หยางเสียโดนเหอเซียวไห่ลากตะลอนไปทั่วค่ายตลอดทั้งวันหนำซ้ำชายหนุ่มยังส่งนางลงไปฝึกรบแบบพรางตัวในทุ่งหญ้าด้านล่างของหุบเขาอีกด้วยแม้เหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี หญิงสาวคิดหวังว่าตัวนางจะพอมีกล้ามขึ้นมาบ้างจะได้ดูสมชายชาตรีให้รองแม่ทัพเหอได้ชื่นใจเสียที
ท่ามกลางความมืดและความหนาวเหน็บของเหมันต์ที่แทรกซึมไปทั่วทุกอณูของค่ายทหารปรากฏร่างของหยางเสียวิ่งฝ่าความมืดและสายลมเย็นเยียบจากโรงอาบน้ำเพื่อกลับเข้ามาในกระโจมเมื่อวานนางก็ไม่ได้อาบน้ำไปหนหนึ่งแล้ววันนี้ยังไปล้มลุกคลุกคลานในทุ่งมาอีกจนรู้สึกคันคะเยอไปทั้งตัวไม่ว่าจะหนาวแค่ไหนก็ต้องอาบให้ได้
เมื่อผ่านเข้าไปยังส่วนที่ประทับหยางเสียก็ชะงักเมื่อพบว่าท่านแม่ทัพซึ่งประทับอยู่บนแท่นบรรทมอยู่ในฉลองพระองค์ชุดใหม่แล้วนี่นางมัวแต่สนใจเรื่องตัวเองจนลืมเวลางานในห้องสรงเลยหรือ
“ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากผลัดชุดเร็วหน่อย” องค์ชายฝานจิ้งตรัสขึ้นทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นสีหน้าของหญิงสาวนางคงคิดว่าตัวเองทำหน้าที่บกพร่องอีกเป็นแน่
“วันหลังแค่เตรียมน้ำเตรียมเสื้อพาดไว้บนราวก็พอ ไม่ต้องกลับเข้าไปอีก” พระองค์ตรัสต่อไปชายหญิงไม่ควรถึงเนื้อถึงตัวกันโดยง่าย ในเมื่อทรงรู้แล้วว่า หยางเสียเป็นสตรีคงไม่เหมาะที่จะให้นางเดินเข้าออกยามพระองค์สรงน้ำอีก
“ทำไมเล่าขอรับ” หยางเสียยิ่งเป็นกังวล เอาอีกแล้วไหมเล่าคงกริ้วแล้วที่นางมัวแต่โอ้เอ้เถลไถลจนลืมเวลาลืมหน้าที่ เพราะรองแม่ทัพเหอแท้ๆเชียว เขาเห็นนางบนทางเดินก็เลยฉุดแขนนางเข้าไปในกระโจมบังคับขู่เข็ญให้เดินหมากกับเขาหนึ่งตา รู้ทั้งรู้ว่านางมีหน้าที่ต้องกลับมาปรนนิบัติท่านแม่ทัพ
“ข้าบอกให้ทำเจ้าก็ทำตามเถิด...ไม่ต้องถามให้มากความแล้วต่อไปนี้ก็ไม่ต้องไปที่โรงอาบน้ำนั่นอีก หวังหนานต้มน้ำไว้มากไม่ใช่รึข้าอาบเสร็จแล้วเจ้าก็ใช้น้ำส่วนที่เหลือนั่นได้”เป็นหญิงสาวเที่ยวไปอาบน้ำปะปนกับชาย เกิดผ้าผ่อนหลุดลุ่ยท่ามกลางสายตาทหารนับร้อยขึ้นมานางจะไม่เพียงแค่อับอายแต่จะต้องถูกโลมเลียด้วยสายตาจากเหล่าชายฉกรรจ์ที่ไม่ได้ใกล้ชิดสตรีมาเป็นเวลานานเป็นแน่และเมื่อเป็นเช่นนั้นนางก็ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกลวนลามเข้าไปอีก องค์ชายฝานจิ้งทรงรู้สึกหวงแหนผู้ติดตามคนสนิทตั้งแต่เหตุการณ์ยังไม่เกิดเพื่อความปลอดภัยของหยางเสียการเก็บนางไว้ให้อยู่ในความดูแลของพระองค์อย่างใกล้ชิดนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
“เอ่อ...” หยางเสียฟังแล้วก็ยิ่งประหลาดใจจะดีหรือที่ให้บ่าวอย่างนางใช้ห้องสรงร่วมกับเจ้านาย
องค์ชายฝานจิ้งตรัสดักคอขึ้นมาก่อน“ห้ามถามอะไรอีก”
