ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 92 : ส่วนแบ่งที่ไม่ลงตัว

    จารึกที่ 92 : ส่วนแบ่งที่ไม่ลงตัว : การตรวจสอบของศิษย์พี่หญิง


    แสงตะวันสุดท้ายลับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือเพียงความมืดสลัวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมปากทางเข้าเหมืองร้างหุบเขาหมอก ฝุ่นควันจากการต่อสู้เริ่มจางลง เผยให้เห็นร่างไร้วิญญาณของ 'กุ่ยโส่ว' หรือหัตถ์ผี ที่ยังคงติดคาอยู่กับผนังถ้ำในสภาพที่น่าสังเวช


    ในขณะที่ความเงียบสงัดเริ่มกลับคืนมา สัญชาตญาณความอยู่รอดที่แข็งแกร่งที่สุดของ อาเจีย—ซึ่งนั่นก็คือ 'ความตระหนี่ถี่เหนียว'—ก็เริ่มทำงานทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากสมอง


    ขณะที่ เฟิงอี้หราน ยังคงนั่งหอบหายใจด้วยความโล่งอกที่รอดตายมาได้ อาเจียก็ไม่รอช้า เขาดีดตัวพุ่งเข้าไปประชิดศพด้วยความเร็วที่เร็วกว่าตอนต่อสู้เสียอีก


    "ขออนุญาตนะพี่ชาย... คนตายไปแล้ว เอาสมบัติไปใช้ในปรโลกไม่ได้หรอก ทิ้งไว้ให้คนเป็นได้ต่อทุนดีกว่า ถือซะว่าเป็นค่าทำศพก็แล้วกัน"


    อาเจียพึมพำขอขมาแบบขอไปที มือไม้ของเขาทำงานประสานกับวิชา 'เส้นด้ายวิญญาณ' ได้อย่างคล่องแคล่วราวกับนักมายากล เส้นด้ายปราณนับสิบเส้นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เลื้อยเข้าไปตามซอกเสื้อ กางเกง และจุดซ่อนเร้นต่างๆ ของศพ ล้วง ควัก และดึงทรัพย์สินทุกอย่างออกมาอย่างชำนาญ


    "แหวนมิติ... เสร็จข้า!" อาเจียคว้าแหวนหยกสีดำเกลี้ยงเกลาที่นิ้วมือกุ่ยโส่วมาสวมที่นิ้วตัวเองทันทีราวกับเป็นเจ้าของมาตั้งแต่เกิด


    "ถุงเงินลับที่เอว... หนักใช้ได้!" เขาเขย่าถุงเงินฟังเสียงเหรียญกระทบกัน กริ๊งๆ รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า


    "มีดสั้นสำรอง... เกรดดีนี่นา เหล็กทมิฬผสมเงิน... ขายได้!"


    "รองเท้าเดินลม... ถึงจะเปื้อนเลือดไปหน่อย แต่ซักก็เหมือนใหม่... เก็บ!"


    แม้แต่ 'เจ้าถุงเงิน' แมงมุมทมิฬที่เกาะอยู่บนไหล่ ก็ดูเหมือนจะติดนิสัยเจ้านายมาเต็มๆ มันกระโดดลงไปบนศพ ใช้ขาหน้าเขี่ยสร้อยคอทองคำเส้นโตของกุ่ยโส่วออกมา แล้วคาบวิ่งตื๋อเอามาวางใส่มืออาเจียอย่างรู้ใจ แล้วกระดิกหางรอคำชม


    "ดีมากลูกพ่อ! เก่งมาก! เดี๋ยวกลับไปจะซื้อเนื้อชั้นดีให้กิน!" อาเจียลูบหัวมันเบาๆ แล้วรีบกวาดทรัพย์สินทั้งหมดเข้าอกเสื้อตัวเองจนตุง


    "หยุดเดี๋ยวนี้นะ อาเจีย!"


