเธอเงียบอยู่แบบนั้นราวกับสมองกำลังประมวลผลเหตุการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น
“เอ๋?”
✩
หลังจากอิ่มอร่อยกับเมนูพิเศษสำหรับคู่รักอย่าง “ซูเปอร์สเปเชียลเลิฟเวอร์” ผมกับลิเลียก็ออกจากร้านและเดินเที่ยวกันต่อถึงแม้ตอนนี้จะเริ่มเย็นแล้วก็ตาม ระหว่างทางก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนเดิมถ้าไม่นับเื่แปลก ๆ ที่หน้ากากของผมเหมือนจะหลุดอีกแล้วล่ะก็นะ
ทั้งที่ผมมั่นใจว่ามัดมันไว้แน่นดีแล้วแท้ ๆ
“แย่แล้ว ลิเลีย”
“เกิดอะไรขึ้นคะ!?”
“มันมาแล้ว!”
“???”
“ชั้นไม่ไหวแล้ว”
ผมทรุดตัวลงไปกับพื้นในทันที พร้อมกับกอดท้องของตัวเองเอาไว้
“ท่านเรน!?”
จากนั้นผมก็ค่อย ๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นอย่างช้า ๆก่อนจะชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
“ชั้น...”
“ปวดท้อง”
“ก็สมควรแล้วค่ะ!”
ลิเลียตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“กินเยอะขนาดนั้น แล้วทำไมไม่เข้าห้องน้ำั้แ่ก่อนหน้านี้ล่ะคะ!?”
“ก็ห้องน้ำมันมีคนใช้อยู่”
“ท่านเรน...”
“ไม่ไหวแล้ว!”
ผมลุกพรวดขึ้นมาในทันที
“ชั้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ!”
“เดี๋ยวสิคะ—”
ผมพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วสูง เป้าหมายของผมคือห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ใกล้ที่สุด
“ขอทางหน่อยครับ!”
ผมแทรกผ่านกลุ่มผู้คน ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปด้านในประตูถูกปิดลงทันที—จากนั้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปลดกางเกง! นั่งลง! และแล้ว— ผมก็นั่งอยู่บนชักโครกด้วยท่าทางครุ่นคิด ราวกับนักปราชญ์ผู้กำลังพิจารณาความลับของจักรวาล
“...”
ความเงียบเข้าปกคลุมผมถอนหายใจออกมา ชีวิตช่างไม่แน่นอนจริง ๆ ใครจะไปคิดกันล่ะว่า— หลังจากการต่อสู้ครั้งใหญ่กับสุดยอดการลดราคาแบบคู่รัก...และผู้ที่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกทั้งใบ...เพื่อเมนูอาหารสุดพรีเมี่ยมตอนนี้จะต้องมานั่งอยู่บนชักโครกสาธารณะด้วยท่าครุ่นคิดแบบนี้
...ช่างเป็ชะตากรรมที่เหมาะกับตัวเอกจริง ๆ
และในตอนนั้นเอง—
แกร๊ก เสียงบางอย่างดังขึ้นจากหน้าประตูห้องน้ำผมเงยหน้าขึ้นทันที
“...มีคนเข้ามาในห้องน้ำด้วยสินะ?”
ก่อนที่—
ตึง ๆ ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นตรงหน้าห้องมันดังเป็จังหวะ
“มีคนใช้อยู่ครับ~”
ผมตอบกลับไปอย่างเป็มิตรแต่—
ตึง ๆ ๆ เสียงเคาะยังคงดังขึ้นอีกครั้ง
“มีคนใช้อยู่ครับ~”
ตึง ๆ ๆ เสียงมันยังคงดังต่อไป
“...”
หมอนั่นมันสู้มือดีจริง ๆ ทั้งที่ผมบอกไปแล้วว่ามีคนใช้อยู่แท้ ๆ แต่กลับไม่ลดละความพยายามแม้แต่น้อยหรือว่า—เขากำลังพยายามท้าทายผม?
ผมเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง นี่คือห้องน้ำชายสถานที่แห่งนี้อาจดูธรรมดา แต่หากมองให้ลึกลงไป—ที่นี่เต็มไปด้วยเื่ราวมากมายบางทีผู้ที่กำลังยืนอยู่หลังประตูนี้ อาจ้าท้าทายผมเพื่อแย่งชิงอำนาจเบ็ดเสร็จในสถานที่แห่งนี้ก็ได้
าาแห่งห้องน้ำ... สินะ?