หยางเสียค้อมศีรษะลงแสดงอาการยอมรับตามนั้นนายสั่งอะไร บ่าวย่อมต้องทำตาม อย่าได้มีข้อกังขาอันใด แม้เกิดความรู้สึกแปลกจนผิดปรกติจริงๆจนนางอยากจะถามตามนิสัยคนช่างซัก แต่ในเมื่อเคยบอกตัวเองไว้แล้วว่านางมอบใจให้พระองค์และเลือกติดตามเชื่อฟังพระองค์ในฐานะข้ารับใช้แล้วนางจึงจำต้องกลืนความสงสัยลงไปโดยปริยาย
สรุปวันนี้ทั้งวันนางก็ยังไม่ได้ถวายการปรนนิบัติท่านแม่ทัพเลยพระองค์เสด็จตรวจค่ายลี้ภัยทั้งวันคงจะเหนื่อยไม่น้อย หยางเสียคิดอะไรดีๆ ขึ้นได้
“ข้านวดให้ดีไหมขอรับ”หญิงสาวขันอาสาพลางทรุดกายลงนั่งคุกเข่าข้างพระแท่น
องค์ชายฝานจิ้งได้แต่ทรงทอดถอนในพระทัยอุตส่าห์กันให้ห่างแล้วก็ยังเสนอตัวจะมานวดมาเฟ้นให้ถึงที่อีก
นี่เจ้าระวังตัวตรงไหนกันฮึลืมแล้วหรือว่าเจ้าเป็นหญิง ข้าเป็นชาย
“จะดีหรือ” พระองค์ตรัสถามอย่างลังเลพระทัย
“บ่าวปรนนิบัตินาย มันไม่ดีตรงไหนหรือขอรับ ข้าให้สัญญาจะนวดดีๆจะไม่ให้ทรงเจ็บเลย” หยางเสียรอคำตอบขณะที่พระองค์ทรงตรึกตรองอยู่นานกว่าจะพยักพระพักตร์อนุญาต
“จะทำอะไรก็ทำเถอะ” ขืนพระองค์บอกปัดนางก็คงจะถามอีกว่าทำไมและพยายามหว่านล้อมพระองค์จนต้องยอมในที่สุด
หญิงสาวยิ้มอย่างสมหวังก่อนเลื่อนตัวเข้าใกล้พระองค์นางค่อยๆ ลงน้ำหนักมือเริ่มนวดฝ่าพระบาทก่อนองค์ชายฝานจิ้งได้แต่ทอดพระเนตรนางอย่างเงียบๆ
ผ่านไปชั่วครู่พระองค์จึงตรัสถามในเรื่องที่ทรงต้องการทราบคำตอบ“เจ้าเข้ามาเป็นทหารเพราะเหตุใด”
“ก็เพราะอยากเป็นขอรับ” หยางเสียก้มหน้าตอบก่อนจะเปลี่ยนมานวดฝ่าพระบาทอีกข้าง
“งั้นหรือ เพราะอะไรถึงอยากเป็น”พระองค์ตรัสถามต่อ ยังไม่อยากจะทรงเชื่อว่าสตรีจะมีความคิดอยากเป็นทหารอย่างจริงจัง
หยางเสียไม่ตอบคำถามในทันทีนางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “อืม...ข้าอยากอยู่เหลิงอานน่ะขอรับ”
“อยากอยู่เมืองหลวงเลยสมัครเป็นทหารแต่ตอนนี้เจ้ามาอยู่ไกลถึงเจิ้งถงนี่นะ” พระองค์ทรงรุกไล่ต่อเพื่อหาคำตอบที่แท้จริง
หยางเสียสูดหายใจลึกก่อนจะเงยหน้าทูลพระองค์ตามความจริง...แม้เพียงบางส่วนก็ตาม“ข้าไปมีเรื่องกับพวกนักเลงน่ะขอรับตอนที่กำลังวิ่งหนีอยู่นั้นก็พอดีเห็นป้ายประกาศรับทหารใหม่ก็เลย...ก็เลยวิ่งเข้าไป”
นั่นปะไร ตรงตามที่พระองค์มีพระดำริไว้จริงๆเสียด้วยว่านางเข้ากองทัพมาด้วยความจำเป็น
เมื่อทรงนึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาได้พระขนงเข้มก็ขมวดมุ่น นักเลง...หรือจะเป็นพวกนั้น
“อย่างเจ้านี่ไปทำเรื่องท้าตีท้าต่อยกับคนอื่นเป็นด้วยหรือ”เมื่อมือน้อยค่อยๆ เคลื่อนจากฝ่าพระบาทขึ้นมาถึงใต้พระชานุ องค์ชายฝานจิ้งก็ทรงรู้สึกสบายขึ้นมากแล้ว
“ข้าชอบอยู่อย่างสงบนะขอรับปัญหามันวิ่งเข้าหาข้าเองต่างหาก บอกไปก็น่าอาย” หยางเสียเบ้ปากนิดๆ
“น่าอายอย่างไร ไม่บอกจะรู้ได้อย่างไรว่าน่าอาย”ยังทรงซักถามนางต่อไป
แล้วพระองค์จะทรงอยากรู้อดีตชีวิตของข้าไปทำไมกันเล่า!
