บทที่ 3 พลทหารเสียงเพราะ
ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนที่มู่เหยียนเข้ามาเป็ทหารที่ค่ายนี้ ทุกวันยามเช้าก่อนกินมื้อแรกของวันจะต้องวิ่งรอบค่ายให้ครบกำหนด ตามด้วยทำงานที่ได้รับมอบหมายในการแต่ละสัปดาห์ สัปดาห์ที่แล้วมู่เหยียนคาดว่าตนสามารถผ่านจุดที่อดทนมากที่สุดในชีวิตได้แล้ว นั่นคือ..
กองขี้ของทุกคนในค่าย!
เนื่องจากหน่วยของนางได้รับหน้าที่ให้ดูแลสุขาภิบาลและสุขอนามัยของค่าย เมื่อมาถึงบริเวณสุขา กลิ่นไม่พึงประสงค์โชยอัดรูจมูกเต็มปอด มู่เหยียนรู้สึกขมคอจนต้องยืนโก่งคอ มือปิดปากแน่น จางฉวนต้องเข้ามาลูบหลัง พวกนางต้องขนอุจจาระ เหล่าสิ่งปฏิกูลของคนทั้งค่ายไปทิ้งในหลุมที่ขุดเตรียมไว้แล้วในป่าไม่ห่างกัน
ภายในหลุมกลิ่นไม่ต่างกันนั้น มู่เหยียนต้องยืนหน้าปากหลุมตักดินมากลบ พอเสร็จจากหลุมนี้ก็ต้องขุดหลุมต่อไป ทั้งสัปดาห์นั้นนางคิดว่าจมูกตัวเองจะตันเสียแล้ว
และแน่นอนนางไม่ได้อาบน้ำเลย ่สองสามวันแรกนางรู้สึกกลิ่นอุจจาระติดตัวจนแทบอ้วก กลืนข้าวไม่ลง หันไปทางไหนเหมือนเห็นน้องก้อนน้ำตาลตามมาหลอกหลอน แต่นางก็ผ่านมันมาได้แล้วพร้อมน้ำตาตกใน รวมทั้งในทุกๆ วันนางจะต้องออกกำลังฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เสื้อผ้าไม่ได้ซักจำต้องใส่ตัวเดิมจนกว่าจะขาดถึงไปเอาชุดใหม่ได้
ตอนนี้มู่เหยียนรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้นมาก แต่ละวันจะมีทหารที่ได้รับมอบหมายมาฝึกศิลปะต่อสู้ให้แก่พวกนาง ทั้งฝึกมวย ฝึกการใช้อาวุธ เช่นกระบอง รวมไปถึงสอนเกี่ยวกับค่ายกล สัญญาณเสียงต่างๆ ควบคู่ไปด้วย
“ข้าไปดูพวกมันให้เอง” มู่เหยียนยกมือขึ้นเสนอตัวทันทีที่ได้ยินเสียงพวกม้าร้อง
พวกนางกำลังเดินไปกินข้าวกลางวันหลังจากทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสร็จของรอบเช้า สัปดาห์นี้พวกนางรับผิดชอบคอกม้า
“รีบกลับมานะน้องชาย” เพื่อนร่วมหมู่บอก
มู่เหยียนพยักหน้ารับ พวกเขาหยาบโลนไปบ้างตามนิสัยบุรุษแต่ก็เป็คนดี หญิงสาวในร่างหนุ่มน้อยเดินไปยังคอกม้าที่หน่วยตัวเองได้รับหน้าที่ดูแล มันเป็คอกม้าขนาดเล็ก ถูกสร้างเมื่อไม่นานมานี้เพราะจำนวนม้าที่เลี้ยงไว้เยอะกว่าที่จะอัดอยู่ในคอกเดิม ถึงจะมีขนาดเล็กกว่าคอกม้าหลักแต่มันก็บรรจุม้าได้ถึงสามสิบตัว
นางเดินมาถึงแล้ว พวกมันส่งเสียงร้องคล้ายใอะไรบางอย่าง มู่เหยียนร้องชู่ ยกมือทั้งสองข้างปรามให้มันสงบ ก่อนจะเดินเข้าไปหาตัวสีน้ำตาลอ่อน ขาทั้งสี่เป็สีดำ ที่ลำตัวมีรอยแผลจากการต่อสู้
“ใจเย็นๆ นะ” นางเอ่ยเสียงเบา ลูบลำตัวมันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยื่นมันไปลูบจมูกอีกตัวที่ยื่นหน้าเข้ามาหา
ทั้งสองตัวเริ่มสงบลง พาให้ตัวอื่นเริ่มสงบตามอย่างง่ายดาย นางชื่นชอบม้าเป็พิเศษ ตอนอยู่ในโลกปัจจุบันก็เคยไปขี่ม้าที่ชายหาดอยู่บ่อยครั้ง
พวกม้าชอบนาง นางรับรู้ได้ อาจเป็เพราะนางใจดี ไม่ดุด่าเหมือนทหารคนอื่นๆ เวลามาหาก็มักจะร้องเพลงเพราะๆ ให้พวกมันฟัง แน่นอนครั้งนี้นางไม่รีรอที่จะร้องเพลงหวังให้มันสงบลง
“So I'm gonna love you like I'm gonna lose you
I'm gonna hold you like I'm saying goodbyeeeeeeeeee*"
ถึงเสียงจะเพี้ยนไปบ้างแต่นางหาได้แคร์ไม่ ไม่ได้กลัวเสียงเพี้ยนกลัวไม่ได้ร้องต่างหาก! นางยังคงตั้งใจร้องต่อไป พวกม้าเลิกตื่นตระหนกแล้วหยุดฟังนางแทน (แต่ในสายตาของผู้อื่นอาจจะรู้สึกว่าพวกม้ามันเหนื่อยใจต่างหาก)
คุณเป็นักร้องเสียงเพราะครับ!
มู่เหยียนขยิบตาชมตัวเองและปรบมือแปะๆ ก่อนจะสะดุ้งตัวเมื่อรู้ตัวถึงใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง คนหลงตัวเองรีบหันหลังขวับก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าเป็ใคร
“ท่านแม่ทัพ” นางคำนับ มือประสานข้างหน้า
ไม่คิดว่าตนเองจะมาเจอพระเอกที่นี่ เขาสูงกว่านางมากนัก นางสูงเพียงหน้าอกเขาเท่านั้น นอกจากนี้ยังรู้สึกได้ว่าท่านแม่ทัพกำลังอารมณ์ไม่ดี แม้ใบหน้าจะนิ่งเรียบเป็ทุนเดิมอยู่แล้วก็ตาม
“อืม”
เขาขานรับต่ำในลำคอแล้วเดินผ่านนางไปยังม้าข้างหลังซึ่งทำให้มันร้องใเล็กน้อยเพราะรังสีกดดันรอบตัวของบุรุษผู้นี้ แต่ก็ยอมสงบลงเมื่อมือหนายกขึ้นค้างอยู่หน้าจมูกมันก่อนจะค่อยๆ ยื่นเข้าไปลูบช้าๆ
เมื่อเห็นว่ามันสงบลงแล้วเ้าตัวก็ะโขึ้นหลัง
“อย่าบอกใครว่าเห็นข้าที่นี่” ท่านแม่ทัพกล่าวเสียงทุ้มแล้วบังคับม้าเข้าป่าไปทิ้งให้หญิงสาวงุนงงว่าเหตุใดท่านแม่ทัพใหญ่ถึงมาเอาม้าที่คอกม้าเล็กๆ นี่ แล้วทำไมต้องเข้าไปในป่าคนเดียว และห้ามไม่ให้นางบอกใครอีก
มู่เหยียนยืนกอดอกยืนทวนเนื้อเื่ในหัว
ในนิยายผู้แต่งไม่ได้เล่าอะไรละเอียดนัก่พระเอกทำา แต่เอ๊ เหมือนเขาจะติดหนี้ชีวิตต้องแทนบุญคุณสหายสนิทนามหลี่เฉิงไห่เพราะเขาได้ช่วยชีวิตไว้เมื่อตอนเฟิงหลงไปพบหน่วยสอดแนมของฝ่ายศัตรูในป่าด้วยความบังเอิญ
มันอาจจะเป็ตอนนี้ไม่ใช่หรือ!
มู่เหยียนตาลุกวาว ว้าว.. นี่มันเนื้อเื่สำคัญเลยนา นางอยากจะไปเห็นช็อตนั้นจริงๆ แอบตามไปดูดีกว่า ยังไงเสียพระเอกก็ชนะนางไม่เป็อันตรายอะไรอยู่แล้ว
คิดเสร็จคนตัวเล็กก็วิ่งตามเข้าป่าไปทันที
ฉิบหาย..