    เสียงร้องโวยวายดังขัดจังหวะความสุข เฟิงอี้หราน คุณชายแห่งตระกูลเฟิง พยุงร่างอันบอบช้ำเดินโซเซเข้ามา สภาพของคุณชายเจ้าสำอางในตอนนี้ดูไม่ได้เลย เสื้อผ้าไหมราคาแพงขาดวิ่น หน้าตาเปรอะเปื้อนเขม่าดำและเลือดแห้งกรัง ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่ทว่า... แววตาเรื่อง 'ส่วนแบ่ง' ของเขากลับลุกโชนยิ่งกว่าไฟแค้น


    "เจ้าจะกินรวบคนเดียวไม่ได้นะเว้ย!" เฟิงอี้หรานตะโกนหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่าอาเจียที่กำลังทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ "ข้าเป็นคนล่อมันออกมา! ข้าเป็นคนวางค่ายกลเพลิงถ่วงเวลามัน! ข้าเกือบตายเพราะมัน! ตามกฎยุทธภพ... ใครลงแรง คนนั้นต้องได้ส่วนแบ่งสมบัติ!"


    อาเจียค่อยๆ หันกลับมามองเฟิงอี้หราน ตบกระเป๋าเสื้อที่ตุงไปด้วยสมบัติเบาๆ แล้วทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์


    "ส่วนแบ่งอะไรกัน คุณชายเฟิง?" อาเจียเอียงคอถาม "ข้ากำลัง... ตรวจสอบหลักฐานเพื่อความปลอดภัยต่างหาก เจ้าก็รู้ว่าเจ้านี่มันเป็นนักฆ่าระดับสูง อาจจะมีกับดักระเบิดหรือพิษร้ายซ่อนอยู่ในกางเกงในก็ได้ ใครจะไปรู้? ข้ากำลังเสี่ยงชีวิตตรวจสอบให้ท่านอยู่นะ!"


    "กับดักบ้านป้าเจ้าสิจะไปอยู่ในกางเกงใน!" เฟิงอี้หรานกัดฟันกรอดจนเส้นเลือดปูดโปน "เอามาแบ่งกันเดี๋ยวนี้! แหวนมิตินั่นข้าเห็นนะ! และสร้อยทองนั่นด้วย!"


    อาเจียถอนหายใจยาว ทำท่าเหมือนผู้ใหญ่ที่ต้องมาสอนเด็กดื้อที่ไม่รู้จักความพอเพียง


    "ใจเย็นๆ น่า คุณชาย... ข้าไม่ได้จะโกงเจ้า แต่เรามาลองดีดลูกคิดคิดบัญชีกันดูดีไหม?"


    อาเจียเริ่มร่ายมนตร์สาลิกาลิ้นทอง นิ้วมือขยับดีดลูกคิดในอากาศรัวๆ


    "หนึ่ง... หนี้เก่าที่เจ้าติดข้าตอนซื้อยันต์ระเบิด... ห้าร้อยตำลึงทอง"


    "สอง... ค่าจ้างคุ้มกันที่ตกลงกันไว้... ห้าสิบตำลึงทอง ซึ่งเจ้ายังไม่ได้จ่ายสักแดงเดียว"


    "สาม... ค่าเสียหายที่ เจ้าสัว ของข้าตัวถลอกจากการเอาตัวมารับกรงเล็บแทนเจ้า... ดูสิ! ผิวหยกเป็นรอยขีดข่วนขนาดเท่ามดกัดนี่! ค่าซ่อมแซมและค่าเสียเวลาประเมินไว้... หนึ่งร้อยตำลึงทอง!"


    "สี่... ค่ายาทำขวัญที่ข้าต้องตกใจ... ค่าแรงที่ต้องออกหมัด... ค่าสมองที่ต้องวางแผน..."

    อาเจียสรุปตัวเลขด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    "รวมๆ แล้ว... สมบัติของกุ่ยโส่วนี่ น่าจะพอดีกับหนี้สินที่เจ้าติดข้าเลย เผลอๆ ข้ายังขาดทุนด้วยซ้ำ แต่เห็นแก่มิตรภาพ... ข้ายกหนี้ให้บางส่วน ถือว่าเจ๊ากันไป ดีไหม?"


    เฟิงอี้หรานอ้าปากค้าง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ


    "เจ้า... เจ้ามันโจรในคราบนักพรตชัดๆ! เจ้าสัวของเจ้าตัวเป็นหยกทมิฬ แข็งยิ่งกว่าเหล็กไหล มันจะไปถลอกได้ยังไง! แล้วค่าจ้างข้าบอกจะจ่ายเมื่อกลับถึงตระกูลเฟิง! เจ้าจะมายึดของกลางแบบนี้ไม่ได้!"


