ผมเกือบจะสั่งเหล้าเป็รอบที่ 3อยู่แล้ว แต่เมื่อเหลือบเห็นสายตาอลิซาเบทเข้าผมก็เปลี่ยนใจสั่งกาแฟมาแทน ซึ่งทำให้เธอยิ้มออก
“ถ้าผมขืนสั่งเหล้ามาอีกแก้วสงสัยคุณจะประสาทเสียแน่” ผมว่า
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่คุณควรเมาแล้วละค่ะต้องเตรียมใจให้ดีถ้าหวังจะช่วยดานี่”
“ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง”
“มันก็คงต้องทำเข้าจนได้สักอย่างหนึ่งนั่นแหละ”เธอตอบ “ไม่อย่างนั้นกอร์ดอนจะอยากให้คุณไปที่นั่นทำไม”
“นั่นน่ะสิ”
ในฐานะทางสังคมที่ผมยังคงเป็พ่อของดาเนียลอยู่ผมก็คงจะต้องแสดงอะไรๆ ตามฐานะอย่างว่าของผมบ้าง แม้ว่าบางครั้ง มันจะดูคล้ายๆตัวละครที่ออกแสดงทางทีวีบ้างก็ตาม
ผมยังไม่ได้พักเลยั้แ่เช้าเข็มนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ติดไว้บนผนังห้องค๊อกเทล ชี้บอกเวลาตี2กับ15นาที ผมรู้สึกอยากได้อากาศบริสุทธิ์บ้าง
“เราออกไปข้างนอกกันดีกว่า”
อลิซาเบทพยักหน้ารับผมเรียกบริกรมาคิดเงินแล้วเราก็เดินออกไปยังดาดฟ้าที่มองเห็นรันเวย์เบื้องล่าง
เครื่องบินเจทลำหนึ่งกำลังร่อนลงเสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้อง มองเห็นเครื่องหมายเป็อักษร เอ 2 ตัว ที่ข้างลำได้อย่างชัดเจนและ...เมื่อล้อแตะพื้นสนามบินแล้วก็แท็กซี่ไปตามรันเวย์
เสียงโฆษกสนามบินประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงดังอยู่ว่า
“ท่านผู้โดยสารที่จะเดินทางไปซานฟรานซิสโกโดยเที่ยวบินสายอเมริกันแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ 42 เชิญที่ประตูหมายเลข 4 ได้แล้วค่ะ”
เราต่างจ้องมองดูเครื่องบินลำใหญ่ที่แท็กซี่เข้ามาจอดยังลานบินเรียบร้อยแล้วราวกับไม่เคยเห็นเครื่องบินมาก่อน ใบพัดขนาดใหญ่ทั้ง 4 หมุนจี๋จนมองไม่ทันปีกกว้างใหญ่ของเครื่องราวจะประกาศศักดาแห่งความเป็นกั์และเมื่อประตูเครื่องบินเปิดออกผู้โดยสารก็เริ่มทยอยลงตามกันมา
“เป็ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกเหงาๆในใจยังไงชอบกล” อลิซาเบทเอ่ยขึ้นลอยๆ
ผมหันไปมองดูเธอใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มระบายอ่อนๆ อยู่เสมอ บัดนี้ดูซูบซีดผิดตาโดยเฉพาะเมื่อต้องกับแสงไฟสีน้ำเงินอ่อนที่สาดส่องมาจากลานบิน ผมจับมือเธอมากุมไว้มือนั้นเย็นเฉียบ
“ผมไม่รู้ว่าจะไปหรือไม่ไปดี”
“คุณต้องไปค่ะ”อลิซาเบทตอบเรียบๆ
“แต่คุณก็ต้องเข้าใจนะว่าผมไม่ได้ไปเพราะนอร่า” ผมปลอบเธอ “มันผ่านมา 11 ปีแล้วและเขาก็เคยบอกกับผมแล้วว่าผมไม่สิทธิ์อะไรที่นั่นทั้งสิ้น”
“แล้วคุณเชื่อหรือเปล่าล่ะคะ?”
ผมไม่ได้ตอบออกไปทันทีแต่ควักบุหรี่ออกมาจุดสูบแต่เธอกลับไม่หยุดอยู่แต่เพียงแค่นั้น
“จริงไหมคะ?”เธอคาดคั้น มีความรู้สึกกึ่งน้อยใจอยู่ในกระแสเสียง
“ไม่จริง” ผมตอบ มองลงไปที่พื้นเบื้องล่าง ตอนนี้พนักงานประจำเครื่องกำลังขนกระเป๋าผู้โดยสารลง
“ไม่มีอะไรที่ผมจะต้องเชื่อถืออีกต่อไปคุณก็รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมรู้สึกอยู่เสมอว่าดาเนียลเป็ลูกสาวคนเดียวของผมแต่บางครั้ง ผมก็อยากจะเชื่อตามข้ออ้างของนอร่าที่ว่าผมไม่ใช่พ่อของแกซึ่งถ้ามันเป็อย่างนั้นได้จริงๆ อะไรๆ มันก็คงง่ายกว่าที่เป็อยู่ทุกวันนี้”
“อย่างนั้นหรือคะ?”อลิซาเบทถามด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย “ถ้าคุณคิดอย่างนั้นแล้วคุณสามารถที่จะลบล้างความหลังที่คุณเคยมีกับแกได้หรือเปล่าใน่เวลาที่แกใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคุณมากกว่ากับแม่ของแกเอง?”