คนถูกถามชักเริ่มรู้สึกว่าท่านแม่ทัพขยับคำถามเข้ามาใกล้เรื่องที่นางปิดบังมากขึ้นเรื่อยๆ
“ข้าถูกพาไปขายน่ะขอรับ” หญิงสาวก้มหน้าตอบ ผู้ที่ประทับสูงกว่าทรงสังเกตเห็นว่าแก้มนางระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
“มีคนพึงใจในตัวเจ้าทั้งที่แต่งเป็นชาย..”อดไม่ได้จึงทรงถามเย้าๆ
หยางเสียพยักหน้ารับโดยมิได้สงสัยความนัยที่แฝงอยู่ในประโยคนั้น“แม้ข้าจะดูเป็นแบบนี้ เอ่อ...หลายคนมักคิดว่าข้าเป็นสตรีแต่ข้าเป็นผู้ชายน่ะขอรับ” หญิงสาวทำเสียงเข้มยืนยันหนักแน่น
ผู้ชายที่ไหนมันมี...ภาพเรือนกายผุดผ่องของสาวน้อยแวบเข้ามาในห้วงพระดำริ
สิน่า! ฝานจิ้งเจ้าอย่าเพิ่งได้คิดนอกเรื่องเป็นอันขาด!
“แล้วเป็นอย่างไรต่อ” องค์ชายฝานจิ้งทรงข่มพระทัยไม่ให้มีพระดำริออกนอกลู่นอกทางกลายเป็นว่าวันนี้พระองค์ต้องกลายเป็นคนช่างซักช่างถามไปเลย
“ข้ารอดจากการถูกขายเพราะมีพี่ชายใจดีท่านหนึ่งช่วยไว้ถึงตอนนี้ ข้าก็ยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณน้ำใจเขาด้วยซ้ำ ข้าอยากเจอเขาสักครั้ง”
มือของหญิงสาวหยุดบีบนวดชั่วครู่แววตาเหม่อเหมือนยังนึกเสียดายอยู่ ท่านแม่ทัพใหญ่ด่านเจิ้งถงทอดพระเนตรดังนั้นก็ทรงนึกขัน
ข้าก็อยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วนี่ไง...
“พอข้าอาการดีขึ้นแล้วข้าก็กลับไปตีหัวเจ้าคนที่พาข้าไปขายน่ะขอรับ”นางเล่าเรื่องต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งเล่าเรื่องลมฟ้าอากาศ
เด็กโง่เอ๊ย! รอดมาได้นี่เป็นบุญเก่าเจ้าแล้วนะหยางเสีย
“พระองค์คงจะคิดว่าข้าทำอะไรโง่ๆ แน่เลย”หญิงสาวยิ้มแหยๆ
แม่ทัพใหญ่ด่านเจิ้งถงแทบจะทรงกลั้นพระสรวลไว้ไม่อยู่“โง่จริง!”
มีอย่างที่ไหน เป็นหญิงตัวคนเดียว แต่อาจหาญกล้าย้อนกลับไปเล่นงานคนพวกนั้นได้
“ตอนแรกข้าก็คิดอยากจะหนีไปให้ไกลแต่สุสานของแม่ข้าอยู่ที่นอกเมือง ข้าถึงไม่อยากจากเหลิงอานไปน่ะขอรับ”พอพูดถึงมารดา น้ำเสียงเจื้อยแจ้วเมื่อครู่ก็พลันสลดลง นวดมาครู่ใหญ่ หยางเสียก็กระเถิบตัวเข้าไปจนติดพระที่เพราะท่านแม่ทัพเอนพระวรกายลงพิงกับพระเขนยบนแท่นบรรทมแล้ว “สบายขึ้นไหมขอรับ” หญิงสาวถามน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ซึ่งความห่วงใยจากใจจริง
“อื้อ...” ไออุ่นจากสองมือของนางทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหมือนมีกระแสพลังงานอุ่นๆวิ่งไปมาทั่วพระวรกาย
...สักหน่อยเจ้าก็คงทำให้ข้าเคยตัว ติดสุขสบายต้องมีเจ้าคอยปรนนิบัติไม่ห่าง
“สรุปว่าเจ้าจับพลัดจับผลูเข้ามาในค่ายว่าอย่างนั้นเถอะ”
คราวนี้หยางเสียอึกอัก “ถ้าข้าตอบว่าใช่พระองค์จะทรงไล่ข้าไปหรือไม่...”
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางกลัวมากที่สุดถ้าหากวันใดพระองค์ทรงรู้ความจริงว่านางไม่ได้เป็นชายแต่กลับแฝงตัวเข้ามาในทัพด่านเจิ้งถงอันเกรียงไกรแล้วละก็นางคงจะได้รับโทษสูงสุด แค่เพียงคิดว่าช่วงเวลานั้นจะมาถึงในสักวัน หญิงสาวก็สะท้านไหวในอกแล้วหากวันที่คิดกลัวคือวันนี้ นางก็คงไม่สามารถฝืนลิขิตชะตาแห่งชีวิตไปได้
องค์ชายฝานจิ้งทรงจับความรู้สึกหวาดหวั่นที่ปลายเสียงหยางเสียได้จึงตรัสประโลมหมายปลอบนาง“ไยต้องกังวล ตกลงเป็นคนของข้าหนึ่งวันทั้งชีวิตเจ้าก็เสมือนอยู่ในความรับผิดชอบของข้า เว้นแต่ตัวเจ้าเองเท่านั้นหากหมายจะไป ข้าก็จะไม่รั้งไว้”
ความอึดอัดกังวลตลอดเวลาที่มีได้คลายลงแล้วในบางส่วนหยางเสียยิ้มกว้างด้วยความซาบซึ้งและตัดสินใจว่าจะไม่คิดกังวลไกลถึงวันหน้าแต่จะอยู่และเก็บรักษาวันเวลานี้ให้ดีที่สุด หญิงสาวปล่อยมือจากพระวรกายถอยตัวห่างออกมานิดหนึ่งก่อนก้มหัวลงจรดยังพื้นหน้าแท่นบรรทม “กายข้า วิญญาณข้าขอมอบแด่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว จะอยู่หรือตาย...แล้วแต่จะทรงพระกรุณา”
องค์ชายฝานจิ้งทรงลุกขึ้นนั่ง พระหัตถายื่นไปแตะยังไหล่บางของหญิงสาวที่หมอบอยู่เบื้องพระพักตร์อย่างแผ่วเบาหยางเสียเงยหน้าขึ้น เมื่อสายตาทั้งสองคู่สบกัน ความหวั่นไหวก็เกิดขึ้นในหทัยของผู้ที่ล่วงรู้ถึงความลับของหญิงสาว
แพขนตางอนกะพริบ เมื่อช้อนสายตาขึ้นมองยังพระองค์ดวงตากลมโตสุกใสสะท้อนภาพดวงพักตร์คมเข้มในหน่วยตาคู่งามไม่ต่างจากเนตรสีนิลลึกล้ำที่มีเพียงภาพใบหน้านวลลออของคนที่คุกเข่าอยู่
ส่งสายตาแบบนี้ให้ข้าบ่อยๆ คงมีสักวันที่ข้าจะห้ามตัวเองไม่อยู่สวรรค์ส่งเจ้ามาให้ข้าฝึกข่มจิตข่มใจหรืออย่างไร
“ขอบใจสำหรับความภักดีของเจ้า ไปนอนเถอะพรุ่งนี้เซียวไห่อาจจะมาลากเจ้าไปกับเขาอีก”
หยางเสียน้อมรับคำสั่งก่อนจะถอยห่างออกไป แม้หญิงสาวละจากหน้าพระแท่นบรรทมไปแล้วแต่พระหทัยแห่งองค์ชายฝานจิ้งยังคงโลดแล่นตามนาง เมื่อพระองค์ไม่ทรงสามารถข่มพระเนตรให้บรรทมได้จึงได้เสด็จออกไปนอกกระโจมที่ประทับ
พระพักตร์คมเงยขึ้นมองท้องนภาเบื้องบนทอดพระเนตรดูม่านเมฆาเคลื่อนเข้าบดบังดวงจันทร์ที่กำลังทอแสงนวลครั้นเยี่ยมรุ่งทินกรก็จะสาดพื้นพิภพ วันคืนหมุนผ่าน ฤดูกาลเปลี่ยนผัน ทุกสิ่งล้วนเกิดดับมีจุดเริ่มต้นและปลายที่สิ้นสุด
ธรรมชาติของสรรพสิ่งไม่มีสิ่งใดฝืนได้เช่นเดียวกับความรู้สึกสิเน่หาที่เมื่ออุบัติขึ้นแล้ว แม้ข้าจะปัดป้องเพียงใดหัวใจของมนุษย์ปุถุชนเช่นข้าก็คงไม่อาจจะต้านทาน...