    ทั้งสองยืนเถียงกันหน้าดำหน้าแดงอยู่หน้าศพนักฆ่า โดยมี เจ้าสัว ยืนกอดอกมองด้วยดวงตาสีทองอำพันที่นิ่งเฉย เหมือนจะชินกับความตระหนี่ของเจ้านายแล้ว


    ในที่สุด เฟิงอี้หรานที่เริ่มหมดแรงเถียง (และรู้ว่าเถียงสู้ไม่ได้เพราะเจ้าสัวยืนคุมเชิงอยู่) ก็ยอมถอยหนึ่งก้าว


    "ก็ได้! ข้าไม่เอาเงิน... แต่ข้าขอสองอย่าง!"


    เฟิงอี้หรานเดินเข้าไปหยิบ 'กรงเล็บเหล็กไหล' ที่บิดเบี้ยวตกอยู่บนพื้น และควานหา 'ตราหยกประจำตัว' จากกองเสื้อผ้าของกุ่ยโส่ว


    "ข้าขอแค่นี้" เฟิงอี้หรานกล่าวเสียงเข้ม พลิกตราหยกสีดำสนิทในมือไปมา "ตรานี้สำคัญกว่าเงิน... มันจะบอกได้ว่าใครเป็นคนส่งมันมาฆ่าข้า และกรงเล็บนี่... แม้จะพังแล้ว แต่เหล็กไหลที่ใช้สร้างมันเป็นของหายาก ข้าจะเอาไปให้ช่างที่สำนักหลอมใหม่เพื่อซ่อมกระบี่ของข้า"


    อาเจียหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่า 'เหล็กไหลหายาก' ตาเป็นประกายวูบหนึ่ง แต่เมื่อประเมินดูแล้วว่ากรงเล็บนั่นหนักเกินกว่าจะแบกกลับไหว และตราหยกนั่นก็ดูเป็น 'ของร้อน' ที่จะนำปัญหาการเมืองมาให้ เขาจึงแกล้งทำเป็นใจกว้าง


    "ตามสบาย... ข้าเป็นคนไม่โลภอยู่แล้ว ข้าขอแค่ของจุกจิกในแหวนนี่ก็พอ"


    เมื่อตกลงกันได้แบบแกมบังคับ อาเจียก็แอบส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจใน แหวนมิติ ของกุ่ยโส่ว หวังว่าจะได้เจอภูเขาเงินทอง หรือสมบัติล้ำค่า

    แต่สิ่งที่พบกลับทำให้เขาขมวดคิ้ว


    ...เงินสดสองร้อยตำลึงทอง... (น้อยชะมัด สำหรับนักฆ่าระดับนี้)


    ...ขวดยาพิษและยาแก้พิษระดับต่ำ...


    ...มีดบินสำรอง...


    "ขยะทั้งนั้น..." อาเจียบ่นอุบในใจ "เจ้านักฆ่านี่จนกรอบยิ่งกว่าข้าเสียอีก หรือว่ามันเอาเงินไปลงอ่างหมดแล้ว?"


    แต่แล้ว... สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ก้นแหวนมิติ มันคือ 'ม้วนแผ่นหนังสีดำ' เก่าๆ ที่ดูธรรมดา แต่กลับแผ่กลิ่นอายโบราณบางอย่างออกมา


    อาเจียแอบดึงมันออกมาคลี่ดูแวบหนึ่งโดยใช้ตัวบังไม่ให้เฟิงอี้หรานเห็น


    มันเป็นชิ้นส่วนของแผนที่ที่วาดด้วยหมึกสีเลือด รายละเอียดเลือนรางจนแทบดูไม่ออก แต่มีจุดหนึ่งที่ถูกวงกลมเอาไว้ชัดเจน พร้อมอักษรโบราณที่เขียนกำกับว่า 'แดนรกร้างทิศอุดร - ซากโบราณสถานหมื่นอสูร'


    "นี่มันอะไร..." อาเจียพึมพำ


    ทันใดนั้น เสียงของ มู่เฉิน ก็ดังขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


    "นั่นมัน... อาเจีย! ดูที่ลายเส้นของแผนที่นั่น!"


    "กลิ่นอายบนแผนที่นี้... และรูปแบบการวาดด้วย 'หมึกโลหิต'... นี่มันคือลายมือของ 'สำนักหมื่นอักขระ' ในยุคโบราณ! ยุคเดียวกับข้า!" มู่เฉินรัวคำพูด "มันไม่ใช่แผนที่ธรรมดา แต่มันซ่อน 'รหัสอักขระ' เอาไว้... รหัสที่จะนำทางไปสู่ 'กรุสมบัติลับ' หรือไม่ก็... 'ชิ้นส่วนของพู่กันนิรันดร์' ชิ้นต่อไป!"