ผมรู้สึกเย็นเยือกขึ้นมาในหัวใจ...
“เลิกพูดเื่นี้เสียทีเถอะ”ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ “ถึงแม้ว่าผมจะเป็พ่อของแกจริงๆผมเคยทำหน้าที่ของพ่อแบบไหนให้กับแกบ้าง ผมเลี้ยงดูแกไม่ได้ปกป้องคุ้มครองแกไม่ได้ ไม่สามารถแม้แต่จะป้องกันแกจากแม่ของแกเองด้วยซ้ำ”
“แต่คุณก็รักแกได้นี่คะสิ่งนี้คุณก็รู้และคุณก็ได้ทำอยู่แล้ว”
“ใช่...ใช่...ผมรักแก”ผมตอบอย่างขมขื่นใจเหลือจะกล่าว “ก็ไอ้ความรักนี่แหละที่ช่วยคงความสัมพันธ์ระหว่างความเป็พ่อกับลูกของเราเอาไว้แล้วตอนนี้ผมก็กำลังจะเดินทางไปทำหน้าที่พ่อของผม ไปทั้งๆ ที่ไม่มีเงิน ไปทั้งๆที่ถูกเหยียดหยาม” ผมสะอึกไม่มีใครรู้ใจของผมดีไปกว่าตัวผมเอง...” รู้อย่างนี้ผมจะไม่ยอมยกแกให้นอร่าเลย”
“คุณจะทำยังไง?”
“ก็...อาจจะพาตัวหนีไปเสียให้พ้นๆละมัง” ผมตอบ “ไม่รู้สินะหรืออาจทำอย่างอื่นก็ได้”
“แต่คุณก็เคยลองพยายามมาแล้วไม่ใช่หรือคะ?”
“ผมรู้แต่ตอนนั้นผมไม่มีเงินแม้แต่สักเซ็นต์เดียวแล้ว ผมมันก็เหมือนไอ้งั่งตัวหนึ่งผมคิดแต่เพียงว่า...ผมต้องมีเงินเท่านั้น ลืมนึกไปว่าที่ดานี่้าจริงๆคือความรัก...” แล้วผมก็หันไปหาเธอ พร้อมกับพูดต่อ
“นอร่าไม่เคยรักแกผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เขามีงานต้องทำและดานี่ก็เป็เพียงอุปกรณ์อะไรสักอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตของเขาสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วเพื่อความสะดวกสบายบางอย่างของเขาแกก็เลยต้องไปอยู่กับคุณยายหรือไม่บางครั้งที่แกลงไปอยู่ในเรือด้วยกันกับผม...คุณเองก็รู้เื่ทั้งหมดนี่ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
แต่อลิซาเบทกลับสั่นศีรษะผมจึงพูดต่อ ทำนบความคิดของผมกำลังพังทลายลง...
“ดานี่มักจะแสดงความดีใจทุกครั้งที่ได้พบกับแม่ของแกแล้วแกก็พยายามอย่างเหลือเกินเท่าที่เด็กเล็กๆ อย่างแกจะพอทำได้คือพยายามที่จะไปอยู่ร่วมกับแม่ แต่นอร่ากลับเป็ฝ่ายไม่ใยดีแล้วก็ทำอะไรต่อมิอะไรตามที่้าจะทำต่อไปโดยไม่ได้นึกถึงใจลูกเลย...ผมรู้...ผมสังเกตเห็นทุกครั้งที่ไปรับตัวแกมาแกเป็เด็กขรึมๆ เศร้าๆ ซึ่งมันไม่ใช่วิสัยของเด็กในวัยอย่างแกควรจะเป็แม้แต่จะหัวเราะ มันก็ไม่เหมือนกับเสียงหัวเราะของเด็กอื่นเขามันไม่สดใส...มันไม่ใช่เสียงหัวเราะของเด็ก มันคล้ายๆกับจะเป็การอำพรางเสียงร้องไห้ของแกมากกว่า”
หยาดน้ำตาเอ่อท้นขึ้นในดวงตาของอลิซาเบทเธอเคลื่อนกายเข้ามาจนชิดตัวผม
“คุณเป็พ่อของแกค่ะ”เธอกระซิบเบาๆ “แม้ว่าคุณจะคุ้มครองดูแลแกไม่ได้แต่คุณก็ได้พยายามแล้ว”
เสียงจากเครื่องขยายเสียงของท่าอากาศยานประกาศขึ้นอีกว่า
“ท่านผู้โดยสารที่จะเดินทางไปกับสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ แอสโทรเจทเที่ยวบินที่ 42 ไปเดนเวอร์และซานฟรานซิสโกโปรดไปที่ประตูหมายเลข 4 ได้แล้วค่ะ”
ผมพยักหน้าช้าๆรู้สึกเหนื่อยหน่ายขึ้นมาในหัวใจ
“ถึงเวลาแล้วผมเห็นจะต้องไปเสียที”
“ใช่ค่ะ พ่อ”
ผมหันมามองหน้าเธออย่างประหลาดใจนี่เป็ครั้งแรกที่อลิซาเบทใช้สรรพนามแทนตัวผมว่า “พ่อ”และอลิซาเบทก็ยิ้มรับ
“คุณต้องทำตัวให้คุ้นกับคำนี้ไว้ไม่ใช่หรือคะ?”
“ก็...คงไม่ยากนักหรอก”ผมตอบอึกอัก
เมื่อลงจากดาดฟ้าเราก็เดินย้อนกลับเข้าไปในห้องโถงกลาง
“บอกให้ฉันรู้ด้วยนะคะว่าคุณจะกลับวันไหน”
“ผมจะโทรทางไกลมาบอกล่วงหน้าถ้าคุณคิดว่าไม่มีอะไรที่จะต้องบอกผมเป็พิเศษก็อาจจะพูดเพียงว่า...ฉันจะไม่ไปที่นั่น...เอาตามนี้นะเพราะอย่างน้อยมันก็เป็วิธีเดียวที่จะเซฟค่าโทรศัพท์ของเรา
“แล้วคุณคิดว่าฉันมีอะไรจะต้องบอกคุณไหมคะ?”
ผมวางมือลงบนหน้าท้องของเธออลิซาเบทหัวเราะเบาๆ
“อย่าห่วงเลยค่ะฉันยังไม่คลอดหรอก จะคอยจนกว่าคุณจะกลับมา”
“สัญญานะ”
“ค่ะ...สัญญา”
ที่ประตูทางเข้าหมายเลข 4ไม่มีคนมากนัก เพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่ขึ้นเครื่องกันหมดแล้วผมจูบลาอลิซาเบทและส่งตั๋วโดยสารของผมให้เ้าหน้าที่ตรวจ
เขารับตั๋วไปจากผมประทับตราลงและฉีกท่อนบนของตั๋วฉบับนั้นออก ส่งที่เหลือคืนมาให้ผม
“เดินตรงไปทางนั้นเลยครับคุณคาร์เร่ย์”
ผมไม่ได้ลงไปเดินยืดเส้นยืดสายที่เดนเวอร์ตามที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแนะนำ ผมกลับนั่งหลับตาสูบบุหรี่อยู่เงียบๆแอร์โฮสเตสเอากาแฟมาเสิร์ฟ เป็กาแฟดำร้อน ที่ผมรู้สึกได้ถึงความร้อนของมันยามที่มันเลื่อนไหลลงไปตามลำคอสู่ช่องท้อง
6ปี...โอ้...ช่างเป็เวลาที่เนิ่นนานอะไรเช่นนี้อะไรๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ตลอดเวลา 6 ปีที่ผ่านมาเด็กน้อยผู้นั้นอาจจะเจริญวัยขึ้นจนเป็สาวแล้ว เป็สุภาพสตรีน้อยๆสวมรองเท้าส้นสูง นุ่งกระโปรงแทนกางเกง ผิวพรรณผ่องใสรู้จักแต่งหน้าแต่เพียงบางเบา ทาปากสีอ่อนๆและแลเงาเปลือกตาด้วยอายแชร์โด้สีฟ้าอ่อนหรืออาจจะเป็สีเขียวสดใสอาจตกแต่งเรือนผมตามแบบสมัยนิยมที่กำลังแข่งขันกันอยู่
แล้วสาวน้อยผู้นั้นก็อาจไม่ใช่สาวน้อยอีกต่อไปเมื่อเธอถูกพาเข้าสังคมและหรือถ้าไม่สังเกตดวงหน้าที่อ่อนเยาว์ของแก
6 ปี...ช่างเป็เวลาที่เนิ่นนานเสียนี่กระไรที่คนเราจากบ้านมาจากลูกน้อยที่กำลังจะกลายเป็สาวสดในอนาคต แล้วแกก็คงจะทำอะไรต่อมิอะไรที่ผมไม่เคยอยากให้แกทำหรือติดนิสัยไม่ดีจากแม่ของแก
อนิจจา...6ปีสำหรับลูกน้อย...ดวงใจของพ่อ...มันเปลี่ยนเสียจนแกกลายเป็ฆาตกรไปได้เชียวหรือ...?