บทที่ 13 ถือกำเนิด
ปีที่ 501 แห่งยุคฉางเซิง
"ประสูติแล้ว! ประสูติแล้ว!"
"เป็องค์ชาย!"
"รีบไปทูลรายงานฝ่าาเร็วเข้า!"
"ขอถวายพระพรอันกุ้ยเหริน ให้พระมารดาทรงปลอดภัย พระโอรสทรงเป็สิริมงคลแก่แผ่นดิน!"
จิงอวี่ค่อย ๆ ลืมตาทั้งสองข้าง ด้วยสัญชาตญาณของร่างกายที่ปอดขยายตัว ทำให้เขาร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว เสียงร้องดังกังวานยิ่งนัก
‘ดีจริง ดูเหมือนว่าร่างกายที่กลับชาติมาเกิดใหม่นี้ไม่เลวเลย ไม่ใช่ร่างที่อ่อนแอมาแต่กำเนิด…’ ทารกจิงอวี่คิดเรื่อยเปื่อยขณะที่แผดเสียงร้องไปด้วย
ชะตากำเนิด [ชีพยืนยาว มองเห็นนิรันดร์] ที่มาพร้อมกับประสาทััทั้งห้าที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ธรรมดาเลย จิงอวี่เพิ่งลืมตาดูโลกเท่านั้น แต่กลับรู้สึกว่าการมองเห็นและการได้ยินของตนเองนั้นเหนือกว่าทารกทั่วไป เสียงกระซิบกระซาบทุกอย่างในพระที่ประสูติล้วนได้ยินชัดเจน
"อันกุ้ยเหรินคราวนี้ถือว่าผ่านพ้นมาได้แล้ว มารดามีบุญเพราะบุตร อาศัยวาสนาพระโอรสพระองค์นี้ ตำแหน่งคงจะได้เลื่อนขึ้นเป็ผิน"
"ย่อมต้องเป็เช่นนั้นมิใช่หรือ? ตอนเข้าวังมาก็แค่นางกำนัล แต่กลับค่อย ๆ ไต่เต้าจนได้เป็ผิน มาถึงยามนี้ยังให้กำเนิดพระโอรสเป็ที่พึ่งพิง นับว่าเป็ผู้ที่มีโชควาสนายิ่งนัก"
‘ว่าที่องค์ชาย…’
จิงอวี่นิ่งอึ้งไป รู้สึกว่าจุดเริ่มต้นของตนยังพอใช้ได้
แม้ว่าไม่ว่าที่ใดในราชสำนักล้วนเป็แหล่งชุมนุมของความวุ่นวาย แต่สภาพความเป็อยู่ก็ยังดีกว่าสามัญชนทั่วไปมากนัก เพียงแค่ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงราชบัลลังก์ ่ชีวิตแรกเริ่มของเขาก็น่าจะปลอดภัยดี
ขณะที่ทารกน้อยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น นางกำนัลที่เฝ้าอยู่ในห้องประสูติก็เช็ดตัวให้จิงอวี่เล็กน้อย ก่อนจะนำตัวไปวางข้างกายอันกุ้ยเหรินที่เพิ่งให้ประสูติกาลพระโอรสเสร็จ
และในเวลานี้เอง จิงอวี่ถึงได้พินิจพิเคราะห์มารดาผู้ให้กำเนิดร่างนี้อย่างละเอียด พบว่านางเป็สตรีงามที่มีใบหน้าได้รูปและกิริยาอ่อนช้อย เพียงแต่คิ้วของนางโค้งเล็กน้อยคล้ายเลขแปดกลับหัว ทำให้ดูมีเค้าโศกเศร้าแฝงอยู่
"โอ้ ลูกน้อยของข้า..."
อันกุ้ยเหรินใช้นิ้วลูบไล้หน้าผากของบุตรชายตรงหน้าเบา ๆ ความรู้สึกผูกพันทางสายเืทำให้นางรู้สึกเอ็นดูทารกน้อยอย่างห้ามใจไม่อยู่
"ฝ่าาเสด็จ!"
เสียงขันทีประกาศดังก้องมาจากนอกห้องประสูติ
‘เสียงขันทีไม่ได้แหลมเล็กอย่างที่ข้าคิดไว้เลย…’ จิงอวี่คิดในใจเงียบ ๆ
ไม่นานกลุ่มนางกำนัลและขันทีจำนวนมากก็พาชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีคิ้วดกและใบหน้าองอาจผ่าเผยเดินเข้ามา ชายผู้นั้นรับตัวจิงอวี่จากมือนางกำนัล จ้องมองอยู่หลายครั้ง พลางเอ่ยคำว่า "ดี" ติดต่อกันหลายครั้ง แสดงออกถึงความยินดีเป็อย่างยิ่ง
จิงอวี่สังเกตจ้องมองฮ่องเต้ผู้นี้อย่างละเอียด รูปลักษณ์ภาพนอกดูเค้าลางเริ่มชรา ที่ขมับเริ่มมีผมขาวแซมให้เห็นบ้างแล้ว อายุน่าจะราว ๆ สี่สิบปีขึ้นไป
"อันกุ้ยเหรินได้ให้กำเนิดพระโอรส นับเป็ความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ เลื่อนขั้นเป็อันผิน!"
"ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ!"
"เด็กน้อยผู้นี้เป็องค์ชายองค์ที่เท่าไรแล้ว?"
"ทูลฝ่าา องค์ชายผู้นี้คือองค์ชายหกพ่ะย่ะคะ่ะ" ขันทีคนสนิทกราบทูลเสียงเบา
‘เหตุใดถึงได้มีองค์ชายเพียงหกองค์เล่า?’
จิงอวี่รู้สึกหนาวสะท้านในใจ ฮ่องเต้องค์นี้อายุอย่างน้อยก็ต้องสี่สิบปีขึ้นไปแล้ว แต่ตนเองกลับได้เป็ถึงองค์ชายหก เช่นนั้นแล้วมีความเป็ไปได้สองประการ
ประการแรก ฮ่องเต้ทรงทุ่มเทให้กับกิจการบ้านเมืองจนมิได้สนพระสนมชายา หรือไม่ก็ประการที่สองคือ อัตราการสิ้นพระชนม์ั้แ่ยังทรงพระเยาว์ของเหล่าองค์ชายองค์หญิงสูงเกินไป จนทำให้ไม่ถูกนับรวมเข้าไปในจำนวน!
หากเป็เหตุประการแรกก็ยังพอทำเนา แต่หากเป็ประการที่สอง...
"ดี ๆ จงดูแลเลี้ยงดูให้ดี" ฮ่องเต้ทรงลูบพระเครา
"อันผิน เหนื่อยมากแล้ว เ้าพักผ่อนให้สบายเถิด"
ฮ่องเต้มอบจิงอวี่ให้กับนางกำนัล ก่อนจะย่อกายลงข้างเตียงพระสนมของตนที่เพิ่งคลอดบุตร กระซิบคำปลอบโยนเบา ๆ สองสามประโยค แล้วรีบจากไป
หลังจากฮ่องเต้เสด็จจากไป ห้องประสูติก็ดูเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงนางกำนัลและขันทีที่เข้าเวรอยู่เท่านั้น
ระหว่างนั้นมีสนมผู้สูงศักดิ์แต่งอาภรณ์งดงามองค์แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน แล้วต่างกล่าวคำอวยพรตามมารยาทกับอันผินผู้เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งก่อนจะก็จากไป
เมื่อร่างของจิงอวี่ได้รับการทำความสะอาดจนทั่ว กลุ่มนางกำนัลสูงวัยก็อุ้มเขาไป นำโดยสตรีร่างใหญ่แข็งแรงที่มีท่าทางเป็ผู้ดูแล ดูเหมือนจะมีตำแหน่งไม่ต่ำนัก
จากการฟังสตรีร่างใหญ่ผู้นำทางสนทนากับนางกำนัลใต้บังคับบัญชา จิงอวี่จึงได้รู้ว่า แม้ในวังผู้ที่มีตำแหน่งั้แ่ขั้นผินขึ้นไปจะมีสิทธิ์เลี้ยงดูโอรสได้ แต่ในความเป็จริงแล้ว เมื่อโอรสประสูติ พระโอรสจะถูกนำไปเลี้ยงดูรวมกันที่สำนักดูแลโดยเฉพาะ หากพระมารดามีตำแหน่งไม่สูงนัก มักจะได้พบหน้าบุตรเพียงในเทศกาลสำคัญเท่านั้น
ในยามนี้จิงอวี่ก็เป็เพียงทารกแรกเกิด จึงทำได้เพียงให้ผู้อื่นจัดการตามใจ ไม่มีอะไรที่ตนสามารถทำได้ จึงดำดิ่งจิตใจลงสู่ความรู้สึกชั้นลึก เริ่มทบทวนวรยุทธ์ที่เทพเต๋าจิ่วมิ่งได้ถ่ายทอดใหเ
[คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัย]
"อา?"
"ไม่น่าเชื่อ นี่เป็วรยุทธ์ฝึกร่างกาย!"
จิงอวี่รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ก่อนหน้านี้เทพเต๋าจิ่วมิ่งเคยกล่าวว่า คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยนี้เป็คัมภีร์ที่เทพเต๋าว่านโซ่วใช้บรรลุมรรคผล เดิมทีเขาคิดว่ามันเป็เพียงวรยุทธ์ขั้นก่อปราณธรรมดา ไม่คิดว่าจะเป็วรยุทธ์สำหรับฝึกร่างกาย
"นี่มัน..."
"เทพเต๋าว่านโซ่วช่างเป็ผู้มีความสามารถจริง ๆ!"
ยิ่งอ่านลึกลงไป จิงอวี่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเทพเต๋าว่านโซ่วที่เขาไม่เคยพบเจอผู้นี้มีความสามารถไม่ธรรมดา
สาเหตุที่วรยุทธ์ชุดนี้มีชื่อว่า คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัย เป็เพราะเทพเต๋าว่านโซ่วเชื่อว่าสรรพชีวิตในใต้หล้าที่แสวงหาวิถีเต๋านั้น เปรียบเสมือนการว่ายข้ามทะเลแห่งความทุกข์ และนักพรตที่มีชะตากำเนิดยืนยาวนั้นมีอายุขัยไม่สิ้นสุดั้แ่กำเนิด ตราบใดที่มีเวลาเพียงพอ ช้าหรือเร็วย่อมว่ายไปถึงฝั่งตรงข้ามได้
ดังนั้นจึงเพียงแต่ต้องใส่ใจต่อคลื่นลมที่โหมกระหน่ำในทะเลแห่งความทุกข์เท่านั้น และวิชานี้ก็คือการฝึกฝนร่างกายให้เป็ดั่งเรือวิเศษที่จะช่วยให้นักพรตอายุยืนต้านทานคลื่นลมพายุฝน เพื่อปกป้องวิถีเต๋าของตน
ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้วิชาฝึกฝนร่างกายเป็วิธีปกป้องวิถีเต๋านั้น เทพเต๋าว่านโซ่วก็มีการอธิบายอย่างพิถีพิถันไว้
หากพูดถึงการแสวงหาทางเซียนของนักพรต ข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดก็คืออายุขัย ผู้ฝึกขั้นก่อปราณมีอายุหนึ่งร้อยปี ผู้ฝึกขั้นสร้างฐานมีอายุสามร้อยปี ผู้ฝึกขั้นแก่นทองคำมีอายุแปดร้อยปี และผู้ฝึกขั้นหยวนอิงมีอายุสองพันปี...
แม้จะดูเหมือนมีเวลามากมาย แต่นักพรตหาได้เพียงนั่งสมาธิบนูเาและดื่มน้ำค้างก็จะสามารถบรรลุขั้นสูงขึ้นได้ไม่ แต่ยังต้องใช้เวลาและพลังงานไปกับการหาทรัพยากร การติดต่อสัมพันธ์กับผู้คน และการแย่งชิงโชคลาภ เช่นนั้นแล้วอายุขัยเพียงเท่านี้จึงดูเหมือนจะไม่เพียงพอสำหรับนักพรตส่วนใหญ่
สาเหตุที่การฝึกร่างกายเป็เพียงทางเลือกรองสำหรับนักพรตทั่วไปนั้น เพราะแม้จะใช้เวลาและทรัพยากรในการฝึกน้อยกว่าการฝึกก่อปราณ แต่นอกจากเพิ่มพลังต่อสู้แล้วก็ไม่มีประโยชน์อื่นใดอีก
นักพรตขั้นสร้างฐานที่อายุใกล้สามร้อยปี หากสามารถบรรลุแก่นทองคำได้สำเร็จ จะได้รับอายุขัยเพิ่มขึ้นทันทีห้าร้อยปี และสามารถเดินหน้าบำเพ็ญต่อไปได้
แต่หากนักพรตคนเดียวกันนี้ฝึกถึงระดับแก่นทองคำโดยการฝึกร่างกาย อายุขัยจะไม่เพิ่มขึ้นแม้แต่วันเดียว เมื่อถึงเวลาก็ต้องกลายเป็ผงธุลีเช่นเดิม
ในใต้หล้านี้มีวิธีป้องกันตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็อาวุธวิเศษที่ทรงพลัง เวทมนตร์อันล้ำเลิศ หรือแม้แต่การมีที่พึ่งที่มั่นคง สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ได้ด้อยไปกว่าการฝึกร่างกาย บางครั้งอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ
แต่สำหรับนักพรตที่มีอายุยืนยาวแล้ว อายุขัยไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ขัดขวางการบรรลุมรรคผลมีเพียงวรยุทธ์เท่านั้น แม้จะไม่เคยฝึกพลังปราณเลยั้แ่ต้นจนจบ เพียงแค่ฝึกร่างกายจนสามารถฉีกทำลายห้วงอวกาศได้ ก็สามารถทะลวงมิติและเหาะขึ้น์ได้เช่นกัน!
ในยามนี้การฝึกวรยุทธ์แสดงให้เห็นข้อได้เปรียบ เพราะเห็นผลเร็วกว่า ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า และการทะลวงขั้นก็ไม่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ผิดปกติในฟ้าดิน เพียงแค่หลบซ่อนตัวในมุมเงียบสงบ ฝึกฝนร่างกายเป็เวลาหลายแสนหลายล้านปี
แม้ไม่จำเป็ต้องแย่งชิงโชคลาภหรือเสี่ยงอันตรายกับผู้ฝึกตนคนอื่น ก็มีโอกาสก้าวไปสู่จุดสูงสุดของมหาเต๋าได้เช่นกัน
สำหรับนักพรตที่มีอายุยืนยาวแล้ว การฝึกวรยุทธ์ให้ถึงขั้นสูงสุดก่อน แล้วค่อยหันมาฝึกพลังและสร้างรากฐาน ก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้ เมื่อไม่ต้องกังวลเื่อายุขัย การบำเพ็ญตนจะฝึกอย่างไรก็ล้วนมีเหตุผล ลำดับก่อนหลังจึงไม่ได้สำคัญเท่าใดนัก