    อาเจียตาโตเท่าไข่ห่าน หัวใจเต้นแรงระรัว


    'สมบัติลับของบรรพชน? ชิ้นส่วนพู่กันเทพ? นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ!'


    "เก็บมันไว้ให้ดี ห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาด!" มู่เฉินกำชับเสียงเครียด "โดยเฉพาะเจ้าหนุ่มเฟิงนั่น หรือใครก็ตามจากสำนักอื่น... แม้แต่คนใน 'สำนักหมึกวารี' เองก็ไว้ใจไม่ได้ เพราะความลับนี้อาจสั่นคลอนยุทธภพได้เลย!"


    อาเจียรีบม้วนเก็บแผนที่ยัดเข้าอกเสื้อ ลึกเข้าไปในชุดชั้นในทันทีด้วยสัญชาตญาณความงกและหวงของ


    "เจออะไรดีๆ รึ?" เฟิงอี้หรานที่สังเกตเห็นท่าทีมีพิรุธ เอ่ยถามอย่างจับผิด


    "เปล่า! มีแต่ใบเสร็จค่าเหล้า กับจดหมายทวงหนี้พนัน" อาเจียโกหกหน้าตาย สีหน้าเรียบเฉยระดับรางวัลตุ๊กตาทอง "เจ้านักฆ่านี่ชีวิตรันทดน่าดู... ข้าล่ะสงสารมันจริงๆ"


    เฟิงอี้หรานหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อถือนัก แต่ก่อนที่เขาจะซักไซ้ต่อ...


    ครืน... ครืน...


    เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงสัตว์ขี่จำนวนมากดังแว่วมาตามสายลมจากทางปากทางเข้าหุบเขา แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ส่งผ่านมาทางพื้นดิน

    เฟิงอี้หรานเงี่ยหูฟัง ก่อนจะหน้าซีดเผือด


    "เสียงทหารม้าเกราะหนัก... ของตระกูลข้า? ไม่ใช่... จังหวะการเดินแบบนี้มัน..."


    อาเจียหันไปมอง เจ้าถุงเงิน ที่กำลังสั่นหนวดส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด ขนที่ขาของมันลุกชันชี้ไปทางปากทางเข้า


    "ไม่ใช่คนของตระกูลเจ้า..." อาเจียพูดเสียงเครียด สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กำลังใกล้เข้ามา "กลิ่นอายเย็นยะเยือกแบบนี้... ความรู้สึกที่เหมือนโดนเข็มทิ่มแทงผิวหนังแบบนี้..."


    ภาพใบหน้าสวยซึ้งแต่เย็นชาดุจน้ำแข็งของใครบางคนลอยเข้ามาในหัวของอาเจีย


    "หน่วยตรวจสอบและคุมกฎ... ของยอดเขาพู่กันหยก"


    "ซวยแล้ว..." อาเจียหันขวับไปมองเฟิงอี้หราน "ถ้าพวกนั้นมาเห็นเราสภาพนี้ พร้อมศพนักฆ่า และสมบัติพวกนี้... โดยเฉพาะข้าที่เป็นแค่ศิษย์สายนอก... ข้าโดนสอบสวนยาวแน่ เผลอๆ โดนยึดของกลางหมด!"


    "แล้วจะทำยังไง?" เฟิงอี้หรานถามอย่างร้อนรน "ข้าเองก็ไม่อยากให้เรื่องที่ข้าถูกลอบฆ่ารู้ไปถึงหูคนนอกตระกูลเหมือนกัน มันจะเสียชื่อเสียง!"

    ในขณะที่ทั้งสองกำลังลุกลี้ลุกลน...


    วูบ!