มู่เหยียนบ่นเป็รอบที่สิบ
นางแอบตามมาห่างๆ เห็นว่าพระเอกถูกศัตรูรุมโจมตีจนเสียเปรียบอย่างหนัก นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพถึงเอาแต่ยืน เหม่อลอยข้างน้ำตก มันไม่ได้มีบอกในเนื้อเื่..
และเพราะอาการเหม่อลอยนั่นจึงทำให้เสียเปรียบจนถึงตอนนี้!
“อั๊ก!”
เฟิงหลงถูกถีบเข้าที่หน้าท้องเต็มแรงจนล้มลงกับพื้น เขาใช้ดาบพยุงตัวเองเอาไว้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของชนเผ่าฝ่ายตรงข้าม มันมากันหกคน ยืนล้อมกล่าวเยาะเย้ยถากถาง
ร่างสูงในสภาพปางตาย หัวแตกไหลเือาบหน้า ที่เอวถูกคมดาบปาดเข้าให้
เมื่อไรเฉิงไห่จะมาช่วยเล่า หมอนี่กำลังจะโดนฆ่าตายแล้วนะ
มู่เหยียนกระวนกระวาย นางออกไปจะช่วยอะไรได้ นอกจากจะโดนฆ่าตายด้วยกันทั้งคู่ แต่ฟังการจากถากถางแล้วพวกมันรู้ว่าเฟิงหลงคนนี้คือแม่ทัพ แสดงว่าพวกมันต้องรู้จักเฉิงไห่แน่แท้ เพราะเป็สหายคู่รบ หน่ำซ้ำเฉิงไห่ยังเป็หนึ่งในสามยอดขุนพล
หญิงสาวเม้มปากแน่น เอาว่ะ ถือว่านางจะซื้อเวลาให้เฉิงไห่ตามมาช่วยทันก็แล้วกัน
มู่เหยียนวิ่งกลับไปยังม้าที่เฟิงหลงขี่มา เขาผูกเชือกไว้กับต้นไม้ใหญ่ไม่ห่างกันนัก นางลูบหลังแล้วจูงให้มันเดินตามมาใกล้จุดที่เกิดการต่อสู้ กะระยะว่าพอสมควรแล้วก็สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะตีก้นมันให้ใ
ซึ่งเสียงร้องของม้ากับเสียงฝีเท้ากระทบใบไม้ตามพื้นดินทำให้พวกนั้นรู้สึกตัว หญิงสาวรีบะโทันที
“ท่านเฉิงไห่ทางนี้ขอรับ! ท่านแม่ทัพอยู่ทางนี้!”
“เฮ้ย พวกมันมาแล้ว รีบไป!” พวกมันร้องใ
หลายคนสบถ ยกดาบจะฟาดฟันแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นชื่อแต่เฟิงหลงก็พยายามยื้อชีวิตตัวเองสุดกำลังด้วยการโต้กลับเท่าที่แรงของตนจะมีในตอนนี้ แม้จะสูญเสียเืไปมากแต่ฝีมือไม่ได้ถดถอย
“ไปโว้ย ยังไงมันก็าเ็หนักแล้ว” คนที่ดูคล้ายหัวหน้าบอก ก่อนทั้งหมดจะวิ่งหนีหายไป
เห็นดังนั้นคนตัวสูงก็ถอนหายใจ ล้มลงนั่งกับพื้นหมดสภาพ
“ขอบใจมากเฉิงไห่” เสียงทุ้มกล่าวขอบใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาหา แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบทหารที่แหกปากร้องเพลงเพี้ยนๆ ที่คอกม้าเมื่อสักครู่ “เ้าแอบตามข้ามาหรือ!”
มู่เหยียนถลึงตาใส่ด้วยความโมโห
นอกจากไม่สำนึกบุญคุณที่นางช่วยไว้แล้วยังมีหน้ามาตะคอกหน้าอีก! ถ้าแผนไม่สำเร็จนางก็ตายได้นะโว้ย ดูสิมือยังสั่นอยู่เลย
“ข้าช่วยชีวิตท่านนะ ขอบคุณสักคำมีมั้ย!”
คราวนี้เป็ฝ่ายคนาเ็ที่ต้องแปลกใจเมื่อไม่เคยมีใครกล้าขึ้นเสียงใส่เขาเช่นนี้มาก่อน
“โถ่เว้ย! เมื่อกี้มันน่ากลัวมากเลยนะ” แล้วเ้าหนุ่มผอมแห้งก็เดินบ่นพึมพำคนเดียว เขาได้ยินไม่ชัด บางคำก็ไม่สามารถเข้าใจได้ “เ้าเฉิงไห่ไม่เห็นจะมาช่วยเลย ไอ้หมอนี่มันเพ้อหรือไงว่ามีคนมาช่วยในป่า”
คนเป็แม่ทัพถอนหายใจ อย่างไรเสียคนตรงหน้าก็ช่วยเขาไว้ ถือว่าเื่แอบตามเขาจะไม่เอาเื่ก็แล้วกัน คนตัวสูงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนโดยใช้ดาบเป็ตัวค้ำ ครางเจ็บในลำคอจนมู่เหยียนได้สติรีบวิ่งเข้ามาช่วยพยุง
“ท่านแม่ทัพ! ท่านเืไหลออกเยอะเลย” หญิงสาวบอกเสียงตะกุกตะกัก เมื่อครู่นางมองจากไกลๆ แต่เมื่อมาประชิดตัวแล้วทำให้นางรู้ได้เลยว่าชายหนุ่มเสียเืมากเพียงใดจากรอยฟันที่เอว
“ข้าว่าท่านห้ามเืก่อนดีกว่า”
แม่ทัพหนุ่มสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความเจ็บ ขณะที่มู่เหยียนพยุงพาไปพิงต้นไม้ใกล้ๆ
เอาไรห้ามเืดีวะ..
แล้วมือบางก็ไวกว่าความคิด แต่ถูกมือหนาของอีกฝ่ายคว้าไว้อย่างรวดเร็ว
“เ้าคิดจะทำอะไร” ถามเสียงต่ำ ั์ตาดุหากนางหากลัวไม่
“ถอดเสื้อท่านไง ข้าต้องใช้ผ้ามาพันแผลท่านนะ” หญิงสาวสะบัดมือที่จับกุมออกแล้วถอดเสื้อของท่านแม่ทัพอย่างว่องไวซึ่งเ้าตัวก็ยอมแต่โดยดีเมื่อได้ฟังเหตุผล
โอ้ววววว แผงอกล่ำบึก ซิกแพคที่หน้าท้องเปล่งแสงกระแทกลูกกะตา
“รีบห้ามเืเสียสิ” เสียงห้วนเรียกให้นางหลุดจากภวังค์หื่นกาม แอบสูดน้ำลาย
“โอเคโอเค ใจเย็นไว้มันก็แค่ซิกแพคเอง” นางพึมพำเสียงเบา
นางกดแผลให้เืหยุดไหลเสียก่อน ระหว่างนั้นก็ลอบสังเกตร่างกายพระเอกไปด้วย เมื่อเห็นว่าดีขึ้นแล้วก็ใช้แขนเสื้อกับชายเสื้อมาผูกแน่นๆ พยายามม้วนๆ ผ้า มันจึงดูไม่ค่อยแน่นและหลุดรุ่ยเล็กน้อย ดังนั้นนางจึงได้รับสายตาดุดันอีกครั้ง
ก็นางไม่เคยพันแผลให้ใครมาก่อนนี่
เฟิงหลงถอนหายใจอีกรอบเมื่อพลทหารคนนี้ขมวดคิ้วแน่น ย่นจมูก พยายามจะแกะเสื้อเพื่อพันใหม่อีกรอบ ซึ่งผลลัพธ์คาดว่าคงเป็เช่นเดิม
“พาข้ากลับค่าย” เขาสั่งพร้อมผลักมือนางออก “ข้าผูกม้าไว้แถวนั้น” ชายหนุ่มชี้ไปทางหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อได้ยินหัวเราะแห้ง
“ม้าตัวนั้นข้าทำหลุดมือไปแล้วอ่า”
หญิงสาวหลับตาปี๋เตรียมรับคำด่า แต่ก็ได้เพียงเสียงถอนหายใจหนัก
“ช่างมัน เดินกลับ”
“ขะ ขอรับ” คนตัวเล็กขานรับ เข้ามาพยุงคนเจ็บค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินกลับค่าย
*เพลง Like I'm gonna lose you