“หึ...”
ผมยิ้มออกมาเล็กน้อย
(ช่วยไม่ได้...)
(คงต้องเผชิญหน้ากับคน ๆ นั้นแล้วสินะ)
ผมเอื้อมมือไปปลดล็อกประตู กลอนประตูถูกปลดออก ก่อนที่บานประตูจะค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ—แม้ผมจะยังคงอยู่ในท่าครุ่นคิดอยู่ก็ตาม
“...”
ผมเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตู แล้ว—
“เอ๋?”
ร่างเล็กในเสื้อคลุมยืนอยู่ตรงนั้นดวงตาสีม่วงเบิกกว้างราวกับไม่เคยเห็นภาพอะไรตรงหน้าแบบนี้มาก่อนก็ไม่แปลกใครๆก็คงไม่คิดว่าจะได้มาเจอภาพแบบนี้แน่นอนราวงานศิลปะ
“...”
“...”
ทั้งสองฝ่ายเงียบไปพร้อมกันเด็กสาวก้มมองผมผมก็มองกลับไป
“...”
ทำไมเธอถึงเข้าห้องน้ำชายล่ะ?
“น…นะ..นี่นายคิดจะทำอะไรกันแน่”
“เธอ้าอะไรจากที่แห่งนี้”
เด็กสาวผมสีขาวยืนแข็งอยู่หน้าประตู ดวงตาสีม่วงของเธอกะพริบปริบ ๆ ราวกับสมองกำลังประมวลผลกับคำถามที่เพิ่งได้ยิน
“...เอ๊ะ?”
“อย่ามาทำเป็ไม่รู้เื่”
“ั้แ่เมื่อกี้แล้ว เธอก็ยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้องไม่ยอมหยุด แม้ผมจะประกาศไปแล้วว่ามีคนใช้อยู่”
“แล้วอยู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าประตูทันทีที่ผมออกมา...”
“นายเปิดประตูเองตั้งหาก”
ผมยกมือขึ้นแตะหน้ากากจิ้งจอกที่ห้อยอยู่ตรงเอวโดยไม่รู้ตัว
“อย่าบอกนะว่า—”
ผมหยุดพูด
บรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย
“...”
เด็กสาวกลืนน้ำลาย
“...”
ผมก้มหน้าลงเล็กน้อย
“เธอกำลัง้าท้าทายผม?”
“อะไรนะ!?”
“หึ...ไม่จำเป็ต้องปิดบัง”
ผมยกมือขึ้นช้า ๆ
“ผมเข้าใจดี”
“ไม่ นายไม่เข้าใจอะไรเลยต่างหาก!”
“ห้องน้ำแห่งนี้คงเป็อาณาเขตของเธอสินะ”
“หา?”
“แล้วผม...”
ผมมองไปรอบ ๆ ห้องน้ำชายอย่างช้า ๆ
“ก็เข้ามาเหยียบย่างในอาณาเขตของผู้ปกครองเดิมโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ไม่ใช่!”
“ถ้าอย่างนั้น...”
ผมชี้นิ้วไปที่พื้น
“ที่แห่งนี้!”
“ไม่ใช่!”
“หรือว่า...”
ผมค่อย ๆ ลดเสียงลงและทิ้ง่ไว้และกำลังคำนวนเหตุการณ์ความเป็ไปได้ เด็กสาวมองผมด้วยสีหน้าหวาดระแวง ผมมองเธออย่างระวังผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อคลุม แอบเข้ามาในห้องน้ำชาย แล้วยังเคาะประตูห้องที่ผมกำลังใช้อยู่ซ้ำ ๆ
เข้าใจแล้ว ผมยิ้มออกมาเล็กน้อย
“หรือว่าเธอ...”
เด็กสาวชะงัก
“...”
“หลงรักผม?”
“หา!?”
“ก็ช่วยไม่ได้”
ผมพยักหน้ากับตัวเองอย่างเข้าใจ
“หน้าตาของผมก็ไม่ได้แย่ แถมเมื่อคืนยังมีชื่อเสียงจากสนามประลองอีกด้วย เธออาจได้ยินข่าวลือและตามผมมาถึงที่นี่”
“ไม่ใช่!”
“แล้วทำไมต้องเข้าห้องน้ำชายมาหาผม?”
“ก็เพราะหน้ากาก—”
เด็กสาวรีบเอามือปิดปากตัวเอง
“...”
“หน้ากากสินะ”
เธอที่เอามือปิดปากตัวเองเอาไว้ส่ายหัวราวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุดแล้ว ผมมองหน้ากากที่ห้อยอยู่ตรงเอวจากนั้นมองเธอแต่ในขณะที่ผมกำลังจะถามต่อ—
“ปวดท้องจัง”
เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากบริเวณทางเข้าห้องน้ำ เด็กสาวสะดุ้งทันที ส่วนผมยังไม่ทันได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น—ร่างของเด็กสาวก็พุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยว—”
หมับ!
“อย่าขยับเยอะสิเดี๋ยว ดาบของชั้นมันจะ”
มือของเธอคว้าหน้ากากจิ้งจอกที่เอวผมเอาไว้ เป้าหมายของเธอคือสิ่งนี้จริง ๆ ด้วย! เด็กสาวออกแรงดึงหน้ากาก ขณะที่ผมรีบกดมันเอาไว้
“ปล่อยนะ!”
“ไม่!”
“นั่นของฉัน! คืนมา!”
เสียงของเธอดังขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ดวงตาสีม่วงจะเริ่มสั่นไหว
“คืนมา...”
น้ำเสียงของเด็กสาวสั่นเล็กน้อยราวกับกำลังจะร้องไห้ ขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าของชายเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ ใกล้เข้ามา
ตึก ตึก ตึก บ้าเอ๊ยแย่แน่ แบบนี้ไม่มีทางเลือกแล้ว ผมยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้เวทลมผลักบานประตูให้ปิดลง
ปัง!
จากนั้นก็ยื่นมือไปล็อกประตูอีกครั้ง
“นั่นมันคือของดูต่างหน้าของคุณแม่ฉัน...”
“...”
มือของผมชะงักน้ำเสียงของเด็กสาวเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงไม่มีความดื้อรั้นเหลืออยู่ มีเพียงความเศร้า น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาจากดวงตาของเธอ
“คุณแม่...ทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้ฉัน”
“เพราะงั้น...”
เด็กสาวก้มหน้าลงมือของเธอยังคงจับหน้ากากเอาไว้แน่น
“...คืนมันมาให้ฉันเถอะ”
...เอ๋?
แล้วไหงผมถึงกลายเป็คนขโมยของดูต่างหน้าของแม่เธอไปซะล่ะ?ไม่สิต้องคิดสถานการณ์แบบนี้ต้องแก้ยังไงถึงจะเท่ คิดสิ ๆ
เอาแบบนี้ล่ะกัน
“ได้”
ผมพยักหน้าเล็กน้อย
“ผมจะคืนมันให้เธอ ช่วยถอยไปก่อนหน่อยได้ไหม?”
ดูเหมือนเธอจะเชื่อฟังมากกว่าที่คิดเด็กสาวค่อย ๆ ถอยออกไปเล็กน้อย แม้สายตาสีม่วงจะยังคงจับจ้องมาที่หน้ากากราวกับกลัวว่าผมจะหนีไปพร้อมกับมัน
ส่วนผม—ก็จัดท่านั่งกลับเข้าสู่ท่าครุ่นคิดอีกครั้งผมปลดสายหน้ากากออกจากกางเกง ก่อนจะยกมันขึ้นมาไว้ตรงหน้า
“เอาล่ะ”
“ผมสามารถคืนสิ่งนี้ให้เธอได้”
เด็กสาวพยักหน้า แต่ผมยังไม่ส่งมันให้ทันที
“อย่างไรก็ตาม...มีข้อแม้เพียงเล็กน้อย”
“...?”
“สิ่งนี้น่ะ”
ผมยกหน้ากากขึ้นมา
“มันไม่ใช่หน้ากากธรรมดา”
ในขณะเดียวกัน สมองของผมก็เริ่มทำงานอย่างหนัก ต้องคิดอะไรสักอย่าง... แต่งเื่ของหน้ากากขึ้นมาให้ดูน่าสนใจ แล้วเบี่ยงเบนความสนใจของเธอจากการร้องไห้!
“มันคือสิ่งที่จะมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้กับผู้ที่ถือครองมัน”
เด็กสาวเบิกตากว้าง
“แต่ในขณะเดียวกัน...”
ผมลดเสียงลง
“เธอก็จะต้องทุกข์ทรมานเพราะมันเช่นกัน”
“...”
“หากเธอรับมันกลับไป คนมากมายอาจตามล่าเธอ”
ผมเริ่มพูดออกมาเรื่อย ๆ ตามที่คิดได้
“เธออาจถูกไล่ล่า ถูกเกลียดชัง...และอาจต้องสูญเสียหลายสิ่ง”
“...”
“แต่สักวันหนึ่ง”
ผมยื่นหน้ากากออกไปตรงหน้าเธอ
“สิ่งนี้จะนำพาเธอไปสู่สิ่งที่เธอ้าอย่างแน่นอน”
เด็กสาวมองหน้ากากเงียบ ๆผมจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“และหากวันหนึ่งเธอรู้สึกเหนื่อยกับสิ่งที่ต้องแบกรับ...”
“จงกลับมาหาข้าผู้นี้”
“...”
ผมจ้องไปยังเด็กสาวอย่างจริงจัง ให้ตายสิ... หน้ากากเท่ ๆ แบบนี้ ผมก็ไม่อยากให้เด็กคนนี้เอาไปหรอกแต่จะปล่อยไว้แบบนี้ก็คงไม่ดี ยังไงซะ เธอก็บอกว่านี่เป็ของดูต่างหน้าของแม่การคืนมันให้เ้าของก็น่าจะเป็สิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว แต่จะให้ผมส่งมันคืนไปเฉย ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรเท่ ๆ เลย— ผมก็ขาดทุนสุด ๆ น่ะสิ
“จงรับมันไปซะ”
“เจตจำนงแห่งจิ้งจอกศักดิ์สิทธิ์”
“จงสืบทอดเจตนารมณ์ของแม่ของเธอ...และก้าวต่อไปตามเส้นทางของตัวเองซะ”
“...”
เด็กสาวจ้องมองหน้ากากในมือของผม
“...”
“...”
(ตั้งชื่อได้เท่เป็บ้า)
(เอาสิ)
(รับไปเลยเด็กน้อย!)
เธอรับหน้ากากไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ราวกับเข้าใจเื่ราวทั้งหมดที่ผมเพิ่งพูดไป
“...”
เอาจริงดิ? ยอมรับเื่ที่ผมแต่งขึ้นมาง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ?
“ทีนี้ก็จงไปซะ”
ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“จงโลดแล่นไปตามใจของเธอ”
“ค่ะ”
เด็กสาวตอบรับอย่างว่าง่าย แต่ก่อนจะเดินออกไป เธอกลับหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าประตู จากนั้นก็หันกลับมามองผม
“แต่ขอบอกไว้ก่อนนะคะ”
“...?”
“เห็นแบบนี้ ฉันอายุยี่สิบหกแล้วค่ะ และชื่อของฉันคือ ฮาคุค่ะ”
“ชื่อญี่ปุ่น?”
เอ๊ะ?
เด็กสาวยกมือไปปลดล็อกประตู ก่อนจะเปิดมันออก— แล้วะโหายไปจากหน้าประตูทันที
“...”
ผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ก่อนที่ความจริงจะค่อย ๆ ไหลย้อนกลับเข้ามา
“ดะ...เด็กที่สูงแค่ร้อยสี่สิบสองเิเ...”
“แต่อายุยี่สิบหกแล้วงั้นเหรอ!?”
“โลกนี้มันสุดยอดเกินไปแล้วววววววววววววววววววววววว!”
ในขณะเดียวกัน— ตรงหน้าประตูห้องน้ำชายคนหนึ่งค่อย ๆ โผล่หน้าออกมา
“...?”
เขาเกาะขอบประตู ก่อนจะแอบมองเข้ามาภายในห้องน้ำ
“...”
“หมอนั่นเป็บ้าหรือเปล่านะ?”
ชายคนนั้นเอียงศีรษะ
“คุยคนเดียว...?”
“...”
“ห้องน้ำมีคนใช้อยู่ครับ~”
สุดท้ายแล้วผมก็เสียหน้ากากสุดเท่นั้นไปซะแล้วสิ แต่ช่างมันเถอะยังไงก็ได้ทำความดีไปแล้ว และยังสร้างบทเท่ๆอีกด้วย
“รบกวนปิดประตูให้หน่อยครับ!”