    สัมผัสอันทรงพลังสายหนึ่งก็พุ่งดิ่งลงมาจากปากปล่องเหมืองด้านบน ร่างเงาสีขาวบริสุทธิ์ร่อนลงมาอย่างนุ่มนวลแต่รวดเร็ว ราวกับเทพธิดาที่ลงมาจุติ... แต่เป็นเทพธิดาที่ถือกระบี่อาบยาพิษ


    ผู้มาใหม่ยืนตระหง่านอยู่บนก้อนหินสูง อาภรณ์ชุดศิษย์สายในของ สำนักหมึกวารี สีขาวขลิบเขียวพลิ้วไหวไปตามแรงลม ใบหน้างดงามหมดจดราวกับภาพวาด แต่แววตากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี


    หลินชิงเสวี่ย... ศิษย์เอกแห่งยอดเขาพู่กันหยก ผู้เป็นดั่ง 'เจ้าหนี้' และ 'ดาวข่ม' ของอาเจีย ปรากฏตัวแล้ว!


    สายตาคมกริบของนางกวาดมองไปทั่วบริเวณ... มองเห็นร่องรอยการต่อสู้... มองเห็นศพของกุ่ยโส่วที่จมกำแพง... มองเห็นเจ้าสัวร่างหยกทมิฬที่ยืนสงบนิ่ง... และสุดท้าย มาหยุดอยู่ที่อาเจีย ที่กำลังพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด


    "อาเจีย..."


    นางเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ก้องกังวานไปทั่วโสตประสาท ทำให้อาเจียขนลุกซู่ไปทั้งตัว


    "ข้าได้รับรายงานว่ามีการระเบิดและกลิ่นอายการต่อสู้ผิดปกติที่นี่... และสัญชาตญาณของข้าบอกว่า ต้องเป็นเจ้าที่ก่อเรื่อง"


    นางกระโดดลงมาจากก้อนหิน เดินย่างสามขุมเข้ามาหาอาเจียอย่างช้าๆ แรงกดดันจากตัวนางทำให้อากาศรอบข้างหนักอึ้ง


    "เจ้าหายตัวไปจากสำนักพร้อมภารกิจลับ... แล้วมาโผล่ที่นี่พร้อมศพนักฆ่าระดับพระกาฬ และคุณชายตระกูลเฟิง?" นางเลิกคิ้วมองเฟิงอี้หรานเล็กน้อยเป็นการทักทาย ก่อนจะจ้องเขม็งกลับมาที่อาเจีย


    "และที่สำคัญ..." สายตาของนางเลื่อนต่ำลงมาที่อกเสื้อของอาเจียที่ตุงผิดปกติราวกับยัดหมอนเอาไว้ "เจ้าซ่อนอะไรไว้? ส่งมาให้ข้าตรวจสอบเดี๋ยวนี้"


    "ศ... ศิษย์พี่หญิงหลิน!" อาเจียยิ้มแห้งๆ เหงื่อกาฬไหลพรากเต็มแผ่นหลัง "ข้า... ข้าแค่มาเดินเล่นเก็บเห็ดหาของป่า... แล้วบังเอิญเจอคุณชายเฟิงกำลังลำบาก... ข้าเลย..."


    "เก็บเห็ดในเหมืองร้างที่มีนักฆ่า?" หลินชิงเสวี่ยยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้อาเจียรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม "ดูท่า... คดีเก่าที่เจ้าแอบใช้เส้นด้ายวิญญาณในตลาดเมื่อเช้ายังไม่พอ... เจ้าอยากจะเพิ่มข้อหา 'ปิดบังความลับสำนัก' และ 'ยักยอกของกลาง' เข้าไปอีกกระทงใช่ไหม?"

    นางแบมือออกมาตรงหน้า นิ้วเรียวยาวขาวผ่องกระดิกเบาๆ


    "ส่งมา... อย่าให้ข้าต้องค้นตัวเจ้าด้วยตัวเอง อาเจีย"


    อาเจียกลืนน้ำลายเอือก หันไปมองเฟิงอี้หรานเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายกลับทำท่ามองนกมองไม้ ผิวปากเบาๆ ไม่รู้ไม่ชี้

    สถานการณ์พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้า... หนีเสือปะจระเข้ หนีนักฆ่ามาเจอเจ้าหนี้!


    แถมความลับเรื่อง 'แผนที่โบราณแห่งสำนักหมื่นอักขระ' ที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อ ก็เป็นของอันตรายที่ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด แม้แต่ศิษย์พี่หญิงคนนี้!

    อาเจียสมองหมุนติ้วเร็วยิ่งกว่ากังหันลม งานนี้เขาจะต้องงัดทุกกลเม็ดความกะล่อนออกมา เพื่อรักษาทั้งชีวิต และทรัพย์สินอันเป็นที่รักยิ่ง!

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน